Apple Watch อัพเดทสเปค ราคา วันวางจำหน่ายในไทย ล่าสุด : ไขข้อข้องใจ Apple Watch ทำอะไรได้บ้าง ถ้าไม่มี iPhone

เปิดตัวและวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับ Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะ ที่สามารถทำอะไรได้อย่างมากมาย นอกเหนือไปจากการออกกำลังกาย และอย่างที่หลายๆ ท่านทราบกันเป็นอย่างดีว่า Apple Watch จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อถูก pair กับ iPhone หรือมี iPhone อยู่ข้างกาย และความสะดวกของการใช้งาน Apple Watch ก็คือ ทุกการแจ้งเตือนบน iPhone จะถูกแจ้งเตือนบน Apple Watch ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องหยิบ iPhone ขึ้นมาเช็กบ่อยๆ และไม่พลาดทุกการติดต่อนั่นเอง

และสำหรับท่านที่มีข้อสงสัยว่า ถ้าหากลืม iPhone ไว้ที่บ้าน หรือ Apple Watch ไม่ได้ถูก sync กับ iPhone จะสามารถใช้งานอะไรได้บ้าง วันนี้ทีมงาน techmoblog มีคำตอบมาฝากกันครับ

 

บอกเวลาได้

น่าจะเป็นสิ่งที่หลายๆ ท่านสามารถคาดเดากันได้อยู่แล้ว เพราะถึงแม้ Apple Watch จะไม่ได้ถูก sync ไว้กับ iPhone แต่ก็สามารถบอกเวลาได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งปลุก และดูปฏิทินได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนธีมนาฬิกาได้ด้วยเช่นกัน

 

เล่นเพลง และแสดงรูปภาพโปรดได้

ถ้าหากเผลอลืม iPhone ไว้ที่บ้าน Apple Watch ยังมีคุณสมบัติเป็นเครื่องเล่นเพลงได้ ซึ่งจุเพลงได้สูงสุด 2 GB นอกจากนี้ ยังสามารถชมรูปภาพโปรด ที่ถูกอัปโหลดไว้ที่ iCloud Photo Library (สูงสุด 75 MB) ได้อีกด้วย

 

บันทึกข้อมูลการออกกำลังกาย

Apple Watch สามารถบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายต่างๆ ได้ เมื่อไม่มี iPhone ซึ่งได้แก่ อัตราการเต้นของหัวใจ, จำนวนก้าวเดิน, จำนวนก้าวในการขึ้นบันได และอัตราการลุกนั่ง โดยข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ จะถูกเก็บไว้ในตัวเครื่อง และถูก sync อีกครั้งผ่านทาง Health app เมื่อมีการเชื่อมต่อกับ iPhone แต่ข้อมูลเกี่ยวกับระยะทาง จะไม่สามารถวัดได้ เนื่องจาก Apple Watch ไม่มี GPS ครับ

 

ใช้ Apple Pay และ Passbook ได้

สำหรับร้านค้าที่รองรับการใช้งาน Apple Pay สามารถใช้ Apple Watch ในการจ่ายเงินได้ แม้จะไม่มี iPhone ติดตัวมาก็ตาม เช่นเดียวกับ Passbook พวก Gift card, boarding pass หรือบัตรสมาชิกต่างๆ ที่ถูกเพิ่มบน iPhone ก็จะถูก sync มายัง Apple Watch แบบอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

 

แต่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, GPS หรือ Siri ได้

ส่วนแอปพลิเคชันจำพวก Messages, Mail, โทรศัพท์, แผนที่ Apple Maps, Camera Remote, ข้อมูลด้านสภาพอากาศ, หุ้น และ Siri จะไม่สามารถใช้งานบน Apple Watch แบบเดี่ยวๆ ได้ จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับ iPhone เท่านั้นครับ

สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยว่า ถ้าหากไม่มี iPhone ใช้ จะสามารถซื้อ Apple Watch มาใช้งานได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ครับ เนื่องจากตอนที่ตั้งค่าเริ่มใช้งาน จำเป็นจะต้อง pair กับ iPhone ตั้งแต่แรกนั่นเอง

 

แอปเปิล เตรียมเปิดตัว Apple Watch Sport ตัวเรือนสีทอง และทองชมพู ลุยตลาดปลายปีนี้

