บราดอร์ (brother) ประกาศตั้งเป้าโต 6% พร้อมกับมาลุยทำตลาด และบริการทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างเข้มข้นอีกครั้ง แม้ยอดปี 66 โต…
highlight
- บราเดอร์ ประกาศปี 67 ตั้งเป้าโต 6% พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากปี 66 เน้นการทำตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ทั้งลูกค้าทั่วไปไป แลักลุ่มองค์กร (B2B) ผ่านกิจกรรมที่ตรงใจลูกค้าพร้อมเดินหน้ายกระดับงานบริการสู่มาตรฐานบริการครบวงจร ควบคู่กับไปการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน
- ยันแม้ปี 66 ที่ผ่านมาจะขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น 75% จากการสร้างการรับรู้ในกลุ่มนิวเจนส์ (กลุ่มอายุ 25-35 ปี) และการทำตลาดที่เน้นนำเสนอความคุ้มค่า ทำให้เติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งกลุ่ม Print และ Non-Print แต่ยังมีโอกาสอีกมาก ในยุคของดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) โดยเฉพาะกลุ่มองค์กร และราชการ
brother ประกาศตั้งเป้าเติบโต 6% พร้อมกลับมาลุยทำตลาดทุกกลุ่มอย่างเข้มข้นอีกครั้ง..แม้ยอดปี 66 โต!!

ธีรวุธ ศุภพันธ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ ตอมเมอร์เชี่ยล (ประทศไทย) จำกัด. กล่าวว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา บราเดอร์ ได้เดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ นิวเจนเนอเรชั่น* (กลุ่มผู้มีอายุ 25-35 ปี) มากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นถึงความที่มีส่วนสำคัญในอนาคต และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อในอนาคต
และช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ บราเดอร์ ให้เป็นแบรนด์ที่มีความร่วมสมัย และทันสมัย โดดเด่นด้วยนวัฒกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ทุกกลุ่มวัย ไม่ใช่แบรนด์ที่เหมาะแค่คนวัยทำงานเพียงเท่านั้น ซึ่งผลการจากดำเนินงานสื่อสารผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปี 66 ที่ผ่านมา

ทำให้ บราเดอร์ สามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 75% ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจะกลายเป็นกลุ่มรากฐานที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของ บราเดอร์ ต่อไปในอนาตต แต่ในขณะเดียวกัน บราเดอร์ เองก็ยังคงสามารถสร้างกรเติบโตในกลุ่มลูกค้าเก่าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเติบโตทุกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้ดำเนินธุรกิจอยู่
โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา บราเดอร์ สามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มได้แทบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์* โดยแบ่ง กลุ่มเครื่องพิมพ์เลเซอร์มิลติฟังก์ชั่นขาว-ดำ ที่เติบโตขึ้นกว่า 9% โดยเพิ่มจาก 47.8% ในปี 2565 เป็น 57.1%, กลุ่มเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาว-ดำ เติบโตขึ้นจาก 27.7% ในปี 2565 เป็น 32.6%
และกลุ่มเครื่องพิมพ์เลเซอร์สี เติบโตขึ้นจาก 37.7% ในปี 2565 เป็น 46.6% ขณะที่ กลุ่มเครื่องพิมพ์เลเซอร์มิลติฟังก์ชั่นสี เติบโตลดลงเล็กน้อย จาก 51.5% ในปี 2565 ลดลงเป็น 50.1% และกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์แทงค์ หรือ เครื่องพิมพ์แบบเติมหมึก เติบโตลดลงจาก 23.4% เหลือ 18.5% นั้น

