ลองเล่น Lenovo K900 เปิดศึกโทรศัพท์รุ่นใหญ่จาก Lenovo และ Intel

Lenovo

เรื่องน่าแปลกใจของโทรศัพท์แอนดรอยด์ในช่วงหลังสำหรับผมคือแม้จะมี การแข่งขันที่สูงมาก แต่จนทุกนี้ก็ยังมีผู้ผลิตหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดได้เป็นพักๆ ในปีนี้เองผู้ผลิตที่เปิดตัวแรงที่สุดคงเป็น Lenovo ค่ายผู้ผลิตพีซีที่หันมาทำโทรศัพท์มือถือ แม้จะครองส่วนแบ่งใหญ่ในจีน แต่ตลาดไทยเองก็นับว่าเป็นแบรนด์ใหม่ ที่สำคัญคือ Lenovo เลือกที่จะเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหญ่สุด K900 ด้วยชิปอินเทล CloverTrail+ ที่อินเทลหมายมั่นปั้นมือว่าจะขึ้นมาเทียบชั้นกับ ARM ให้ได้ทั้งด้านพลังงานและประสิทธิภาพ

รูปร่างภายนอก

ครั้งแรกที่ผมเห็น K900 ความคิดในใจ คือ “ใหญ่โคตร” แต่หน้าจอ 5.5″ นี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ใช้แอนดรอยด์อีกต่อไป (ที่จริงซัมซุงคงทำให้หน้าจอขนาดไหนๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับแอนดรอยด์อีกแล้ว) ความละเอียด 1080p ที่ 401 ppi นั้นเกินกว่าจะมองออกแล้ว และรู้สึกได้ว่ามันใหญ่และละเอียดมากเท่านั้น

ด้วยความที่ตัวเครื่องค่อนข้างยาว แม้หน้าจอจะมีขนาดใหญ่ แต่การจับถือสำหรับผมก็ไม่ใช่ปัญหานัก ผมสามารถจับได้เต็มมือโดยไม่ต้องกลัวร่วงหล่นอะไร ในแง่ของขนาดแล้ว ผมมีปัญหาอยู่บ้างเวลาที่ต้องพิมพ์ข้อความด้วยมือเดียว จะพบว่านิ้วโป้งไม่สามารถลากไปสุดขอบจออีกฝั่งได้แล้ว ค่อนข้างมีผลเมื่อเทียบกับที่ผมทำได้ในหน้าจอ 4.3 นิ้ว กรณีแบบนี้คีย์บอร์ดบางรุ่นบนแอนดรอยด์อาจจะรองรับการแสดงคีย์บอร์ดไม่เต็ม จอ ถ้าใครเจอปัญหาแบบเดียวกับผมก็อาจจะต้องไปหามาติดตั้งกันไว้

ตัวเครื่องเรียบหมดทั้งสี่ด้าน ในแง่ของความ “แน่น” ผมรู้สึกว่าแน่นดีไม่มีปัญหายวบยาบอะไร การเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ได้อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาในตอนนี้ แต่สำหรับผมเองก็ยังมองมันเป็นข้อเสียอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อโทรศัพท์เครื่องหลักของผมคือ Motorola RAZR นั้นเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ได้และต้องเจอปัญหาน่ากวนใจบ้าง

ซอฟต์แวร์ และการใช้งาน

ซอฟต์แวร์ของเลอโนโวปรับแต่งมาเยอะพอสมควร แม้หน้าจอหลักจะเหมือนกับแบรนด์อื่นๆ แต่ส่วนที่เพิ่มขึ้นมา ชัดเจนตอนใช้งานคือ Lenovo Power ที่จะไล่ปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ลงไปตลอดช่วงเวลา เพื่อรักษาแบตเตอรี่ให้ได้นานที่สุด อย่างไรก็ดี ตัวเลขระยะเวลาที่ยังใช้งานได้ของ Lenovo Power นั้นค่อนข้างสูงกว่าความเป็นจริงมาก ผมลองใช้งานแล้วแม้ว่าอายุแบตเตอรี่จะไม่ได้ต่างจากโทรศัพท์มือถือรุ่นสูงๆ รุ่นอื่นนัก แต่ความที่ตัวเลขอายุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ประเมิณมักเกินจริง ทำให้เวลาใช้ๆ งานไปแล้วจะหงุดหงิดเล็กน้อยว่าเวลามันไม่ได้ตามที่บอกไว้แต่แรก