ถ้าหากพูดถึง Apple Watch สีทอง หลายๆ ท่านคงจะนึกถึงรุ่น Edition ที่มีราคาร่วมแสนกันอย่างแน่นอน แต่ล่าสุด คงจะเป็นข่าวดีไม่น้อย สำหรับผู้ที่อยากได้ Apple Watch สีทอง ในราคาที่ไม่แพง เมื่อทาง Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์คนดังจาก KGI Securities ได้ออกมาเผยว่า เราอาจได้เห็น Apple Watch Sport ตัวเรือนสีทอง และทองชมพู ช่วงปลายปีนี้

โดยสเปคของ Apple Watch Sport นั้นก็คือ ตัวเรือนแบบอะลูมิเนียม ซึ่งมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา Space Gray และสีเงิน พร้อมสายข้อมือสีสันสดใส โดยการเปิดตัว Apple Watch Sport สีสันใหม่นี้ จุดประสงค์น่าจะเป็นเพราะให้เข้ากับ iPhone 6S ที่มีบอดี้สีทองให้เลือกกันอยู่แล้ว รวมไปถึงสีทองชมพู ที่มีข่าวลือว่า iPhone 6S จะเพิ่มสีทองชมพูให้เลือกอีกสีเช่นกัน

ส่วนข่าวลือนี้ จะเป็นความจริงหรือไม่ ติดตามกันต่อไปครับ – cultofmac.com

 

Apple Watch เตรียมวางจำหน่ายในไทย 17 กรกฎาคมนี้ หาซื้อได้ที่ไหนบ้าง?

หลังจากที่ แอปเปิล ได้ประกาศวางจำหน่าย Apple Watch ในไทย ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ หรือในวันพรุ่งนี้ ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,500 บาท สำหรับ Apple Watch Sport หลายๆ ท่านที่อยากจะจับจองเป็นเจ้าของ Apple Watch นอกเหนือจากการสั่งซื้อผ่าน Apple Online Store เริ่มเวลา 7.01 น. แล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ iStudio สาขาใดบ้าง?

โดย Apple Watch จะวางจำหน่ายผ่านทาง iStudio ทั้งหมด 11 สาขาด้วยกัน ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งได้แก่

  1. iStudio​ By SPVi สาขา Central แกรนด์ พระราม 9
  2. iStudio By SPVi สาขา Central แจ้งวัฒนะ
  3. iStudio By Copperwired สาขา Siam Paragon (มี Apple Watch Edition ขาย)
  4. iStudio By Copperwired สาขา Central Embassy
  5. iStudio By Comseven สาขา Central พระราม 2
  6. iStudio By Comseven สาขา EmQuartier (มี Apple Watch Edition ขาย)
  7. iStudio By Comseven สาขา Central ลาดพร้าว
  8. iStudio By Comseven สาขา Mega บางนา
  9. iStudio By Comseven สาขา The Mall บางกะปิ
  10. iStudio By Uficon สาขา Fashion Island
  11. iStudio By Comseven สาขา Central เฟสติวัล เชียงใหม่

โดยทั้ง 11 สาขานี้ จะมีทั้ง Apple Watch Sport (ตัวเรือนอะลูมิเนียม) และ Apple Watch (ตัวเรือน Stainless Steel) จำหน่าย ยกเว้น Apple Watch Edition รุ่นตัวเรือนทองคำ จะมีวางจำหน่ายแค่ 2 สาขาเท่านั้น นั่นก็คือ iStudio By Copperwired สาขา Siam Paragon และ iStudio By Com7 สาขา EmQuartier ครับ

 

ราคา Apple Watch ในไทย มาแล้ว! เริ่มต้นที่ 13,500 บาท จำหน่าย 17 ก.ค. นี้

ได้ฤกษ์วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะจากแอปเปิล ซึ่งล่าสุด ที่หน้าเว็บไซต์ apple.com ได้ประกาศวันวางจำหน่าย Apple Watch ในไทยแล้ว เป็นวันที่ 17 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,500 บาท

โดย Apple Watch แบ่งออกเป็น 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Apple Watch Sport, Apple Watch และ Apple Watch Edition ซึ่งแต่ละรุ่น มีราคาดังนี้

Apple Watch Sport

  • ตัวเรือนอะลูมิเนียม ขนาด 38 มม. สายแบบ Sport Band ราคา 13,500 บาท
  • ตัวเรือนอะลูมิเนียม ขนาด 42 มม. สายแบบ Sport Band ราคา 15,500 บาท
  • สาย Sport Band มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาว, สีฟ้า, สีเขียว, สีชมพู และสีดำ