(*ผลสำรวจข้อมูลจากกลุ่มบริษัท GFK)
นั้นเป็นผลจากการที่ บราเดอร์ ไม่โดดลงไปเล่น สงคราม “ราคา” กับคู่แข่ง (Price War) ที่ปรับลดราคาลงเพื่อเพิ่มยอดขาย ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง ซึ่งนั่นไม่ใช่เป้าหมายของบราเดอร์ ที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และบริการที่ดี แต่อย่างไรก็ดีแม้จะมียอดส่วนแบ่งตลาดลดลง
บราเดอร์ ก็ยังคงสามารถคงสัดส่วนรายได้ต่อยูนิตของทั้ง 2 กุ่มผลิตภัณฑ์ เอาไว้ได้ เนื่องจากมีผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงมีการมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมากกว่าการให้ความสำคัญต่อเรื่องราคาเป็นหลัก ซึ่งบราเดอร์สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคได้
นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปริ้นเตอร์ บราเดอร์ เองก็ยังผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (Non-Print) ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ฉลาก, กลุ่มผลิตภัณฑ์จักรเย็บผ้า และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงคาราโอเกะ แบรนด์ “BMB” ที่ปัจจุบัน บราเดอร์ ผู้นำในตลาด
นอกจากนี้ใน กลุ่มผลิคภณฑ์เครื่องพิมพ์เสื้อจำนวนน้อย หรือ เครื่องสกรีนพิมพ์เสื้อแบบ DTG ของ บราเดอร์ ที่ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็ยังสามารถครองสัดส่วนได้กว่า 80% ของตลาดเครื่องสกีนเสื้อจำนวนน้อย หรือการรับสกีนเสื้อแบบเท่าที่ใช้เกือบทั้งหมด
โดยทั้ง 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ เติบโตรวมกว่า 12% โดยแบ่งเป็น เครื่องพิมพ์ฉลาก โต 5%, จักรเย็บผ้า โต 5% และเครื่องพิมพ์เสื้อ โต 2% ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพรวม บราเดอร์ ยังคงเติบโตอยู่ระดับที่ที่น่าพอใจ แม้ว่าจะไม่ได้กิจกรรมหนัก ๆ เหมือนเช่นปีก่อนหน้านี้
มุ่งสานต่อแนวทางเดิม พร้อมต่อยอดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เชื่อสามารถโต “ดับเบิลดิจิต“

“สำหรับในปี 2567 นี้ บราเดอร์ มีเป้าหมายที่มุ่งเน้นกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดคามสำเร็จ ทั้งจากการสร้างการรับรู้แบรนด์ และการมองหาโอกาสใหม่ ๆ โดย บราเดอร์ จะมุ่งเน้นในการทำกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุก โดยมุ่งโฟกัสไปที่ตลาดกลุ่มองค์กรกับองค์กร (Business to Business : B2B) มากขึ้น
เพราะยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มราชการที่ บราเดอร์ จะเข้าไปนำเสนอรูปแบบขอบริการเช่าซื้อ หรือเช่าใช้ เพื่อช่วยองค์กรเหล่านี้สามารถเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และเลี่ยนแปลงองค์กรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวตัวเคลื่อน (Digital Transformation) ได้
โดยไม่กังวลในเรื่องของการลงทุนในส่วนของเครื่องพิมพ์สำหรับสำนักงาน ที่แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนสู่รูปแบบของ Paperless บ้างแล้วก็ยังมีงานบางส่วนที่ยังต้องใช้งานพิมพ์อยู่ โดย บราเดอร์ จะเข้าไปนำเสนอทั้งในเรื่องของความคุ้มค่า และการส่งมอบบริการการดูแลหลังการขายแบบครบวงจร (Total Solution) ให้แก่ลูกค้า ซึ่งแนวทางดังกล่าวน่าจะทำให้ บราเดอร์ สามารถเติบโตได้แบบ “ดับเบิลดิจิต” หรือเติบโตอย่างน้อย 6%
นอกเหนือไปจากเรื่องดังกล่าว บราเดอร์ จะยังคงแนวทางทางในการจัดกิจกรรมเดิมที่มีอยู่เพื่อตอบแทนสังคม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการวิ่ง หรือโครงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ร่วมไปถึงการดำเนินแนวทางในการจัดการวัสดุการพิมพ์ที่ใช้แล้วจากลูกค้า เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยื่น (Sustainability) ของเรา” ธีรวุธ กล่าว
ในส่วนของตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน หรือตลาดกลุ่ม CLMV ของ บราเดอร์ โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือประเทศลาว ที่บราเดอร์ได้มีการทำการตลาดในกว่า 10 ปีนั้น โดยนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการด้านไอที และตัวแทนจำหน่ายในลาว
แต่เนื่องจากการเกิดขึ้นของสภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหา และค่าเงินที่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง ทำให้ตลาดในประเทศลาวในปัจจุบันยังคงเติบโตแบบชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี บราเดอร์ ยังมองเห็นว่า สปป. ลาว ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมีอัตราการเติบโตอยู่ แต่เป้าหมายของ บราเดอร์ อาจโฟกัสกลุ่มธนาคารมากขึ้น
“นำความคาดหวัง” มาเป็น “หัวใจ” ในการให้บริการ

