ทำอย่างไร เมื่อพบว่า คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส /ตรวจพบไวรัส

ไม่ ว่าคุณจะเห็นข้อความแจ้งเตือนจาก antivirus ว่า คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส หรือตรวจพบไวรัส หรือ คุณมีความรู้สึกว่า คอมพิวเตอร์ ทำงานผิดปกติ ช้าลง และมีข้อความแปลกๆ มากวนตลอด บทความนี้จะมาให้คำตอบคุณว่า หาก คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส จะต้องทำอย่างไร และฆ่าไวรัส อย่างไร ครับ

ไวรัสคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน มีความน่ากลัว มากขึ้นทุกวัน ในอดีต ความเสียหายที่เกิดจาก ไวรัส ต่อ คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่ ก็คือ ทำให้คอมพิวเตอร์ช้า ทำงานผิดปกติ หรือไม่ก็รบกวน Windows จนทำอะไรไม่ได้ แต่ปัจจุบัน มีไวรัส, มัลแวร์ หรือสปายแวร์ บางตัว ที่ออกแบบมาเพื่อ ขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบัตรเครดิต หรือพาสเวิร์ด ต่างๆ ดังนั้น คุณควรจะมีวิธี ในการรับมือกับปัญหา คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส เอาไว้ก่อน ครับ….

คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส

คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส ทำอย่างไร

1. Antivirus แจ้งว่า ตรวจพบไวรัส หรือไม่ ?

หากคุณเห็น หน้าต่างข้อความแจ้งเตือนว่า “ตรวจพบไวรัสบนคอมพิวเตอร์” ขึ้นมา นั่นจะเป็น ข่าวดีสำหรับคุณมากๆ แสดงว่า Antivirus ของคุณ ตรวจพบมันแล้ว และได้จัดการกำจัด หรือเก็บเอาไว้แบบ quarantine เพื่อไม่ให้แพร่กระจายเรียบร้อยแล้ว

ข้อความที่ปรากฎขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่า คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส แล้ว แต่เป็นเพราะว่า Antivirus ตรวจเจอมันก่อน ที่จะสร้างปัญหาให้กับเครื่อง ซึ่งคุณอาจจะ ดาวน์โหลดไฟล์ที่ติดไวรัสมา หรือกำลังเข้าชมเว็บไซต์ที่มีไวรัส โปรแกรม antivirus จะบล็อกไว้ โดยอัตโนมัติ ทำให้คุณรู้ว่า ครั้งต่อไปไม่ควรเข้าไป ดาวน์โหลด ไฟล์ หรือเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ นั้นๆ อีก

คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส

 

หากไม่แน่ใจ คุณสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ใน quarantine ของ โปรแกรม antivirus หรือใน logs คุณจะเห็นประวัติการตรวจพบไวรัส อยู่ในนั้นทั้งหมด

2. กรณีที่คุณไม่ได้ติดตั้ง antivirus เอาไว้ก่อน

หากคุณไม่ได้ติดตั้ง antivirus ไว้บนเครื่อง หรือ antivirus ของคุณอาจหมดอายุ ไปแล้ว และคุณมีความรู้สึกว่า คอมพิวเตอร์ช้ามากๆ และมีปัญหาตลอด นั่นอาจจะเป็นอาการของ คอมพิวเตอร์ ที่ติดไวรัสแล้ว 

ถ้าคิดว่าคอมน่าจะติดไวรัสแล้ว ให้รีบ ติดตั้ง antivirus อย่างเร่งด่วน ซึ่งมีให้ ดาวน์โหลด มาใช้งานฟรี มากมาย บนอินเตอร์เน็ต (ส่วนตัวผมใช้ Avast ! Antivirus) หลังจากที่ติดตั้ง antivirus แล้ว ให้อัพเดทฐานข้อมูลไวรัสโดยทันที (โปรแกรมดำเนินการให้อัตโนมัติ) จากนั้นก็ใช้ antivirus สแกนทั้งเครื่อง อาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่ง

โดยปกติแล้ว พอสแกน เสร็จ antivirus น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ ถ้าหากยังลบออกไม่ได้ ลองไปอ่านดูในขั้นตอนต่อไป ครับ

คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส

3. หากคุณคิดว่า ยัง ฆ่าไวรัส ไม่ได้ ?