Apple Watch

  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 38 มม. สายแบบ Sport Band ราคา 20,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 42 มม. สายแบบ Sport Band ราคา 22,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 38 มม. สายแบบ Classic Buckle ราคา 24,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 42 มม. สายแบบ Classic Buckle ราคา 26,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 38 มม. สายแบบ Milanese Loop ราคา 24,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 42 มม. สายแบบ Milanese Loop ราคา 24,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 38 มม. สายแบบ Modern Buckle ราคา 28,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 42 มม. สายแบบ Leather Loop ราคา 26,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 38 มม. สายแบบ Link Bracelet ราคา 35,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 42 มม. สายแบบ Link Bracelet ราคา 37,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 38 มม. สาย Stainless Steel แบบ Link Bracelet ราคา 39,500 บาท
  • ตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 42 มม. สาย Stainless Steel แบบ Link Bracelet ราคา 41,500 บาท

Apple Watch Edition

  • ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ขนาด 38 มม. สายแบบ Sport Band ราคา 395,000 บาท
  • ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ขนาด 42 มม. สายแบบ Sport Band ราคา 470,000 บาท
  • ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ขนาด 38 มม. สายแบบ Modern Buckle ราคา 660,000 บาท
  • ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ขนาด 42 มม. สายแบบ Classic Buckle ราคา 585,000 บาท

 

แอปเปิล เผยโฉม watchOS 2 เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เลือกภาพโปรดมาเป็นภาพบนหน้าปัด และ Nightstand mode เปลี่ยน Apple Watch ให้เป็นนาฬิกาปลุกข้างเตียง

เรียกได้ว่า Apple Watch ยังคงเป็น Gadget ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อไม่นานมานี้ แอปเปิล ได้วางจำหน่ายเพิ่มอีก 7 ประเทศ และล่าสุด ในงาน WWDC 2015 แอปเปิล ได้เปิดตัว watchOS 2 ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด สำหรับ Apple Watch ที่ได้เพิ่มฟีเจอร์ และรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ มาดูกันครับว่า watchOS 2 นั้น มีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ กันบ้าง

Native Apps

ปกติแล้ว แอปฯ หลายๆ ตัวที่รันบน Apple Watch นั้น จะต้องถูก pair คู่กับ iPhone อยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้ แต่บน watchOS 2 แอปฯ หลายตัวจะเป็นแอปฯ แท้แล้ว ซึ่งสามารถประมวลผลการทำงานบน Apple Watch ได้เลย โดยไม่ต้องอาศัย iPhone แต่อย่างใด ซึ่งมีข้อดีก็คือ สามารถโหลดการทำงานได้เร็วกว่าเดิม

นำภาพโปรด มาเป็นภาพบนหน้าปัดได้

ผู้ใช้ สามารถเลือกรูปภาพโปรดจากแอปฯ รูปภาพ มาเป็นภาพบนหน้าปัดได้ ซึ่งสามารถเลือกกี่ภาพก็ได้ เพราะทุกๆ ครั้งที่ยกข้อมือขึ้นมา รูปภาพที่ถูกเลือกไว้ ก็จะสลับกันแสดงบนหน้าปัด

ปรับแต่งรูปแบบบนหน้าปัดได้มากขึ้น

บนหน้าปัด Apple Watch จะไม่แสดงเฉพาะเวลาอีกต่อไป เพราะผู้ใช้ สามารถปรับแต่งรูปแบบได้มากขึ้น โดยสามารถนำข้อมูลจากแอปฯ อื่นๆ มาแสดงบนหน้าปัดได้อีกด้วย เช่น ตารางเที่ยวบิน, ข้อมูลการจราจร, ผลการแข่งขันกีฬา และอื่นๆ

Time Travel มองเห็นอนาคตได้ง่ายๆ ด้วยการหมุนเม็ดมะยม

ผู้ใช้สามารถหมุน Digital Crown หรือเม็ดมะยม เพื่อดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ ยกตัวอย่างเช่น เช็คสภาพอากาศ, ดูตารางนัดหมายล่วงหน้า หรือย้อนกลับไปดูหัวข้อข่าวที่พลาดอ่านไปเมื่อวาน และสามารถเข้าสู่โหมดปัจจุบันได้ด้วยการกด Digital Crown 1 ครั้ง

Nightstand เปลี่ยน Apple Watch ให้เป็นนาฬิกาปลุกข้างเตียง

เพียงแค่จับ Apple Watch วางตะแคงแล้วต่อเข้ากับที่ชาร์จ Apple Watch ก็จะเข้าสู่ Nightstand Mode หรือโหมดข้างเตียงให้อัตโนมัติ ซึ่งเมื่อใดที่แตะหน้าจอ, ปุ่ม Digital Crown หรือปุ่มด้านข้าง จอภาพก็จะสว่างขึ้นมาทันที นอกจากนี้ ยังเปลี่ยน Apple Watch ให้เป็นนาฬิกาปลุกได้ ซึ่งเมื่อเสียงปลุกดังขึ้น การกดปุ่มด้านข้าง จะเป็นปิดการทำงานของนาฬิกาปลุก แต่ถ้ากด Digital Crown ก็จะเป็นการปิดชั่วคราว และปลุกซ้ำเมื่อถึงเวลา