ระบบ homescreen แบบ app drawer ของ K900 ค่อนข้างแปลกกว่าตัวอื่นมาก การกดค้างที่ไอคอนใน app drawer จะเป็นการถอนการติดตั้ง แทนที่จะเป็นการวางไอคอนลงบน homescreen แบบผู้ผลิตรายอื่นๆ ในแง่ของความสะดวกก็นับว่าสะดวกมากสำหรับคนชอบลองโปรแกรมและชอบลงๆ ลบๆ ในแง่ของความเคยชินก็จะงงๆ บ้างในช่วงแรกแต่ก็ไม่ได้มีปํญหาอะไรนัก มีรำคาญบ้างคือการวางไอคอนลงบน homescreen นั้นจะต้องเลือกเอาจากเมนูเสมอ

สำหรับ notification bar นั้นมีการปรับแต่งไปบ้าง โดนหลักแล้วจะเหมือนของเดิมๆ คือด้านบนเป็นปุ่มตั้งค่าแบบรวดเร็ว และด้านล่างเป็นการแจ้งเตือน ซึ่งสามารถโต้ตอบได้ตามมาตรฐาน Android 4.2 ที่หายไปคือปุ่มเข้าหน้าจอ settings ที่กลายเป็นปุ่มรูปตารางแทนที่เมื่อเข้าไปแล้วจะเห็นหน้าจอตั้งค่าเร่งด่วน เพิ่มเติม จากนั้นจึงสามารถเลือกเข้าหน้าจอ settings เต็มๆ ได้

เมื่อเข้ามาถึงหน้าจอ settings แล้ว เราก็จะพบว่าเลอโนโวยังจัดค่าที่ตั้งได้ไว้อีกสามระดับ คือ common, feature, และ all หน้าจอตั้งค่าแบบครบๆ เดิมๆ นั้นคือแท็บ all settings ส่วนที่เหลือนั้นเลอโนโวเลือกแยกไว้ให้เราหาได้ง่ายๆ สำหรับผู้ใช้ที่เริ่มใช้แอนดรอยด์อาจจะรู้สึกดีที่สามารถเข้าถึงการตั้งค่า ได้เร็ว แต่สำหรับผมหน้าจอที่ลึกแบบนี้สร้างความรำคาญได้ไม่น้อย

การใช้งานโดยทั่วไปผมพบว่าลื่นดีสมราคาที่ผลทดสอบออกมาเทียบชั้นกับ โทรศัพท์รุ่นสูงจากค่ายอื่นๆ ได้ ความที่เป็นชิปอินเทลไม่ได้ทำให้การใช้งานทั่วไปของผมที่ใช้โปรแกรมหลักๆ เช่น Facebook, Instagram, LINE, Foursquare, หรือ Ingress พบปัญหาใดๆ แอพพลิเคชั่นยังคงทำงานได้ค่อนข้างเร็วมีการตอบสนองที่ดี

กล้อง

กล้องโดยทั่วไปแล้วผมพบว่าทำงานได้ดีในสภาพแสงกลางวัน สีค่อนข้างเข้มซึ่งน่าจะถูกใจคนไทยโดยทั่วไปมาก จะมีบ้างคือในสภาพแสงน้อยความคมชัดจะตกลงอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นในที่ร่มเองก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นความละเอียด 13 ล้านพิกเซลก็ใช้งานแทนกล้องคอมแพคได้สบายๆ ภายใต้หน้าจอขนาดใหญ่มาก การถ่ายภาพด้วยหน้าจอ Full HD นั้นสนุกกว่าเดิมค่อนข้างเยอะ ดูภาพเต็มได้ที่ Google+

สรุป

ผมลองใช้ K900 อยู่หนึ่งสัปดาห์ พบว่าโดยรวมแล้วเลอโนโวไม่ได้มีอะไร “แพ้ขาด” กับโทรศัพท์รุ่นท็อปยี่ห้ออื่นอีกต่อไป หน้าจอ Full HD เหมือนกันแม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องความคมชัดของสีบ้าง หรือคุณภาพกล้อง แต่ทั้งหมดเมื่อใช้งาน K900 ก็ยังคงอยู่ในระดับเรือธงของแบรนด์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้แต่อายุแบตเตอรี่ที่ไม่ได้รู้ว่าต่างจากแบรนด์อื่นๆ แต่อย่างใด ความได้เปรียบสำคัญของ K900 จึงอยู่ที่ราคาทางการที่ตั้งไว้เพียง 14,990 บาทนับว่าแข่งขันได้เต็มที่ ถ้าคุณใช้แอพพลิเคชั่นหลักๆ คล้ายกับที่ผมใช้ หรือได้ตรวจแล้วว่าแอพพลิเคชั่นที่คุณใช้งานไม่ได้มีปัญหากับความเป็นชิปอิน เทล ในแง่ของราคาก็นับว่า K900 นั้นได้เปรียบอย่างมาก

ที่มา Blognone