หากคุณมีโปรแกรม antivirus ติดตั้งใช้งานอยู่แล้ว แต่คิดว่า โปรแกรมยังตรวจไม่พบ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะฐานข้อมูล antivirus ที่คุณใช้อยู่ อาจจะไม่อัพเดท เท่ากับของบริษัทอื่น มีวิธีแก้ปัญหาให้ง่ายๆ ดังนี้

ปัจจุบันผู้พัฒนา antivirus ส่วนใหญ่ จะให้บริการ scan virus แบบ ครั้งเดียว online ได้ ยกตัวอย่างเช่น ESET Online virus scanner ซึ่ง จะมีการ ดาวน์โหลด โปรแกรมขนาดเล็ก และติดตั้งลงไปบน คอมพิวเตอร์ ของคุณ จากนั้น จะสแกน หาไวรัส ให้กับคุณเอง เมื่อเจอ ก็จะแก้ปัญหาได้ วิธีนี้มักช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะโดยปกติแล้ว คุณไม่สามารถ ติดตั้ง โปรแกรม antivirus แบบ เวอร์ชั่นเต็ม หลายๆ ตัว ไว้บน คอมพิวเตอร์ เครื่องเดียว

(สำหรับ online virus scanner ของค่ายอื่น ลองไป search หาใน Google ดูครับมีให้เลือกเยอะมาก)

และแน่นอนครับ หาก Online virus scanner ตัวไหน ตรวจพบไวรัส คุณก็ควรจะถอนการติดตั้ง โปรแกรม antivirus ตัวเดิมออก และติดตั้งของบริษัท ที่ตรวจพบลงไปแทน

4. คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส อย่างหนัก แก้ปัญหายังไม่ได้

หลายคนอาจจะเคยเจอ เจ้า ไวรัสคอมพิวเตอร์ ตัวฉกาจ ที่ก่อปัญหาและฝังลึกลงไปในระบบ จนจะทำอะไรกับ คอมพิวเตอร์ ไม่ได้เลย โดยเฉพาะ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตั้งใช้งาน antivirus มาก่อน ทำให้ไวรัส มันไปติดทุกที่ ทุกย่อมหญ้า ของ system files จนยากที่จะแก้ไขได้ หาก คุณเจอปัญหาแบบนี้ มีวิธีแก้อยู่ 2 ทาง ครับ

  1. Boot เครื่อง ไปยัง Safe mode เพราะใน Safe mode Windows จะไม่โหลด software อื่นๆ มาใช้งานเลย (รวมถึง antivirus ด้วย) ซึ่งคุณจะสามารถ สั่งให้ โปรแกรม antivirus ทำงานได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องมี virus ที่รันแบบ background มาเกี่ยวข้อง (ให้กด F8 ขณะที่ คอมพิวเตอร์ boot เพื่อเข้า safe mode หากต้องการใช้ internet ด้วย ให้ เลือก Safe mode with network) หาก มีปัญหา ไม่สามารถ run antivirus ได้ บน safe mode แนะนำให้ ไปโหลด antivirus rescue CD มา จากนั้น boot เครื่อง ด้วยแผ่น CD นี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผล โดยจะสามารถ scan hard drive ของคุณได้ทั้งหมด และฆ่า virus ออกจากเครื่องได้ สามารถเรียกใช้ Rescue CD ของ BitDefender, Avira หรือ Kaspersky ก็ได้ครับ
  2. หากทำทุกอย่างแล้ว ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เตรียมตัว backup ข้อมูลออกจาก คอมพิวเตอร์ ให้หมด จากนั้น ก็จัดการลง Windows ใหม่ได้เลย ครับ นั่นหมายความว่า คอมพิวเตอร์ ติดไวรัส เกินไปกว่า จะแก้ไขได้แล้ว

ที่มา : it-computertips.com