รีวิว Nokia Lumia 1020 ตอนที่ 1 – Nokia Pro Camera ผู้ช่วยในการถ่ายรูปแบบมือโปร

Nokia

ในตอนที่โนเกียเปิดตัว Lumia 925 โนเกียได้แนะนำแอพพลิเคชัน Nokia Smart Camera ไป และเมื่อถึงคิว Lumia 1020 โนเกียก็ได้เปิดตัว Nokia Pro Camera ออกมาเพิ่มเติม โดยมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าแอพพลิเคชันกล้องของตัว Windows Phone เองและ Nokia Smart Camera ของตัวเองด้วย และที่สำคัญที่สุด Nokia Pro Camera เป็นแอพพลิเคชันเดียวที่สามารถเก็บรูปถ่ายเต็มความละเอียด 38 ล้านพิกเซลได้ ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของ Windows Phone ไปโดยปริยาย

ก่อนจะเจาะลึกรายละเอียด ในตอนนี้ Nokia Pro Camera จะมีให้ใช้บน Lumia 1020 และ Lumia รุ่นอื่นๆ ที่มีฟีเจอร์ PureView เช่น 920, 925 และ 928 ที่ได้อัพเดต Lumia Amber ไปจะสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชันได้จาก Windows Store แต่ในรีวิวนี้เราจะเจาะลึกกับ Lumia 1020 กันก่อน โดยเมื่อเราปลดล็อกหน้าจอออกมาเราจะเจอกับ Nokia Pro Cam เป็น Tile สีม่วงขนาดใหญ่เด่นชัดบนหน้าจอเหมือนกับ Nokia Smart Camera

เมื่อกดเข้ามาในแอพพลิเคชัน ครั้งแรกตัวแอพพลิเคชันจะแนะนำการใช้งานแบบคร่าวๆ ก่อน อาทิการแนะนำเครื่องมือต่างๆ เช่นปุ่มชัตเตอร์, Creative Control, ดูรูปถ่ายล่าสุด หรือปุ่มเรียก Camera Roll รวมไปถึงการใช้งาน Gesture Control ในการควบคุมแอพพลิเคชัน เช่นสไลด์นิ้วบนปุ่มชัตเตอร์ จะเป็นการเปลี่ยนโหมดระหว่างโหมดถ่ายรูป และถ่ายวิดีโอ สไลด์นิ้วบนหน้าจอขึ้น-ลง จะเป็นการซูมเข้า-ออก รวมถึงแนะนำปุ่มสำหรับเรียกเครื่องมือต่างๆ ของ Lumia 1020 อย่างเช่น Nokia Smart Camera, Nokia Cinemagraph และ Nokia Panorama ได้

หลังจากจบขั้นตอนการแนะนำแอพพลิเคชันแล้วก็จะเข้าสู่หน้าแรกของแอพฯ Nokia Pro Camera ไล่เครื่องมือจากบนลงล่างจะประกอบไปด้วยปุ่มเรียก Camera Roll, ปุ่มเรียกภาพล่าสุดที่ถ่ายไป, เครื่องมือ Creative Control ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าต่างๆ ไล่จากปุ่มแรกคือปุ่มปรับการยิงแฟลช ตั้งสมดุลแสงสีขาว ปรับระยะโฟกัส ปรับค่า ISO ปรับค่าความไวชัตเตอร์ และตัวปรับค่า EV หรือตัวชดเชยแสง ต่อมาจะเป็นปุ่มสำหรับเรียกเมนูการตั้งค่า ถัดไปเป็นปุ่มชัตเตอร์ และปุ่มเลือกแอพพลิเคชันที่ต้องการจะใช้งาน

หรือจะแตะเพื่อเรียกเมนูการตั้งค่าอื่นๆ ได้เช่นกัน

ทีนี้มาดูกันที่เครื่องมือแต่ละตัวกัน เครื่องมือตัวแรกจะเป็นเครื่องมือสำหรับตั้งค่าแฟลช โดยใน Lumia 1020 จะสามารถตั้งแฟลชได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ คือปิดแฟลช เปิดแฟลชอัตโนมัติตามสภาวะแสง เปิดแฟลชตลอด เปิดแฟลชสำหรับใช้เป็น Focus Light และไม่ใช่แฟลชเป็น Focus Light ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายรูปในที่ที่แสงน้อยเป็นไปได้อย่างราบลื่น และไม่มีปัญหาอีกต่อไป

ตัวอย่างภาพถ่าย (ซ้ายเปิดแฟลช/ขวาปิดแฟลช)

