STT GDC Thailand แนะรัฐบาลเร่งขับเคลื่อนไทยสู่ Regional Hub หลังเลือกตั้ง

Regional Hub

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) (STT GDC Thailand) แนะรัฐบาลใหม่ต้องเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Regional Hub หลังเลือกตั้ง โดย Connect คน เศรษฐกิจชาติ และโครงสร้างพื้นฐาน…

STT GDC Thailand แนะรัฐบาลเร่งขับเคลื่อนไทยสู่ Regional Hub หลังเลือกตั้ง

เมื่อวันนี้ประเทศไทยเดินทางมาถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปในทุกมิติของประเทศ ตั้งแต่ผู้คน ชุมชน สังคม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทุกระดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้นโยบายบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงภาพรวมและผลประโยชน์ของทุกคนในชาติ

ซึ่งผู้นำรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นความเป็น Connected Leaders ที่เชื่อมโยง Local และนำไปสู่แนวคิด นโยบายและการปฏิบัติแบบ Global และการทำงานแบบ CoCreate ที่สำคัญต้องเร่งมือทำ Digital Transformation เพื่อปูทางไปสู่ Digital Economy ที่มีความยั่งยืน

Regional Hub
ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงจะเป็นเสมือนจุด Refresh & Restart ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ที่องค์กรธุรกิจในทุกระดับต่างเตรียมพร้อมกับนโยบายสนับสนุนในด้านต่าง ๆ

พร้อมความคาดหวังว่าจะช่วย แก้ปัญหาให้ตรงจุดด้วยคนที่มีความสามารถ เพื่อกระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ จากทั้งใน และนอกประเทศ เพื่อฟื้นฟูศักยภาพในการแข่งขัน และเพื่อทำให้ประเทศไทยเป็น Regional Hub ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยมีต้นทุนเดิมรองรับอยู่แล้วเชิงภูมิศาสตร์ด้วยภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทย โดยใช้แนวคิดด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และบริบทใหม่ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง พร้อมเสนอแนะแนวทางการพัฒนาประเทศใน 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

ส่วนที่หนึ่งคือผู้คน Citizen Comes First 

รัฐบาลต้องสนับสนุนภาคประชาชน ด้วยการสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ประชาชนเสมือนเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนไปยังด้านอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาลใหม่สามารถช่วยประชาชนได้ใน 3 ประเด็นหลัก ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปถึงด้านการพัฒนาศักยภาพการผลิต ดังนี้  

ลดต้นทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ค่าไฟฟ้า (Electricity is the Cost of Living) สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม หรือน้ำ โดยอาจประยุกต์ใช้โมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างโครงการ คนละครึ่ง

เนื่องจากภาระค่าไฟฟ้าของไทยนั้นถือเป็นต้นทุนที่สูงของภาคครัวเรือนที่ทุกกิจกรรม หรือธุรกรรมต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าแทบทั้งสิ้น โดยค่าไฟฟ้าของประเทศไทยอยู่ในอัตราที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (ตัวเลขค่าไฟฟ้างวดที่ ​2 พ.ค.-ส.ค. ของปี​ 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ​ 4.70 บาทต่อหน่วย​)

สร้างงานใหม่ รองรับคนจบใหม่ (New Gen Jobbers) ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ ข้อมูลจาก JobsDB ระบุว่า ปัจจุบัน 48% ขององค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทย เริ่มกลับมาจ้างงานและต้องการพนักงานแบบเต็มเวลามากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงโควิด-19 และบัณฑิตจบใหม่ก็เป็นแรงงานกลุ่มเป้าหมายของหลาย ๆ

องค์กร ซึ่งนอกจากนั้นรัฐบาลใหม่สามารถช่วยขับเคลื่อน และสร้างโอกาสในงานใหม่ ๆ กับบริษัทสตาร์ทอัพต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ที่สนับสนุนด้านภาษีหลากหลายรูปแบบทั้ง Income Tax, Capital Gain Tax เพื่อดึงดูด หรือสร้างการลงทุนทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ

ยุคใหม่ของเกษตรกรระยะไกล (New E-Farmer Remotely) วันนี้เราเห็นแนวคิดใหม่ในภาคการเกษตรที่วิวัฒน์ตัวเองเป็น EFarmer ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ พันธุศาสตร์ สารสนเทศผนวกกับการทำงานผ่านทางไกล (Remotely)

โดยนำระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ AI มาใช้ เพื่อสร้างผลผลิตหรือควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและพัฒนาต่อยอดในจุดนี้ จะเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพที่แข็งแกร่งอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นแก่เกษตรกร New Gen ของประเทศ

ส่วนที่ 2 คือเศรษฐกิจ และสังคม

เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส ดันไทยเป็น 8 Regional Hubs สำคัญของโลก ได้แก่ 1. Clean Energy Hub ประเทศไทยมีศักยภาพด้านภูมิประเทศที่ได้เปรียบ เราสามารถสร้าง Solar Farm ระดับภูมิภาคได้ โดยสร้างความต่อเนื่องให้กับนโยบายการสนับสนุนทั้งด้านการผลิต และการใช้งานพลังงานสะอาด

