“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายก และ รมต. DE ลงพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานกลางเร่งรับมือ “น้ำท่วม-น้ำแล้ง-ฝนทิ้งช่วง” พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งปรับปรุงแหล่งน้ำ-เก็บกักน้ำไว้…
รองนายก และ รมต. DE ลงพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานกลางเร่งกำชับทุกหน่วยงานรับมือ “น้ำท่วม–น้ำแล้ง–ฝนทิ้งช่วง“

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ลงพื้นที่กำกับ และติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ณ จังหวัดขอนแก่น และมหาสารคาม
โดยในช่วงเช้าได้เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังรายงานความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 (จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) รายงานปัญหาที่สำคัญของจังหวัด
โดยมี ไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จากนั้นลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอำเภอโกสุมพิสัย และอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อขอรับทราบปัญหา และความต้องการด้านน้ำจากผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม และร้อยเอ็ด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งพบว่า ยังมีบางพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะประสบอุทกภัยหากมีปริมาณฝนที่ตกสะสมจำนวนมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร เขตชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจได้ อีกทั้งขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่คาดว่าในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้
อาจเกิดฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน จำเป็นต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำจากสภาวะฝนทิ้งช่วงด้วย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานเร่งดำเนินการ ดังนี้

ให้ สทนช. ประสานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่เปราะบางที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และฝนทิ้งช่วง ตามที่ สทนช. คาดการณ์ว่าทั้ง 4 จังหวัด ในเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม จะมีพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง
โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่น ในช่วงเดือนกันยายน คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงสูงสุดถึง 24 อำเภอ 142 ตำบล ซึ่งต้องมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ และรัดกุม พร้อมเน้นย้ำให้มีการแจ้งเตือนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และเมื่อเกิดเหตุจะต้องเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
ให้กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยบริหารจัดการน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลาง โดยวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเพียงพอกับความต้องการ และให้ความสำคัญกับการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก
และ ให้จังหวัด กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งซ่อมแซมหรือปรับปรุงแหล่งน้ำ บ่อบาดาล รวมถึงระบบประปาหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบให้พร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใน 4 จังหวัดเกิดความมั่นคง ยั่งยืน และเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ ให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ และจัดทำรายละเอียดเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลโดยเร็ว

ด้าน ไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม อาจจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1-2 ลูก โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
สทนช. จึงได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันพบว่าใน 4 จังหวัด มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อรวมกับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็กอีกจำนวน 8,543 แห่ง
โดยมีปริมาตรน้ำรวมกันอยู่ที่ 1,598.07 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 32% ของความจุเก็บกัก ซึ่งน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2567 ขณะเดียวกันยังได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยช่วงเดือนพฤษภาคม ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น 7 อำเภอ เช่น อ.บ้านไผ่ อ.น้ำพอง,
จังหวัดกาฬสินธุ์ 16 อำเภอ เช่น อ.ดอนจาน อ.กุฉินารายณ์, จังหวัดมหาสารคาม 7 อำเภอ เช่น อ.โกสุมพิสัย อ.กุดตรัง และจังหวัดร้อยเอ็ด 17 อำเภอ เช่น อ.ทุ่งเขาหลวง อ.จังหาร เป็นต้น
“สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมแผนปฏิบัติการ และดำเนินการตามภารกิจที่สอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนปีนี้แล้ว เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย รวมถึงวางแผนการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าด้วย โดย สทนช. จะติดตามผลการดำเนินการของมาตรการและประเมินสถานการณ์ฝนอย่างต่อเนื่อง
พร้อมขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างรวดเร็ว สามารถเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ไวทิต กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