มาถึงเครื่องมือตัวถัดไปก็คือตัวตั้ง White Balance หรือสมดุลแสงสีขาว ซึ่งใน Nokia Pro Camera จะสามารถตั้งค่าในส่วนนี้ได้ถึง 5 สภาวะแสง คือตั้งแบบอัตโนมัติ ถ่ายกลางแจ้ง ถ่ายในสภาวะแสงแดดจัด มีแสงฟลูออเรสเซนส์ และหลอดไฟทังสเตน ซึ่งแต่ละตัวจะช่วยแก้สีขาวให้สมจริงมากขึ้น ในกรณีที่พื้นที่ที่ถ่ายรูปของเรานั้น มีสภาวะแสงที่ไม่ตรงจนสูญเสียความเป็นธรรมชาติของรูปไป

เครื่องมือตัวต่อมาก็คือตัวปรับโฟกัสภาพ ใน Nokia Lumia 1020 จะมีโหมด Auto Focus สำหรับช่วยเหลือในเรื่องการโฟกัสภาพอยู่แล้ว แต่ในกรณีที่การโฟกัสแบบอัตโนมัติของ Lumia 1020 นั้นไม่ถูกใจเรา เราก็สามารถใช้เครื่องมือตัวนี้ทำการปรับโฟกัสให้ตรงกับที่เราต้องการได้

มาถึงเครื่องมือตัวที่ 4 หรือก็คือตัวปรับค่าความไวแสงหรือ ISO โดยเจ้าค่านี้เราจะรู้จักในฐานะค่าความไวแสงของกล้องดิจิตอล ซึ่งค่านี้จะเป็นค่าที่วัดประสิทธิภาพในการถ่ายภาพของกล้องดิจิตอล ยิ่งค่านี้มาก ค่าความไวชัตเตอร์ก็จะยิ่งมากเช่นกัน ซึ่งใน Nokia Lumia 1020 จะสามารถตั้งได้สูงสุดถึง 4000 ต่างจาก 920, 925 และตัวกล้องพื้นฐานของ Windows Phone ที่สามารถตั้งได้สูงสุดที่ 3200

เครื่องมือตัวต่อมาก็คือตัวปรับความไวของชัตเตอร์ ตัวนี้จะเป็นตัวที่ใช้ควบคุมแสงที่ตกกระทบบนตัวเซ็นเซอร์ และทำให้มีผลต่อภาพโดยตรง คือถ้าเราถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนไหวแบบความเร็วค่อนข้างสูง (เช่นพื้นถนน) แต่ใช้ความเร็วต่ำไป เราจะไม่เห็นรถอยู่บนถนนแม้แต่คันเดียว แต่เราจะเห็นไฟเป็นทางตรง หรือทางโค้งตามลักษณะทิศทางของรถที่ถูกขับไป เสมือนกับว่าวัตถุวิ่งผ่านตัวกล้องไปเฉยๆ แบบไม่มีอะไร กลับกันถ้าใช้ความไวชัตเตอร์ที่สูง เราจะเห็นวัตถุนั้นหยุดนิ่งไป โดยใน Nokia Lumia 1020 ตัวนี้ จะสามารถตั้งความไวชัตเตอร์ได้สูงถึง 1/16000 วินาที ต่ำสุดอยู่ที่ 4 วินาที

ตัวสุดท้ายก้คือตัวปรับค่าชดเชยแสง ค่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับแสงของภาพที่เราต้องการจะถ่ายได้ เช่นถ่ายภาพในโรงรถ แต่กล้องไปโฟกัสที่ด้านนอก ทำให้มองไม่เห็นวัตถุภายใน เราก็สามารถใช้ค่านี้ชดเชยแสงให้มองเห็นวัตถุภายในโรงรถได้เช่นกัน สามารถปรับได้สูงสุดถึง +3 ต่ำสุดที่ -3

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ฟังก์ชัน Exposure Bracketing ในการถ่ายภาพเซ็ตเดียวแต่มีค่าชดเชยแสงที่ต่างกันได้ เช่นเราต้องการถ่ายภาพในโรงรถ แต่ต้องการ 5 ภาพ และมีค่าชดเชยแสงที่ต่างกัน ตั้งแต่ +2 ถึง -2 เราก็สามารถใช้ฟังก์ชันนี้เข้าช่วยได้โดยไม่ต้องปรับชดเชยแสงบ่อยๆ

สำหรับจุดเด่นอีกอย่างของ Nokia Pro Camera ที่ลบข้อด้อยของ Windows Phone 8 ออกไปหมดก็คือ Nokia Pro Camera จะเป็นแอพพลิเคชันตัวเดียวที่สามารถเขียนไฟล์รูปขนาด 38 ล้านพิกเซลได้ ซึ่งตามปกติแล้ว Windows Phone 8 จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ล็อกสเปคพอสมควร และในส่วนของกล้องดิจิตอลก็ถูกล็อกเช่นกัน คือไม่สามารถอ่าน-เขียนไฟล์รูปภาพที่ใหญ่กว่า 8 ล้านพิกเซลได้ ดังนั้น Nokia Pro Camera จึงเป็นแอพพลิเคชันที่ออกมาแก้ไขข้อด้อยจุดนี้

