รีวิว Hyasong T1 แท็บเล็ตโทรออกได้ราคาเบาๆ เพียง 5,990 บาท

ถ้าใครติดตามวงการทีวีในบ้านเราอยู่ น่าจะรู้จักกับชื่อของแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งมาบุกตลาดทีวีประเทศไทยผ่านเทสโก โลตัสอย่าง Hyasong (อ่านว่า ไฮ-ยา-ซอง) ด้วยทีวี LED จอยักษ์เน้นฟีเจอร์สามมิติเต็มสูบ และตอนนี้ดูเหมือนว่า Hyasong จะไม่ได้ต้องการเป็นแค่จอใหญ่ให้คนดูเท่านั้น แต่อยากจะใกล้ชิดกับผู้ใช้มากขึ้นด้วยแท็บเล็ตรุ่นใหม่ Hyasong T1 ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ครบครันในราคาสบายกระเป๋า

Hyasong T1 เป็นแท็บเล็ตตัวแรกของบริษัทที่ออกแบบมาเพื่อจับตลาดผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการอุปกรณ์ตัวเดียวใช้งานได้ครบทุกความต้องการ สามารถซื้อได้ไม่ยากในราคาเบาๆ เพียง 5,990 บาท ดังนั้นสเปคของแท็บเล็ตรุ่นนี้จึงไม่สูงมากนัก แต่พอเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปดังนี้

  • หน้าจอ LCD ขนาด 7.85” ความละเอียด 1024×768 พิกเซล
  • ซีพียู MediaTek MT8382 ควอดคอร์ ARM Cortex-A7 ความถี่ 1.3GHz
  • รัน Android KitKat 4.4.2
  • หน่วยความจำภายใน 8GB แรม 1GB
  • กล้องหลังความละเอียด 8 เมกะพิกเซล, กล้องหน้า 5 เมกะพิกเซล
  • รองรับ 3G ย่านความถี่ 850MHz และ 2100MHz

เกริ่นรายละเอียดของ Hyasong T1 ไปพอสมควรแล้ว เรามาลองดูตัวเครื่องจริงไปพร้อมๆ กัน เริ่มต้นตั้งแต่แกะกล่องดูว่ามีอะไรติดมาให้บ้างครับ

กล่องบรรจุ Hyasong T1 มาในมาดขรึมพื้นสีดำ ตัดกับสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เปิดมาแล้วจะเจอกับตัวเครื่องนอนอยู่ด้านบนสุด แน่นอนว่าติดฟิลม์กันรอยมาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถดึงจากแถบสติ๊กเกอร์ด้านซ้ายบนเพื่อลอกแผ่นพลาสติกป้องกันออกได้ทันที (มีผ้าเช็ดจอมาให้ด้วยนะ)

เปิดลึกไปอีกชั้นจะพบกับอุปกรณ์คู่ตัวของ Hyasong T1 ทั้งหมดได้แก่ อแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ สาย micro USB สาย USB OTG สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วง (แฟลชไดร์ฟ, เมาส์, คีย์บอร์ด) และหูฟัง in-ear แบบมีไมโครโฟนในตัว

ด้านล่างสุดสีดำๆ เป็นเคสหนังคู่ตัวที่ไว้เรามาดูกันอีกทีช่วงท้ายครับ

ลองจับตัวเครื่อง

แกะกล่องพอเป็นพิธีก็ถึงคิวของตัวเครื่อง Hyasong T1 กันแล้ว ด้านหน้าของตัวเครื่องมาแบบเรียบๆ ไร้ปุ่ม ช่องวางระหว่างขอบกับจอค่อนข้างบางพอสมควร เมื่อเทียบกับค่าตัว แม้ว่าจะใช้หน้าจอสัดส่วน 4:3 แต่ก็พอจะจับได้แบบเต็มๆ ด้วยมือเดียว ในยามที่ต้องการความมั่นคงได้

คุณภาพหน้าจอของ Hyasong T1 ค่อนข้างดีพอสมควร มุมมองการแสดงผลกว้างมาก แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นหน้าจอ IPS สีสันอาจซีดไปหน่อยในบางโทน โดยฉพาะสีฟ้าที่น่าจะเข้มกว่านี้อีกหน่อย