เพิ่มเพื่อน

watchOS 2 ให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มหน้าจอเพื่อนๆ ได้หลายหน้า ซึ่งแต่ละหน้าจะแสดงได้สูงสุด 12 คน นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มเพื่อนๆ จากรายชื่อได้โดยตรงบนนาฬิกา รวมทั้งสามารถใช้แอปฯ Apple Watch
บน iPhone เพื่อจัดกลุ่มเพื่อนๆ และตั้งชื่อกลุ่มได้ตามใจชอบ

Digital Touch สเก็ตภาพแล้วส่งให้เพื่อน

Digital Touch เป็นฟีเจอร์สำหรับการสเก็ต หรือวาดภาพเอง แล้วส่งให้เพื่อนที่สวมใส่ Apple Watch เหมือนกันได้

ตอบอีเมลบน Apple Watch ได้เลย

ปกติ ผู้ใช้ Apple Watch สามารถรับและอ่านอีเมลได้อยู่แล้ว แต่บน watchOS 2 เพิ่มคุณสมบัติใหม่ สามารถตอบอีเมลได้เลยจาก Apple Watch ซึ่งสามารถเขียนข้อความ, ส่งอีโมจิ หรือพิมพ์ด้วย Voice Dictation ได้

Siri ฉลาดขึ้นกว่าเดิม

บน watchOS 2 ผู้ใช้ Apple Watch สามารถใช้คำสั่งเสียงสั่ง Siri ได้ เช่น ดูข้อมูลหน้าปัด, ดูข้อมูลการเดินทาง, ดูความหมายของคำในพจนานุกรม หรือเริ่มออกกำลัง เป็นต้น

รองรับ Apple Pay

หลังจากที่ แอปเปิล ได้เปิดตัว Apple Pay โฉมใหม่บน iOS 9 แน่นอนว่า รองรับการใช้งานบน Apple Watch ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงแอปฯ Wallet อีกด้วย

เพิ่ม Transit บน Apple Maps

บน watchOS 2 นั้น Apple Maps ได้เพิ่มระบบขนส่งมวลชนเข้ามา ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกการเดินทางที่สะดวกที่สุดได้ ซึ่งนอกจากจะมีแผนที่อย่างละเอียดแล้ว ยังสามารถตรวจสอบ ตารางรถไฟ, รถไฟใต้ดิน รวมไปถึงรถประจำทางได้ ซึ่งมีประโยชน์ก็คือ สามารถคำนวณเวลาการออกเดินทางแบบคร่าวๆ ได้

อย่างไรก็ดี ฟีเจอร์ดังกล่าว รองรับในบางประเทศเท่านั้นครับ

watchOS 2 เปิดให้ดาวน์โหลดเมื่อใด?

สำหรับ watchOS 2 เตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีสำหรับผู้ใช้ Apple Watch ภายในปลายปีนี้ ซึ่ง Apple Watch รองรับการใช้งานเฉพาะ iPhone 5, iPhone 5C, iPhone 5S, iPhone 6 และ iPhone 6 Plus เท่านั้น ส่วนนักพัฒนา สามารถดาวน์โหลด watchkit ไปทดสอบกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ครับ

 

แอปเปิล ประกาศวางจำหน่าย Apple Watch เพิ่มอีก 7 ประเทศปลายเดือนนี้ (ยังไม่มีไทย)

หลังจากที่ แอปเปิล ประกาศวางจำหน่าย Apple Watch ผ่านทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว ล่าสุด ได้ประกาศวางจำหน่ายบน Store ในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ยังประกาศวางจำหน่าย Apple Watch เพิ่มอีก 7 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ อิตาลี, เม็กซิโก, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, สเปน, ไต้หวัน และสวิตเซอร์แลนด์ โดยจะวางจำหน่ายในวันที่ 26 มิถุนายนนี้

ส่วนกำหนดการวางจำหน่าย Apple Watch ในไทย จะเป็นเมื่อใดนั้น ติดตามกันต่อไปครับ – slashgear.com

แอปเปิล เตรียมปล่อยอัพเดทให้ Apple Watch พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Find my Watch