ซึ่งมีความสนใจลงทุน และความต้องการพลังงานกลุ่มนี้จากนักลงทุน ผู้ให้บริการไปจนถึงผู้ใช้ระดับโลก เพื่อรองรับแนวทางธุรกิจแบบยั่งยืน Sustainability ของโลก 2. Carbon Credit Tokenization Manufacturing Hub สนับสนุนภาคการผลิตและส่งออก ให้ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไปตลาดทั่วโลกที่มีมาตรการด้าน Net Zero

และ Climate Change ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันปรับใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรการต่าง ๆ นี้ได้ ประเทศไทยก็จะมีกระบวนการรับรองมาตรฐานที่เชื่อถือได้

โดยผู้ประกอบการส่งออกไทยจะชำระค่าคาร์บอน (Carbon Credit Tokenization) ที่ต้นทางหรือในประเทศไทยแทนการที่ต้องไปจ่ายให้ต่างประเทศ 3. Network Connectivity Hub ประเทศไทยมีโอกาสมหาศาลเพื่อส่งเสริม Digital Economy ให้เติบโต

หากลงทุนด้านเคเบิลสื่อสารใต้น้ำ (Submarine Cable) โดยใช้โมเดลเดียวกับการขุดคลองไทย ที่เริ่มจากฝั่งจังหวัดสตูล ไปทะลุออกที่จังหวัดสงขลา จะช่วยย่นระยะการลากสายเคเบิลได้กว่า 1,800 กิโลเมตร และยังช่วยกระตุ้นการลงทุนด้านเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้

ดันไทยเป็น Hub ด้านการสื่อสารที่มีทั้งความเสถียรและประสิทธิภาพสูง เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ เศรษฐกิจภาคใต้เติบโตเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง 4. Tourism & Aviation Hub ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอยู่แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลนำระบบ AI Immigration มาช่วยอำนวยความสะดวก

ในการคัดกรองเข้าพื้นที่ตั้งแต่สนามบิน สถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งช้อปปิ้ง จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว ช่วยให้การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยสะดวกสบาย กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางและยังสามารถเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้พัฒนาแคมเปญระดับประเทศเพื่อต่อยอดการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านอื่น ๆ ได้อีก

Regional Hub

5. Hydrogen Hub for New Logistics Era รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องของวันนี้ที่รัฐบาลต้องมองไปให้ไกลกว่าอุตสาหกรรม EV ที่แท้จริงแล้วพลังงานไฟฟ้านั้นมาจากระบบพลังงานใด การศึกษาของ Radiant Energy Group (REG) ระบุว่า ประเทศที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้มากที่สุด

ล้วนใช้พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์และไฟฟ้าพลังน้ำ ดังนั้นการสนับสนุนการลงทุนผลิตไฟฟ้าควรมุ่งไปยังพลังงานทางเลือกที่สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นก๊าซ Hydrogen เพื่อสร้างอุตสาหกรรมการเดินทางด้วยพลังงานสะอาด

ทำให้ไทยเราเป็น Hydrogen Hub เพราะประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางกายภาพทั้งบนดิน หรือในน้ำที่เอื้อต่อการลงทุนและพัฒนาอย่างยั่งยืน 6. Education Hub การเรียนการสอนควรได้รับการอภิวัฒน์ทั้งระบบตั้งแต่โครงสร้าง กระบวนการคัดสรร การพัฒนา เพื่อพัฒนามาตรฐานการศึกษา คุณภาพ และศักยภาพของผู้จบการศึกษา

ที่มีทักษะจะเป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรม ทั้งนี้นอกจากทักษะความสามารถเชิงวิทยาการแล้วรากฐานการสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงกับทั่วโลกได้ก็มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน

อาทิ การเป็น Global Citizen ที่หากเยาวชนไทยสามารถสร้างข้อได้เปรียบทั้งวิชาการ และภาษาต่างประเทศที่สอง (เช่น ภาษาจีน) ก็จะทำให้แรงงานไทยมีทักษะพร้อมเพื่อการสื่อสารหรือแข่งขันกับคนทั้งโลกได้ 

7. Sport & Entertainment Hub กีฬา และสันทนาการเป็น Soft Power ที่มีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม การสนับสนุนการลงทุน และพัฒนายกระดับ Soft Power ที่โดดเด่นของประเทศ เช่น กีฬา หรือ อาหาร ให้ก้าวขึ้นไปเทียบได้กับมาตรฐานระดับโลก

เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL) โดยพัฒนาเป็น Muay Thai International League (MTIL) ที่มีประเทศไทยเป็นผู้นำและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระยะยาว เช่น สถาบันฝึกสอนที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ทัวร์นาเมนท์การแข่งขันระดับโลก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Soft Power