ด้านบนเหนือหน้าจอจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้าความละเอียด 5 เมกะพิกเซล ไฟแจ้งเตือนด้านขวา และลำโพงสนทนา สำหรับยกขึ้นมาโทรศัพท์นั่นเอง (อ่านไม่ผิดครับ ยกมาโทรได้จริงๆ)

ตัวเครื่อง Hyasong T1 เรียกได้ว่าประกอบมาอย่างแข็งแรง และวัสดุที่ใช้ก็บึกบึนด้วยฝาหลังโลหะทั้งชิ้นที่ครอบมาถึงขอบ แถมยังตัดมุมมาให้แวววาวสวยงามอีกด้วย

ที่ขอบตัวเครื่องจะมีปุ่มเพียงขอบขวาด้านบนที่วางปุ่มเปิดเครื่อง และปุ่มปรับเสียงไว้เท่านั้น การวางตำแหน่งแบบนี้ทำให้ปุ่มทั้งหมดสามารถกดได้สะดวกแม้ว่าจะถือด้วยมือขวาเพียงข้างเดียว หรือถือสองมือ แต่ถ้าถนัดซ้ายก็อาจจะใช้งานมือเดียวลำบากหน่อยครับ

ขอบตัวเครื่องข้างหน้าจอ ขัดมาแวววาวเลย

พลิกมาด้านหลัง จะเจอกับฝาหลังโลหะทั้งชิ้น สลักโลโก้ Hyasong ไว้ด้านล่าง สัมผัสเวลาถือแบบไม่ใส่เคสจะลื่นๆ หน่อย เพราะว่าเป็นผิวด้านครับ

ฝาปิดด้านบนเปิดออกด้วยการดันขึ้น ภายในจะเป็นช่องสำหรับเสียบซิมขนาดปกติ (ใส่ได้ซิมเดียว) และเมมโมรี่ micro SD

ส่วนด้านล่างจะเป็นโลโก้แบบสลักลงไป ขอบล่างจะเห็นพอร์ต micro USB และรูลำโพงคู่ (เป็นลำโพงโมโนฝั่งซ้าย และไมโครโฟนสนทนาฝั่งขวา)

ด้วยความที่เป็นแท็บเล็ตเน้นความคุ้มค่า ลำโพงของ Hyasong T1 จึงไม่ได้ออกแบบมาให้เสียงคุณภาพสูงได้ด้วยตัวเอง อาจจะเสียงเบาไปเล็กน้อย แต่ด้วยตำแหน่งที่วางไว้ด้านล่างตัวเครื่อง จึงทำให้สามารถวางราบกับพื้นได้โดยที่เสียงไม่ถูกบังไปกับพื้นด้านหลังครับ สำหรับการใช้งานลำโพงจริงๆ ควรเอาไว้ยามฉุกเฉินจริงๆ ไม่อย่างนั้นแนะนำให้ใช้หูฟังที่มาด้วยกันจะดีกว่า

ด้วยขนาดของ Hyasong T1 จะค่อนข้างใกล้เคียงกับ iPad mini (แต่เผอิญไม่มีมาเทียบ) เลยจับมาเทียบกับ iPad 3 จะได้ขนาดประมาณนี้ครับ เล็กกว่าพอสมควรเลยทีเดียว

ประกอบร่างกับเคสหนัง

บอกเอาไว้ตอนแรกแล้วว่า Hyasong T1 มาพร้อมกับเคสหนังคู่ตัวแบบมีฝาปิด หน้าตาเคสจะเป็นแบบนี้ครับ

วิธีการสวมใส่ก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการยัดไปจากด้านข้าง แล้วสอดแผ่นหนังเข้าไปด้านหลังเพื่อล็อกอีกทีจะได้หน้าตาแบบนี้ครับ ที่ฝาปิดมีแม่เหล็กสำหรับล็อกเคสด้วย (แต่ไม่ปิดหน้าจอนะ ต้องกดปิดกันเอง)

เนื่องจากเป็นเคสที่ออกแบบมาเพื่อกันและกันโดยเฉพาะ จึงทำการหลบเลี่ยงพอร์ต และปุ่มที่จำเป็นไว้เรียบร้อย เหลือเพียงอย่างเดียวคือเวลาจะถอดซิม หรือ micro SD ก็ยังต้องถอดเคสออกมาเสียก่อนครับ