รัสสิญากร ตัณฑวณิชย์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ ตอมเมอร์เชี่ยล (ประทศไทย) จำกัด. กล่าวว่า บราเดอร์ ได้นำความคาดหวังของลูกค้า มาเป็นหัวใจของการให้บริการ และเชื่อมโยงการให้บริการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การขายไปจนถึงการดูแลหลังการขาย
ซึ่งมีระบบการจัดเก็บข้อมูลการเข้ารับบริการ ทำให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้เครื่องไม่สามารถใช้งานได้อย่างตรงจุด รวมถึงการมีช่องทางการให้บริการ Pre Sales และ Post Sales ที่ครบทั้งทุกด้าน การให้ข้อมูลผ่าน Call center, E-mail, Facebook, Live Chat
และ Chatbot (ผ่านทาง Web Site หรือ Line OA Brother Thailand ) รวมทั้งการให้บริการผ่านศูนย์บริการของ บราเดอร์ ทั้ง 4 แห่ง และ Authorized Service Center ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งบราเดอร์ได้พัฒนาช่องทางเหล่านี้ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงให้คำปรึกษา
เพื่อให้ลูกค้าใช้สินค้าของ บราเดอร์ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และจะมีการประเมินความพึงพอใจ ( NPS ) ทุกครั้งหลังจากให้บริการ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงการบริการต่อไป
“ที่ผ่านมา บราเดอร์ ยังเป็นผู้นำในด้าน Chatbot โดยเรามีการใช้งานอยู่ 2 ตัว คือ น้องแคร์ (N’Care) ที่ให้บริการตอบคำถามทั้งก่อนและหลังการขาย ซึ่งสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และยังมี มิสเตอร์แคร์เออร์ ( Mr. Carer ) สำหรับศูนย์บริการแต่งตั้ง ( ASC ) ในการตอบปัญหาด้านเทคนิค
การซ่อมบำรุง และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งยังสามารถประมาณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการซ่อม และอะไหล่ต่าง ๆ ได้ทันที เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของลูกค้าในการซ่อม ซึ่ง Chatbot นี้ จะทำงานให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
รวมทั้ง บริการเสริม บราเดอร์แคร์แพค ( Brother Care Pack ) ที่ลูกค้าสามารถซื้อบริการเสริมต่างๆเพิ่มเติมได้ นับตั้งแต่วันที่ซื้อเครื่องวันแรก จนถึงวันสุดท้ายที่อยู่ในระยะเวลารับประกัน เช่น การขยายการระยะเวลารับประกัน การตรวจเช็คเครื่อง และทำความสะอาดเพื่อให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน การซ่อมนอกสถานที่
การติดตั้งเครื่อง รวมถึงการให้บริการในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเรายินดี customize ตามความต้องการของลูกค้า เพิ่มความคุ้มค่า ป้องกันการเกิดปัญหา ทำให้ลูกค้าทำงานอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด และการใช้เครื่องได้อย่างยาวนานจะช่วยลดของเสียจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” รัสสิญากร กล่าว
“บราเดอร์” มีความภาคภูมิใจในการพัฒนาการให้บริการหลังการขาย โดยได้รับรางวัลในด้านต่าง ๆ จากสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA : Thai Contact Center Trade Association) ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
เช่น รางวัล The Best Contact Center of the Year 2017, รางวัล The Best Satisfaction Contact Center หลายปีติดต่อกัน, รางวัลThe Best Effective Technology Contact Center, The Best Social Media Contact Center,
The Best Human Care Contact Center and The Best Workflow Contact Center นอกจากนี้เรายังได้รับรางวัลจาก Contact Center Associations of Asia Pacific ในหลากหลายสาขาเช่นกัน