และ 8. Healthcare Hub อีก 10 ปีประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) บริการสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายของรัฐฯ ต้องให้การสนับสนุนมากยิ่งขึ้นเพื่อให้แพทย์สามารถ Connect ได้ การทำโมเดล EDoctor ที่อำนวยความสะดวกตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ให้แพทย์หรือเภสัชกรสามารถสั่งและจ่ายยาและให้ประชาชนที่ต้องใช้ยาไปรับยาที่ร้านขายยาหรือร้านค้าท้องถิ่นได้

โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทุกครั้ง และที่สำคัญยังลดภาระการทำงานของบุคลากร ความแออัดคับคั่ง ความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรค ข้อจำกัดของปัจจัยทางกายภาพของโรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดลดค่าใช้จ่ายของทุกคนในระบบนิเวศสาธารณสุขอีกด้วย

Regional Hub

สังคายนา เริ่มที่Privatize to Move Faster” ยืดหยุ่น และคล่องตัว ทันกระแสการเปลี่ยนแปลง 

ผู้บริหารในรัฐบาลต้องเปิดกว้างและพร้อม Disrupt ตัวเอง โดยนอกจากต้องเร่งอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ดิจิทัลมากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนพัฒนา และเติบโตไปในทิศทางเดียวกันแล้ว การนำ Model การบริหารจัดการใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพให้ประโยชน์สูงสุดเข้ามาใช้

อาทิ การ Privatize หน่วยงานที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ภาคการบิน ภาคการขนส่ง หรือภาคการท่องเที่ยวและพลังงาน โดยพิจารณาให้ภาคเอกชนเข้ามาดูแล หรือนำโมเดลธุรกิจที่ได้รับการยอมรับและได้ผลมาใช้ เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมบริหาร

เพิ่มความคล่องตัว ย่นเวลาการตัดสินใจที่รวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยรัฐบาลปรับโหมดเป็นผู้ลงทุนและจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม กล้าที่จะ Privatize เพื่อนำเงินเข้าคลังไปบริหารประเทศต่อไป 

Connected Leaders คือ คำตอบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเรากำลังมองหา Connected Leaders ที่มีความสามารถเชื่อมโยงได้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ อันดับแรกคือเชื่อมกับภาคประชาชน (Connect People) ไม่ว่าจะ Gen ไหน เพื่อลดความขัดแย้งในชุดความคิด (Mind Set) ที่ต่างกัน และหาจุดเชื่อมตรงกลาง

เพื่อสร้างความสามัคคีให้ได้ อย่างที่2 คือ เชื่อมกับเศรษฐกิจของชาติทั้งใน และนอกประเทศ (Connect Domestic & International Economic) ให้ได้ มองหาโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศเติบโต โดยทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับนานาประเทศ

และสุดท้ายเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐาน (Connect Infrastructure) ทั้งในด้าน Logistics การบินหรือรถไฟความเร็วสูง และ Digital Economy ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญพัฒนาประเทศ อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ การสนับสนุนให้ภาครัฐเฟ้นหา Talents 

อย่างเช่น นักเรียนทุนที่ภาครัฐสนับสนุนเรื่องการศึกษาและต้องกลับมาร่วมพัฒนาประเทศ จากสถิติ ณ เดือนมีนาคม 2566 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (หรือ กพ.) เผยมีนักเรียนทุนรัฐบาลจำนวน 1,725 ราย ที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างแดน

โดยพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพทำงานในโครงการพิเศษต่าง ๆ ร่วมกับ Connected Leader เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้ หากภาครัฐเพิ่มแรงจูงใจ (Additional Incentive) และมอบหมายงานที่ตรงกับทักษะความสามารถ ก็จะกระตุ้นให้เกิดโครงการที่เป็นรูปธรรม 

Regional Hub

เอกชนต้องมองไกลกว่าแค่ผลกำไร

สำหรับภารกิจของ STT GDC Thailand ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่รัฐบาลหรือกี่ทีมเศรษฐกิจ พันธกิจของบริษัทฯ มองไกลกว่าเรื่องผลกำไร และรายได้ เพราะเป้าหมายหลักคือการยกระดับและเพิ่มศักยภาพให้แก่อุตสาหกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวพันและส่งผลกระทบต่อประเทศ (หรือ Uplift the Whole Industry to Impact the Whole Country)

ด้วยการเป็นโครงสร้างหลักให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศที่มี Data Center เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ และธุรกรรมดิจิทัลทุกอย่างและยังต่อเชื่อมกับเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ที่ผู้นำต้องเห็น และคิดให้ได้ว่า Data เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าอย่างยิ่งในเวลานี้ และรัฐบาลมีหน้าที่กำหนดแนวทาง

หรือให้การสนับสนุนภาคธุรกิจเพื่อ Connect ดาต้า และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ทั้งนี้ STT GDC เปิดกว้างกับแนวความคิด และแนวทางปฎิบัติ กับ Value Set ของเรา

โดยได้รับการยอมรับจากรางวัล 2023 Thailand Data Center Services Company of the Year Award โดย Frost & Sullivan ที่ตอกย้ำผลการดำเนินงาน ความมุ่งมั่นร่วมพัฒนาศักยภาพของประเทศ ดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ มาสู่ประเทศไทย

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.