ดังนั้นการถ่ายภาพใน 1 ช็อตของ Nokia Pro Camera บน Lumia 1020 นั้น เราจะได้ไฟล์ออกมาสองไฟล์ คือไฟล์แรกที่มีขนาด 5 ล้านพิกเซล สำหรับนำไปใช้งานต่อ เช่นโพสต์ลงเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ และอีกไฟล์จะมีขนาด 38 ล้านพิกเซล ไฟล์นี้จะถูกบันทึกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Picture และชื่อไฟล์จะลงท้ายด้วย _highres ตัว Windows Phone จะมองไม่เห็นไฟล์นี้ และตัว Windows Phone Manager จะมองเห็นไฟล์นี้เป็นไฟล์แบบอื่นที่ไม่ใช่รูปภาพแทน ดังนั้นการนำไฟล์ 38 ล้านพิกเซลออกมาใช้งานจึงมีวิธีเดียว คือต่อสายเข้าคอมพิวเตอร์ (ที่เป็น Windows) แล้วดึงไฟล์ _highres ออกมาใช้งานครับ

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอก็มีหน้าตาไม่ต่างจากโหมดถ่ายภาพนิ่งเช่นกัน แต่เครื่องมือ Creative Control ถูกลดเหลือสองตัว คือเครื่องมือสำหรับปรับสภาวะแสงขาว และตัวปรับโฟกัสของกล้องเท่านั้น

สรุป

Nokia Pro Camra ถือว่าเป็นแอพพลิเคชันที่สามารถช่วยให้การถ่ายรูปแบบมือโปรทำได้ดีมากขึ้น คนที่เป็นมือสมัครเล่นก็สามารถสนุกไปกับฟังก์ชันต่างๆ ของกล้องได้อย่างเต็มที่ คนที่ถ่ายรูปไม่เป็นก็สามารถเรียนรู้ความสามารถที่มากับ Nokia Pro Camera ได้ อีกทั้งด้วยจุดเด่นที่สามารถเก็บบันทึกภาพได้ที่ความละเอียด 38 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเดียวที่สามารถเก็บความละเอียดได้สูงขนาดนี้ได้ในแพ ลตฟอร์ม Windows Phone ทำให้คุณสามารถใช้ Nokia Lumia 1020 ในการเก็บบันทึกความทรงจำต่างๆ แล้วเอามันมาเล่าออกมาเป็นรูปภาพได้อย่างใจนึกเลยทีเดียวครับ

จุดที่ชอบที่สุดก็คือเครื่องมือ Creative Control ที่เราสามารถดึงปุ่มชัตเตอร์เพื่อเปิดเมนูการตั้งค่าทั้งหมดได้ หรือจะเลือกปรับไปทีละตัวก็ได้ตามที่เราต้องการ และเครื่องมือ Creative Control ก็ไม่ได้ใช้งานยากเท่าไหร่สำหรับคนที่ถ่ายรูปในระดับมือสมัครเล่น แต่ถ้าจะปรับให้ออกมาดูดีที่สุด ก็ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเครื่องมือพวกนี้พอสมควร

แต่สำหรับข้อเสียเล็กน้อยของ Nokia Pro Camera ก็คือฟังก์ชันของกล้องยังไม่ครบเครื่องเท่าคู่แข่งเท่าไหร่ เท่าที่ดูโนเกียก็แก้ปัญหานี้เบื้องต้นด้วยการแยกฟังก์ชันที่น่าสนใจออกมา เป็นแอพพลิเคชันย่อยๆ กล่าวคือจะถ่ายพาโนรามา ก็ต้องเปิดแอพฯ Nokia Panorama จะถ่ายภาพแบบ Action Shot ต้องกลับไปเปิด Nokia Smart Camera เป็นต้น และการสลับไปสลับมานั้นเอง กลับเป็นจุดด้อยที่ว่าทั้งสองแอพพลิเคชัน ไม่สามารถถ่ายรูปที่ความละเอียด 38 ล้านพิกเซลได้นั่นเองครับ ทำให้เราได้ภาพที่ไม่เต็มความละเอียดพอที่จะนำไปใช้งานต่อได้นั่นเองครับ อย่างมากก็เอาไว้แชร์ขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบขำๆ ได้ครับ

สำหรับภาพขนาดเต็มทั้งหมด สามารถดาวน์โหลดดูได้จาก Google Drive ครับ

ที่มา Blognone

Leave a Reply