นอกจากนี้ บราเดอร์ ยังมีมาตรฐานในด้านการให้บริการ และการตรวจสอบครบทุกด้าน ( BSQA ) เช่น กรอบระยะเวลาการซ่อมเครื่อง วิธีการตอบปัญหา รวมถึงบุคคลิกลักษณะเฉพาะของผู้ให้บริการ สถานที่ให้บริการ ทักษะความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ในการให้บริการแบบมืออาชีพ ซึ่งเป็นมาตราฐานเดียวกัน
เพื่อสร้างความไว้วางใจในการให้บริการ ทั้งศูนย์บริการของบราเดอร์ทั้ง 4 แห่ง และของ Authorized Service Center (ASC) ทั่วประเทศ โดยจะมีการฝึกอบรมทักษะการซ่อม ความรู้ความสามารถในการดูแลลูกค้า ให้มีความเป็นมืออาชีพ เป็นไปตามยุคสมัย
มีการนำระบบการบริหารจัดการข้อมูลมาใช้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงคำนึงถึงความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยทั้งหมดนี้ จะนำมาจากหลักการที่ว่า เข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แล้วนำเอาบริการของเราไปช่วย ให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
ซึ่งก็คือหลักการของ Customer Success นั่นเอง บราเดอร์ให้ความสำคัญต่อความสำเร็จของลูกค้า (Customer Success) เป็นอันดับ 1 เพื่อให้ลูกค้ามีความสุข ประสบความสำเร็จ ให้สมกับที่ลูกค้าไว้วางเลือก บราเดอร์ เป็นแบรนด์ในดวงใจ
“หากถามว่าเราจะมีแนวทางในการรวมเอาศูนย์บริการตัวแทนที่มีลูกค้าใช้บริการน้อยเข้ามาไว้ด้วยดันเพื่อยกระดับบริการให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นขึ้น เหมือนเช่นหลายธุรกิจทำ หรือเปล่า คำตอบคงตอบว่า บราเดอร์ ไม่มีนโยบายที่จะรวมเข้าศูนย์บริการตัวแทน เพราะเราเชื่อว่าบริการที่ดีลูกค้าจะต้องเข้าถึงง่ายได้อย่างทุกที่
แต่หากถามว่าอยากจะทำให้กับศุนย์บริการตัวแทนมั้ย ก็คงบอกว่าว่า สิ่งที่อยากทำคงเป็นการเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพในการใหห้บริการมากกว่า โดยอาจจะเป็นการฝึกอบรม หรือเพิ่มทักษะใหม่ ๆ รวมถึงการนำเอาบิการใหม่ๆ ให้แก่ตัวแทนของเรา มากกว่า” รัสสิญากร กล่าว
ปรับปรุงมาตรฐานให้ก้าวสู่องค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ “Sustainability Develooment Goals“

พรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการเงิน และบริหาร บริษัท บราเดอร์ ตอมเมอร์เชี่ยล (ประทศไทย) จำกัด. กล่าวว่า นอกจากการให้บริการที่เป็นเลิศแล้ว เรายังให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา บราเดอร์ ได้ปรับปรุงการทำงานตามมาตรฐาน ISO14001
หรือระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องมีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งได้ทำต่อเนื่องมา 6 ปีแล้ว และจะทำต่อไป นอกจากนี้บริษัทยังได้ทำการยกระดับสำนักงานโดยผ่านการทำมาตรฐาน Green Office อันเกิดจากความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Development Goals
ที่ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2563-2593 โดยมุ่งเน้นใน 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรสูงสุด, ส่งเสริมสังคมที่ไร้คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และเพิ่มผลลัพธ์สุทธิที่เป็นบวกในระบบนิเวศน์ ผ่านนโยบาย Environmental Vision 2050
ส่งผลให้ บราเดอร์ ได้รับเหรียญทองจากการประเมินของสำนักงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Office) ระดับดีเยี่ยม ตั้งแต่ปี 2564

“ทั้งหมดล้วนเป็นการดำเนินการตามพันธสัญญาสากลที่ บราเดอร์ ยึดถือมาโดยตลอดคือความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนท้องถิ่นที่บราเดอร์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง และแนวทาง กรีน นี้ ได้ทำการปลูกฝังลึกลงไปในหัวใจของพนักงานทุกคน จนสะท้อนออกมาในการทำงาน ซึ่งการมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง
ไม่เพียงแต่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในการเพิ่มจุดแข็งเพื่อสร้างความได้เปรียบในด้านการดำเนินธุรกิจให้กับทางบริษัทอีกด้วย เพราะการไปเจรจากับลูกค้าองค์กร เช่น บริษัทเอกชนต่าง ๆ จะมีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมด้วย หากไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะเสียโอกาสในการทำธุรกิจ
รวมถึงกิจกรรมพิเศษเพื่อชุมชนท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่บริษัทฯ จัดให้มีขึ้นทุกปี โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องและยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นวางไว้ และบราเดอร์ทั่วโลกยึดถือร่วมกัน
โดยในปี 2567 บราเดอร์ ยังคงมุ่งหน้าที่จะยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การให้บริการ การตอบแทนสู่สังคม เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าสูงสุด และเกิดความภักดีต่อแบรนด์ต่อไป” พรภัค กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