ลำโพงพร้อม

ปุ่มพร้อมใช้ กล้องพร้อมถ่าย

หูฟังพร้อม ไมโครโฟนพร้อม

พอใส่เคสหนังแล้ว ตัวเครื่องจะหนาขึ้นอีกพอสมควร แต่ก็แลกกับความสะดวกในการถือครับ (เจอฝาหลังแบบนี้ สวยจริง แต่ใส่เคสดีกว่าครับ)

ซอฟต์แวร์

โดยพื้นฐานแล้ว Hyasong T1 รัน Android 4.4.2 (KitKat) ซึ่งเป็นเวอร์ชันแทบจะใหม่ที่สุดจากกูเกิลแล้ว ตัวส่วนติดต่อผู้ใช้เองแทบไม่ได้ปรับจากต้นฉบับเลย ทำให้กินทรัพยากรไม่ค่อยมาก ใช้งานได้ลื่นไหลแม้ว่าสเปคจะไม่ได้แรงเหมือนกับรุ่นราคาแพงในท้องตลาด

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาจาก Android รุ่นปกติคือแอพที่เพิ่มเข้ามา และฟังก์ชันเพิ่มเติม ที่เห็นเด่นๆ คือปุ่มผู้ช่วย (Assistive Touch) ที่จะลอยไปลอยมาบนหน้าจอ เมื่อกดแล้วจะมีแอพหลัก และแผงปุ่มเมนูมาให้กดใช้ได้ทันที จากทุกหน้าจอ โดยเจ้าปุ่มนี้สามารถกดค้างแล้วลากเพื่อย้ายตำแหน่งได้

สำหรับแถบเมนูด้านล่างจะมีสองปุ่มที่เพิ่มเข้ามาจาก Android รุ่นปกติ ปุ่มขวาสุดคือปุ่มสำหรับเก็บภาพหน้าจอ ส่วนปุ่มซ้ายนั้นเอาไว้สำหรับซ่อนแผงเมนูด้านล่าง ซึ่งสามารถเรียกกลับมาได้ด้วยการแตะที่ขอบล่างของหน้าจอ ซึ่งพอใช้งานร่วมกับเจ้าปุ่มผู้ช่วยแล้วทำให้ได้พื้นที่หน้าจอคืนมาอีกนิดหน่อย และช่วยแก้ปัญหาฟีเจอร์ Immersive Full-Screen Mode (หรือโหมดเต็มจอ) ที่ใช้ไม่ได้กับทุกแอพอีกด้วย

ในหน้าตั้งค่า Hyasong อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ด้วยการยกเมนูตั้งค่าสำคัญๆ มาไว้แถบบนสุด สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนตั้งค่าพวกนี้บ่อยๆ ไม่ต้องกดเข้าเมนูไปหลายครั้งครับ

บอกไปตอนแรกแล้วว่า Hyasong T1 ใช้โทรออกได้ แต่นั่นยังไม่พอ เพราะว่าเจ้าแท็บเล็ตเครื่องนี้ ออกแบบมาสำหรับใช้โทรศัพท์ได้ด้วยมือเดียวอีกด้วย เมื่อเข้าไปที่แอพโทรศัพท์และเรียกปุ่มขึ้นมา ตัวเครื่องจะย่อขนาดแผงปุ่มไปอยู่ข้างที่เราเอียงเครื่องไปครับ อย่างเวลาถือด้วยมือขวา แล้วเอียงเครื่องไปด้านขวาเล็กน้อย แผงปุ่มก็จะโยกมาด้านขวาให้อัตโนมัติ

แน่นอนว่าสามารถขยายเป็นขนาดเต็มได้ด้วยการกดปุ่มรูปฝ่ามือด้วย

การใช้งานทั่วไป และประสิทธิภาพ

บอกไปตอนแรกแล้วว่าตัว Hyasong T1 ไม่ได้เป็นแท็บเล็ตที่เน้นสเปคมากมาย แต่ทำมาเพียงพอสำหรับการใช้งาน การใช้งานทั่วไปอย่างเล่นอินเทอร์เน็ต เว็บเบราว์เซอร์ต่างๆ ทำได้อย่างลื่นไหลไม่มีปัญหา จะมีกระตุกเป็นจังหวะในช่วงที่ใช้งานเครื่องหนักๆ เช่นอัพเดตแอพ เป็นต้น

ทดลองรันแอพทดสอบประสิทธิภาพอย่าง AnTuTu ได้คะแนนออกมากลางๆ ตาราง ถ้าเทียบกับรุ่นราคาใกล้เคียงกันจะได้เปรียบเรื่องความเร็วแรม และความเร็วในการเขียนอ่านหน่วยความจำที่ทำได้ดีเกินราคา มาคะแนนตกลงหน่อยตรงที่ซีพียูไม่ค่อยแรงนักครับ