หลังจากที่ เว็บไซต์ iDownloadBlog พบช่องโหว่บน Apple Watch ที่เสี่ยงต่อการถูกแฮก และยากต่อการติดตามพิกัดตัวเครื่องเมื่อถูกขโมย เนื่องจากบน Apple Watch ไม่มีฟีเจอร์ค้นหาอุปกรณ์แบบ Find my iPhone นั้น ล่าสุด วงในได้เผยว่า แอปเปิล เตรียมปล่อยอัพเดทครั้งใหญ่ให้กับ Apple Watch ในเร็วๆ นี้ พร้อมกับเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Find my Watch เข้ามาอีกด้วย

โดยแหล่งข่าวเผยว่า ฟีเจอร์ Find my Watch นั้น จะคล้ายกับ Find my iPhone ที่เจ้าของเครื่อง สามารถติดตามพิกัด, ล็อคเครื่อง และลบข้อมูลทั้งหมดได้ ในกรณีที่ตัวเครื่องถูกขโมย นอกจากนี้ แอปเปิล จะเพิ่มฟังก์ชันการแจ้งเตือน ในกรณีที่ Apple Watch หายไปจากพิกัดที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ดี คาดว่า อัพเดทดังกล่าว น่าจะถูกปล่อยออกมา ช่วงงาน WWDC 2015 กลางเดือนมิถุนายนนี้ – phonearena.com

พบช่องโหว่ชิ้นใหญ่บน Apple Watch เสี่ยงต่อการถูกแฮก นำไปใช้งานต่อ

เรียกได้ว่า งานเข้า แอปเปิล อย่างจังเลยทีเดียว เมื่อทางเว็บไซต์ iDownloadBlog พบว่า Apple Watchนาฬิกาอัจฉริยะ กลับมีช่องโหว่ ที่เสี่ยงต่อการถูกแฮก และนำไปใช้งานต่อได้ เนื่องจาก Apple Watch ไม่มีฟีเจอร์ Activation Lock นั่นเอง

ปกติแล้ว บน iPhone และสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ จะมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่มีชื่อว่า Kill Switch เพื่อป้องกันไม่ให้โจรที่ขโมยตัวเครื่องเข้าใช้งาน เพราะถูกสั่งล็อคเครื่อง อีกทั้งจะขายเครื่องทิ้งไปก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากตัวเครื่องถูกล็อคอยู่ และเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างมาก เมื่อบน Apple Watch กลับไม่มีฟีเจอร์ดังกล่าวอยู่เลย ซึ่งถือว่า มีความเสี่ยง อีกทั้ง ผู้ที่ขโมย Apple Watch ไป ก็สามารถแฮกเข้าใช้งานในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

โดยทาง iDownloadBlog ยังได้เผยขั้นตอนการแฮก Apple Watch ที่สามารถทำได้ในเวลาไม่นาน เนื่องจาก Apple Watch ไม่จำเป็นต้องใส่ password เพื่อปลดล็อค ซึ่งใครก็ได้สามารถ reset ตัวเครื่องให้กลับไปเป็นค่าเริ่มต้นโรงงาน และจับคู่กับ iPhone เครื่องอื่นได้เลย แต่ก็ยังเรื่องโชคดีที่ไม่สามารถเข้าสู่ข้อมูลส่วนตัวของ เจ้าของ Apple Watch ตัวจริงได้ เพราะปกติข้อมูลส่วนใหญ่ จะถูกเก็บไว้บน iPhone มากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น Apple Watch ไม่มีระบบ GPS ฉะนั้น เมื่อตัวเครื่องถูกขโมยไป การ track หาพิกัดเครื่อง ก็ทำได้ยากเสียด้วย

สำหรับขั้นตอนการแฮก Apple Watch ที่ทาง iDownloadBlog เผยออกมา ทำดังนี้ครับ

กดปุ่ม Power ค้างไว้ เพื่อเข้าสู่โหมด shutdown

จากนั้น ให้กดปุ่ม Power Off ค้างไว้ เพื่อเข้าไปสู่การ Erase all content and settings ซึ่งสามารถเข้าสู่ขั้นตอนนี้ได้ง่ายมาก เนื่องจากไม่ต้องใส่รหัส passcode นั่นเอง

ระบบจะถามขึ้นมาว่า ต้องการลบข้อมูลทั้งหมดด้วยหรือไม่ และเมื่อมีการคลิกที่เครื่องหมายถูก ก็เป็นอันว่า ตัวเครื่องถูก reset จะสามารถนำไป pair กับ iPhone เครื่องใหม่ได้เลย

