เมื่อครั้งแรกของความหรูสำคัญเสมอ: รีวิว (อย่างกระชับ) Vertu Signature Touch

หลังจากที่ Vertu เปิดตัว Signature Touch ไปตั้งแต่เดือนต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

วันนี้ทางบริษัท Everest World ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่าย Vertu รายเดียวของเมืองไทย จัดงานเปิดตัวและวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ผมและ nismod มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวดังกล่าวในครั้งนี้ และมีโอกาสได้ “เล่น” Vertu Signature Touch รุ่นดังกล่าว ซึ่งเจตนาตอนแรกจะเป็นเพียงแค่ “ลองจับ” (preview) เท่านั้น แต่ไปๆ มาๆ ผมกลับพบว่าเราทดสอบแทบจะทุกอย่างของเครื่องและทุกมิติ ทำให้เราต้องมาเขียนเป็น “รีวิว” แบบกระชับแทน และนี่คือรีวิวของ Vertu Signature Touch ครับ (สเปคเต็มๆ อ่านได้ที่ข่าวเก่าครับ)

ตัวเครื่อง

ตัวเครื่อง Vertu Signature Touch มีรูปแบบของการออกแบบที่ยืนอยู่ระหว่าง Vertu Ti และ Constellation (อ่าน ลองจับทั้งสองรุ่นประกอบได้) ถือว่าขนาดตามสมัยนิยม จับแล้วถนัดมือ ไม่รู้สึกว่าใหญ่จนเกินไปแต่อย่างไร

ด้านหน้าเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 4.7 นิ้ว ความละเอียดที่ 1080p ซึ่งต้องยอมรับว่าอ่านแล้วสบายตามาก ขนาดหน้าจอถือว่ากำลังพอเหมาะพอดี คมชัดอย่างไร้ที่ติ ส่วนด้านล่างของจอเป็นลำโพงสเตอริโอ ที่ Vertu ทำงานร่วมกับ Bang & Olufsen ปรับแต่งจนเข้าที่

WP_20140731_15_28_20_Pro__highres

WP_20140731_15_29_35_Pro__highres

WP_20140731_15_29_45_Pro__highres

ด้านข้างซ้ายของตัวเครื่อง มีช่องใส่หูฟังและปุ่มปรับระดับเสียง

WP_20140731_15_28_30_Pro__highres

ด้านข้างขวามีปุ่ม Sleep/Wake, ปุ่มพิเศษที่ทำจากทับทิมแท้สำหรับการเรียกใช้งานบริการของ Vertu และพอร์ต Micro USB

WP_20140731_15_28_45_Pro__highres

WP_20140731_15_28_56_Pro__highres

ด้านหลังเป็นที่อยู่ของกล้องหลังที่ความละเอียด 13 เมกะพิกเซล ได้รับการรับรองจาก Hasselblad พร้อมแฟลชคู่ ที่ใส่ซิมแบบ Micro-SIM ซึ่งใช้วิธีในการแงะวงแหวนด้านข้าง แล้วหมุนเปิด (คล้ายๆ กับใน Ti) โดยบริเวณฝาปิดจะมีการสลักรายชื่อคนประกอบอยู่ด้านใน

WP_20140731_15_29_05_Pro__highres

WP_20140731_15_29_16_Pro__highres

WP_20140731_16_18_47_Pro__highres

WP_20140731_16_18_56_Pro__highres

มีสีแดง burgundy ด้วยนะ! (นิยามภาษาไทยที่ใกล้เคียงที่สุดคือแดงเลือดหมู)

WP_20140731_16_38_38_Pro__highres

WP_20140731_15_37_32_Pro__highres

เมื่อเทียบกับ HTC One (M7) เคลือบทองคำ 24k

WP_20140731_15_35_45_Pro__highres

WP_20140731_15_35_19_Pro__highres

ความรู้สึกแรกที่จับ คือความรู้สึกที่ไม่ต่างจากการถือกระเป๋าสตางค์หนังชั้นดี ความรู้สึกที่ได้ค่อนข้างแน่นและน้ำหนักที่ได้ถือว่าไม่ต่างจาก HTC One M7 เท่าใดนัก ซึ่งพนักงานขายก็ระบุว่า Vertu Signature Touch มีน้ำหนักที่ไม่ต่างมากไปกว่า iPhone 4 ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ค่อยจะแน่ใจว่าหลายคนจะชอบแนวทางการออกแบบลักษณะนี้หรือไม่ (ซึ่งเชื่อว่าคงไม่ทั้งหมดอย่างแน่นอน) เนื่องจากเป็นรูปทรงที่มีความเป็นเหลี่ยมมุมค่อนข้างมากพอสมควร

ส่วนสเปคภายในเครื่องก็ตามภาพเลยครับ ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาแพงที่มีสเปคไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย

Screenshot_2014-07-31-16-27-49 Screenshot_2014-07-31-16-27-43

Screenshot_2014-07-31-16-27-38 Screenshot_2014-07-31-16-28-02

ซอฟต์แวร์, บริการ และประสบการณ์

สำหรับซอฟต์แวร์ที่เป็นค่าเริ่มต้น เป็น Android KitKat 4.4.2 ซึ่งถือว่าไม่เลวร้ายนัก หากพิจารณาว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน (อย่างเช่น TAG Heuer) ยังจมปลักอยู่ที่ Android Gingerbread 2.3 อยู่เลย หรือหากให้เทียบกับเรือธงในตลาดทั่วไป Find 7 ก็ยังได้แค่เพียง Jelly Bean เท่านั้น