การใช้งานเป็นโทรศัพท์ แม้ว่าจะใช้แบบยกโทรเหมือนมือถือได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่ามือถืออย่างมาก ค่อนข้างลำบากในการใช้งานเอาเรื่อง แนะนำให้โทรศัพท์ด้วยหูฟังที่มาด้วยกันดีกว่า แล้วไว้ค่อยยกขึ้นมาโทรเมื่อยามฉุกเฉินแทน

ด้านการเล่นเกม Hyasong ใช้จีพียู Mali-T400 รุ่นเคยแรงในอดีต ที่มาถึงตอนนี้คงจะไม่ค่อยพอสำหรับการเล่นเกมสามมิติแล้ว แต่พวกเกมสองมิติอย่าง PvZ 2 หรือ Jetpack Joyride นี่เล่นได้สบายๆ ครับ (PvZ มีแสดงผลตกหล่นไปเล็กน้อย)

เท่าที่ลองใช้งาน Hyasong T1 ให้แบตเตอรี่มาเพียงพอแก่การใช้งานหนึ่งวันแบบสบายๆ แบบเปิด 3G ตามใช้งานจริง และไม่ได้เล่นเกมหนักมาก ส่วนสแตนบายด์น่าจะได้เกินสัปดาห์สบายๆ ถ้าเปิดเฉพาะ Wi-Fi ครับ (ทดสอบสแตนบายด์สามวัน แบตเตอรี่ยังเหลือเกินครึ่ง)

กล้อง

ว่ากันตามสเปคบนกระดาษแล้ว Hyasong T1 จัดว่าให้กล้องมาเยอะเอาเรื่องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยอยู่ที่ 5 เมกะพิกเซล และ 8 เมกะพิกเซลตามลำดับ แต่ไม่มีแฟลชมาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

คุณภาพของทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง ความละเอียดห่างกันไม่มาก คุณภาพก็ใกล้เคียงกัน ให้ภาพสว่างพอใช้ แต่ตกลงไปหน่อยในเรื่องของความคมชัด และสีสัน โดยเฉพาะในยามที่แสงน้อยอาจต้องตั้งใจโฟกัสภาพเสียหน่อยครับ แต่สำหรับการนำไปใช้ในวิดีโอคอลนั้นทำได้สบายๆ ทั้งคู่

สรุป

Hyasong T1 เรียกได้ว่าเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่องในด้านของการใช้งานในชีวิตประจำวัน สเปคของเครื่องอาจไม่แรงมากพอจะใช้งานหนักๆ อย่างการเล่นเกมสามมิติ หรือเปิดแอพพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากได้ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปอย่างโทรศัพท์ ท่องเว็บไซต์ หรือแชทนั้นสามารถทำได้อย่างสบาย และยังมีจุดเด่นอยู่ที่ตัวเครื่องโลหะแทบทั้งหมด แถมยังให้ของแถมมาครบครันทั้งฟิล์มกันรอย ซองหนัง และหูฟังพร้อมโทร ถ้าไม่บอกก่อนจะเดาแทบไม่ถูกว่าราคาแค่ 5,990 บาทเท่านั้น จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาอุปกรณ์สมาร์ทๆ เครื่องเดียวจบ แต่มีงบไม่สูงมาก และเจ้าตัวแท็บเล็ตนี้ยังหาซื้อได้ง่ายเนื่องจากวางขายกับเทสโก โลตัสอีกด้วย

ข้อดี

  • ตัวเครื่องแน่นหนา ใช้อะลูมิเนียมทั้งเครื่องจึงแข็งแรงกว่าพลาสติกปกติ
  • โทรออกได้!
  • มีอุปกรณ์เสริมมาให้ครบครัน
  • ราคาถูก

ข้อเสีย

  • ตัวเครื่องร้อนไวไปหน่อย โดยเฉพาะด้านหลังใต้กล้อง
  • ลำโพง และกล้องน่าจะดีกว่านี้
  • ถ้าไม่ใส่ซองหนัง ตัวเครื่องจะลื่นมือมาก ถือใช้งานมือเดียวควรระวังทำตก

ที่มา : blognone.com  By: advertorial