งานนี้ แอปเปิล จะออกมาแก้เกมอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปครับ – businessinsider.com

Apple Watch โดนเจลเบรค (Jailbreak) แล้ว! สามารถใช้งานเบราว์เซอร์ได้

ใครว่าการ เจลเบรค (Jailbreak) จะมีแค่บน iPhone เท่านั้น เพราะล่าสุด Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะของแอปเปิล ได้ถูก เจลเบรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเพิ่มความสามารถในการใช้งาน เบราว์เซอร์ ได้จากตัวนาฬิกาเลยนั่นเอง

โดยผู้ที่ทำการ เจลเบรค Apple Watch ได้สำเร็จนั้นก็คือ Comex แฮกเกอร์ชื่อดัง ที่เคยฝากผลงานกับการเจลเบรคสมัย iOS 4 นั่นเอง ซึ่ง Comex ได้เผยคลิปวีดีโอ Apple Watch ที่ถูก เจลเบรค แล้ว ด้วยการใช้งานเบราว์เซอร์ทั่วๆ ไป เช่น การเลื่อนหน้าจอขึ้นลง, การ copy ข้อความ เป็นต้น ซึ่งปกติ บน Apple Watch ไม่ได้มีการติดตั้งแอปฯ Safari มาให้แต่อย่างใด

ถึงแม้ทาง Comex จะสามารถ เจลเบรค Apple Watch เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการใช้งานเบราว์เซอร์ได้นั้น แต่ในด้านการใช้งานจริง คงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ เนื่องจากหน้าจอ Apple Watch มีขนาดเล็กนั่นเอง ส่วนขั้นตอนการ เจลเบรค Apple Watch ทาง Comex เตรียมเปิดเผยในเร็วๆ นี้ – 9to5mac.com

 

ใครมีรอยสัก อาจหมดสิทธิ์ใช้ Apple Watch

แม้จะเพิ่งวางจำหน่ายได้ไม่นาน แต่ปัญหาด้านการใช้งานของ Apple Watch ยังคงมีรายงานให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด มีรายงานว่า Apple Watch ไม่สามารถทำงานได้ บนข้อมือที่มีรอยสัก

โดยเว็บไซต์ imore ได้ทำการทดสอบการใช้งาน Apple Watch กับรอยสัก พบว่า ผู้ที่มีรอยสักสีเข้ม อย่างเช่น สีดำ และสีแดง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอ่านค่าของ เซ็นเซอร์วัดการเต้นของหัวใจ ทำให้ได้ค่าที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากลำแสงสีเขียวจากหลอด LED บน Apple Watch ที่ถูกยิงไปบนผิวหนัง ไม่สามารถผ่านรอยสักสีทึบเต็มประสิทธิภาพ จึงส่งผลทำให้อ่านค่าได้คลาดเคลื่อนนั่นเอง

งานนี้ ใครที่มีรอยสักตรงข้อมือ คงต้องแก้ปัญหาด้วยการ สวมใส่ข้อมืออีกข้างที่ไม่มีรอยสักกันไปก่อน แต่ใครที่มีรอยสักตรงข้อมือทั้ง 2 ด้าน คงจะต้องรอ แอปเปิล แก้ปัญหากันต่อไปครับ – huffingtonpost.com

 

ราคา Apple Watch มาแล้ว! เริ่มต้นที่ 12,000 บาท จำหน่าย 24 เมษายนนี้

น่าจะเป็นไปตามที่หลายๆ คนคาดเอาไว้ กับราคา Apple Watch ที่ล่าสุด ทางแอปเปิล ได้ประกาศราคาของทั้ง 3 รุ่นออกมาแล้ว สรุปได้ดังนี้

• Apple Watch Sport ตัวเรือนแบบอะลูมิเนียม ราคาเริ่มต้นที่ $349 (ประมาณ 12,000 บาท) สำหรับขนาด 38 มม. และ $399 (ประมาณ 13,200 บาท) สำหรับขนาด 42 มม.

