ศาลฎีกาสั่งจำคุก 50 ปี แฮกเกอร์แก้ไขวงเงิน ระบบเติมเงินทรูมูฟมูลค่ากว่า 105 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก คดีหมายเลขแดงที่ อ.4948/2551 ศาลอาญา ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 โจทก์ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด โจทก์ร่วม นายทวีทรัพย์ ลลิตศศิวิมล จำเลยที่ 1 นายปรเมศ วิทยากร จำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัย บูรณะดิษ จำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ

Screen Shot 2558-07-14 at 9.40.50 AM

โดยร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ มีไว้เพื่อจำหน่ายบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม ร่วมกันฉ้อโกง โดยการโจรกรรมข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เข้าระบบข้อมูลของ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด เพื่อเข้าไปแก้ไขวงเงินการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบเติมเงินให้มีมูลค่าสูงขึ้น 105 ล้านบาท และได้นำออกไปจำหน่าย 12 ล้านบาทเศษ ทำให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ได้รับความเสียหาย

คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ดังนี้

  • จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม รวม 48 กรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 96 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วจำคุก 64 ปี แต่ให้ลงโทษจำคุก 50 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด
  • จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม รวม 16 กรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 32 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วจำคุก 21 ปี 4 เดือน
  • จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม รวม 4 กรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วจำคุก 5 ปี 4 เดือน

สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2548 เมื่อทางบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้แจ้งความว่าในช่วงระหว่าง 5 เม.ย. – 21 ก.ค. 2548 มีผู้ลักลอบเจาะเข้าฐานข้อมูลของบริษัท ทำให้สูญเสียเงินไปหลายร้อยล้านบาท พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้นจึงได้ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงานสืบสวน นำโดย พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าทีม จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในวันที่ 26 ส.ค. 2548