Screenshot_2014-07-31-16-14-31 Screenshot_2014-07-31-16-14-54

สิ่งที่น่าสนใจก็คือแนวทางของ Vertu ที่ทำการปรับแต่งส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface: UI) น้อยมากๆ แค่เปลี่ยนไอคอนและการวางบางอย่างเท่านั้น สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความคุ้นเคยในการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงก็ยังรู้สึกถึงความช้าไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก

Screenshot_2014-07-31-16-15-23 Screenshot_2014-07-31-16-15-30

สำหรับเทคโนโลยีเรื่องเสียง ฝั่งฮารด์แวร์คือลำโพงที่ทาง Vertu ทำงานร่วมกับ Bang & Olufsen ส่วนฝั่งซอฟต์แวร์คือ Dolby Surround ซึ่งผลที่ได้ก็คือเสียงที่คมชัดและใส (รวมถึงดังมากๆ) จนผมรู้สึกเองว่า แม้แต่ HTC One M7 หรือ M8 ก็ยังสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อเทียบกับ Motorola อย่าง Moto X หรือ Droid Ultra ก็ถือว่าสูสีเลยทีเดียว (ผมถาม nismod ก็ได้รับคำตอบว่าคิดเช่นนั้นเหมือนกัน)

Screenshot_2014-07-31-16-15-01 Screenshot_2014-07-31-16-14-47

นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องของการบริการของ Vertu ซึ่งผมไม่มีโอกาสได้ลองในจุดนี้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ของ Vertu ระบุว่าจะมี Vertu Concierge (บริการเลขาส่วนตัว) ซึ่งในปีแรกจะฟรีมาพร้อมกับเครื่อง แต่ในปีต่อไปจะมีอัตราค่าใช้จ่ายที่ประมาณ 3,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ตีถ้วนๆ อยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนบาท) รวมไปถึงซอฟต์แวร์และการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ อย่างเช่น Silent Circle ที่จะเข้ารหัสเสียงของการสนทนา เป็นต้น

กล้อง

สำหรับเรื่องของกล้อง โดยเฉพาะกล้องหลัง ซึ่ง Vertu บอกว่าได้รับการรับรองจาก Hasselblad นั้น ถือว่าทำผลงานออกมาได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง กล่าวคือ ในการทดสอบจริง การทำโฟกัสอัตโนมัติ ถือว่าช้ามากกว่าที่คิด และระยะเวลาตั้งแต่การกดปุ่มถ่าย จนกระทั่งรูปบันทึกนั้น ต้องรอถึงประมาณ 1-2 วินาที กว่าที่จะบันทึก ซึ่งแน่นอนว่าในหลากหลายสถานการณ์ อย่างเช่น ช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ซึ่งทำซ้ำไม่ได้ (อย่างเช่น ในงานแต่งงานที่เจ้าสาวหอมแก้มเจ้าบ่าว) การล่าช้าไป 1-2 วินาทีเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน เพราะทำให้พลาดรูปเด็ดๆ ได้ง่ายๆ

รูปภาพที่ออกมา ซึ่งถ่ายจากที่งาน ค่อนข้างติดโทนสีฟ้าอย่างมาก และการจัดการกับสมดุลของแสงยังไม่ดีเท่าที่ควร

IMG_20140731_160921

IMG_20140731_161555

IMG_20140731_161549

สรุป

WP_20140731_15_22_27_Pro__highres

ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 420,000 บาท และวางจำหน่ายแล้ววันนี้ Vertu Signature Touch อาจจะตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากมีสมาร์ทโฟนในฐานะที่เป็น “เครื่องประดับ” หรือไม่ก็ซื้อไว้เพื่อสารพัดบริการพิเศษต่างๆ ผ่านเลขาส่วนตัว มากกว่าที่จะมีสมาร์ทโฟนทั่วไปที่เป็นธรรมดา

เรื่องของการออกแบบถือว่าทำได้ดีอย่างมาก และรักษาสมดุลของความหรูกับความทันสมัยเอาไว้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบแนวทางการออกแบบเช่นนี้เสมอไป เพราะถือว่าตัวเครื่องออกแบบมาค่อนข้างจะมีเหลี่ยมมุมเยอะพอสมควร

สิ่งที่อาจจะน่าผิดหวังที่สุด และคาดว่าทาง Vertu ควรจะมีซอฟต์แวร์ออกมาแก้ไขปัญหา คือเรื่องของกล้อง ที่ยังถือว่าถ่ายภาพออกมาได้ผิดหวัง หรือการช้าเมื่อเวลากดปุ่มถ่าย ก็เป็นปัญหาที่สำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้า Vertu แก้ไขปัญหาในจุดนี้ไปได้ เชื่อว่า Vertu Signature Touch จะเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจตัวหนึ่งในหมู่สมาร์ทโฟนตลาดหรูเลยทีเดียว

ข้อดี

  • สัมผัสที่หรูหรามาก
  • สเปคที่ทันสมัยและทัดเทียมกับคนอื่น
  • ทำงานได้รวดเร็ว หน้าจอคมชัด
  • Android ที่ปรับแต่งน้อยมาก
  • บริการต่างๆ ของ Vertu
  • รองรับคลื่นความถี่ ทั้ง 2G/3G/4G แทบทุกย่านที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ข้อด้อย

  • ราคาที่แพงเสียดฟ้า (เริ่มต้นที่ 420,000 บาท)
  • กล้องที่ยังทำออกมาได้ไม่ดีพอ
  • รูปแบบของการออกแบบ ที่ไม่มั่นใจว่าทุกคนจะชอบ

ที่มา :   blognone.com