• Apple Watch ตัวเรือนแบบสเตนเลส ราคาเริ่มต้นที่ $549 (ประมาณ 18,200 บาท) สำหรับขนาด 38 มม. และ $599 (ประมาณ 20,000 บาท) สำหรับขนาด 42 มม. ซึ่งราคาจะเพิ่มขึ้น ตามสายที่เลือก

• Apple Watch Edition หรือรุ่นที่ตัวเรือนทำจากทอง 18K ราคาอยู่ที่ $10,000 หรือราวๆ 330,000 บาท

โดย Apple Watch จะเปิดพรีออเดอร์ในวันที่ 10 เมษายนนี้ ก่อนวางจำหน่ายจริง 24 เมษายน ซึ่งจะวางจำหน่ายเฉพาะใน สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, จีน, ออสเตรเลีย, แคนาดา, ฝรังเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และฮ่องกง ส่วนรุ่น Apple Watch Edition มีวางจำหน่ายเฉพาะบางร้านเท่านั้น

เทียบสเปค Apple Watch กับนาฬิกาอัจฉริยะคู่แข่ง

สำหรับราคา Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะจาก แอปเปิล เรียกได้ว่า แพงกว่ารุ่นอื่นในตลาดมากเลยทีเดียว ซึ่งราคา Smartwatch ส่วนใหญ่ จะอยู่ที่ระหว่าง $199 – $299 แต่สำหรับ Apple Watch ราคาเริ่มต้นที่ $349 ไปจนถึง $10,000 สำหรับรุ่นทองคำ 18K เลยทีเดียว แน่นอนว่า ด้วยราคาที่สูงกว่า นาฬิกาคู่แข่ง แบบนี้ คงจะมีอะไรดีกว่าอย่างแน่นอน ในวันนี้ เลยจะมาเปรียบเทียบ Apple Watch กับรุ่นอื่นๆ ในตลาด ไม่ว่าจะเป็น Pebble Time Steel, ZenWatch, LG Watch Urbane และ Moto 360 ให้ชมกันว่า แต่ละรุ่น มีจุดเด่นต่างกันอย่างไรบ้าง

อ่านต่อ >> เทียบสเปค Apple Watch กับนาฬิกาอัจฉริยะคู่แข่ง ทั้ง Pebble Time Steel, ZenWatch, LG Watch Urbane และ Moto 360

 

Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะ เปิดตัวแล้ว! มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์คุณภาพ สามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้ วางจำหน่ายต้นปี 2015 ราคาหมื่นต้นๆ

ในงานอีเวนท์ Apple ที่นอกจากจะเปิดตัว iPhone 6 และ iPhone 6 Plus แล้ว ยังได้มีการเปิดตัว อุปกรณ์สวมใส่ อีกหนึ่งรุ่น ที่เรียกได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกจับตามองเลยก็ว่าได้ กับ Apple Watch หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ iWatch นั่นเอง

สำหรับดีไซน์ของ Apple Watch นั้น เมื่อมองภาพรวม อาจจะดูเหมือน นาฬิกาธรรมดาๆ แต่ถ้าเจาะลึกถึงฟีเจอร์ภายใน ต้องบอกว่า Smartwatch รุ่นนี้ มีดีไม่แพ้คู่แข่งเลยก็ว่าได้ มาดูกันครับว่า Apple Watch มีคุณสมบัติที่น่าสนใจอะไรกันบ้าง

Apple Watch มีให้เลือก 3 คอลเลคชั่น

เนื่องจากความชอบของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ทำให้ Apple Watch มีให้เลือกทั้งหมด 3 คอลเลคชั่นครับ โดยแต่ละคอลเลคชั่น จะมีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอ พร้อมกับสายรัดข้อมือดีไซน์ต่างกัน ดังนี้

• Apple Watch : เป็นรุ่นปกติ ตัวเรือนทำจาก Stainless Steel กระจกหน้าจอแบบซัฟไฟร์
• Apple Watch Sport : ตัวเรือนทำมาจาก Anodised Aluminium กระจกหน้าจอแบบ Ion-X รุ่นนี้โดดเด่นที่สายนาฬิกา ที่มีสีสันสดใส
• Apple Watch Edition : ตัวเรือนเป็นทองคำ 18 กะรัต พร้อมกระจกหน้าจอแบบซัฟไฟร์ สายนาฬิกาแบบตัวล็อค

มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอ

Apple Watch มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอครับ แต่ในงานเปิดตัวนั้น ทางแอปเปิล ไม่ได้ระบุข้อมูลว่า แต่ละรุ่น มีขนาดหน้าจออยู่ที่กี่นิ้ว แต่กลับระบุว่า รุ่นหน้าจอเล็ก ความสูงอยู่ที่ 38 มิลลิเมตร ส่วนรุ่นหน้าจอใหญ่ ความสูงอยู่ที่ 42 มิลลิเมตร

ตัวเรือน มีให้เลือก 6 สี

Apple Watch แต่ละคอลเลคชั่น จะมีตัวเรือนให้เลือก 2 สี ตามความชอบ ซึ่งได้แก่

• Apple Watch ได้แก่ สี Stainless Steel กับ สี Space Black Stainless Steel
• Apple Watch Sport ได้แก่ สี Silver Aluminum กับ สี Space Gray Aluminum
• Apple Watch Edition ได้แก่ สี 18-Karat Yellow Gold และ สี 18-Karat Rose Gold

สายนาฬิกา มีให้เลือก 6 สไตล์

นอกจากตัวเรือนแล้ว สายนาฬิกา ก็ยังมีให้เลือกหลายแบบเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สาย Link Bracelet, สาย Sport Band, สาย Leather Loop, สาย Classic Buckle, สาย Modern Buckle และ สาย Milanese Loop ที่สำคัญ สามารถเปลี่ยนสายได้ง่ายอีกด้วย

หน้าปัดกว่าล้านรูปแบบ!

ไม่ได้อ่านผิดหรอกครับ เพราะ Apple Watch มีอินเทอร์เฟสของหน้าปัด ให้เลือกมากมายกว่าล้านรูปแบบ ซึ่งมีทั้งแบบ ดีไซน์ดั้งเดิม ไปจนถึงแบบตัวการ์ตูน และภาพกราฟฟิค นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนสี, เลือกลาย และองค์ประกอบอื่นๆ ได้อีกมากมาย

Digital Crown เม็ดมะยมไฮเทค

แม้ว่า Apple Watch จะมาพร้อมกับหน้าจอแบบสัมผัส แต่ก็มีขนาดเล็กเกินไป ซึ่งการใช้นิ้ว Pinch to Zoom จะบดบังหน้าจอไปเสียหมด ด้วยเหตุนี้ แอปเปิล จึงได้พัฒนา Digital Crown หรือเม็ดมะยม ขึ้นมา ซึ่งจะช่วยทำให้การใช้งาน Apple Watch ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่ง Digital Crown นี้ สามารถหมุนได้เพื่อแทนการซูมเข้าและออก หรือใช้เพื่อเลื่อนหน้าจอขึ้นลง

นอกจากนี้ ยังเปรียบเสมือนปุ่ม Home อีกด้วย การกด เม็ดมะยม 1 ครั้ง จะกลับเข้าสู่หน้า Homescreen แต่ถ้ากด 2 ครั้ง จะเป็นการแสดงหน้าปัดนาฬิกา

Digital Touch ส่งใจไปให้ผู้ใช้ Apple Watch ด้วยกัน

ด้านล่างเม็ดมะยม จะมีปุ่มที่เรียกว่า Digital Touch เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ใช้ Apple Watch ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การวาดภาพ, Walkie-Talkie คุยสลับกันไปมา, Tap แตะเพื่อสะกิด หรือ Heartbeat ส่งจังหวะการเต้นของหัวใจ ด้วยการใช้ 2 นิ้วกดลงไปบนหน้าจอ

Apple Watch สามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้

อีกหนึ่งคุณสมบัติบน Apple Watch ก็คือ สามารถรับส่งข้อความ (ด้วยการใช้คำสั่งเสียงแทนการพิมพ์), รองรับการใช้งานโทรศัพท์ ด้วยการใช้ไมโครโฟนที่มีอยู่ในตัว หรือจะโอนสายไปยัง iPhone เพื่อให้คุยได้นานขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถโอนสายจาก Apple Watch ไปยัง Speaker phone บนรถยนต์ หรือหูฟัง Bluetooth ได้ และสุดท้าย เปิดอ่านอีเมลได้ครับ

ชาร์จแบตเตอรี่ได้ง่ายขึ้น ด้วยที่ชาร์จแบบ MagSafe

สำหรับที่ชาร์จของ Apple Watch นั้น แอปเปิลได้ออกแบบด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี MagSafe เข้ากับการชาร์จแบบเหนี่ยวนำ (inductive charging) เพียงแค่ถือหัวต่อไว้ใกล้ๆ ด้านหลังของนาฬิกา แล้วแม่เหล็กก็จะดูดให้ติดเข้าที่โดยอัตโนมัติให้เอง ซึ่งสามารถใช้งานได้ง่าย แม้จะอยู่ในที่มืด

ไม่ต้องใช้ iPhone 6 ก็เชื่อมต่อ Apple Watch ได้

Apple Watch รองรับบน iPhone ที่มี Bluetooth LE ครับ ซึ่งได้แก่ iPhone 5, iPhone 5C, iPhone 5S และ iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus ที่เพิ่งเปิดตัวไปด้วยเช่นกัน

 

 

—————————————