HPE ยกระดับเครือข่ายอัจฉริยะ! เปิดตัวฟีเจอร์ AI-Native ใช้งานจริง จัดการเน็ตเวิร์กอัตโนมัติ ปลอดภัย และรวดเร็ว

HPE

ลาขาดการเซ็ตระบบแบบเดิม! เอชพีอี (HPE) เปิดตัวความสามารถใหม่ AI-Native Networking จัดการเครือข่ายอัตโนมัติสู่การใช้งานจริง…

highlight

  • เอชพีอี ประกาศยกระดับมาตรฐานเครือข่ายองค์กรสู่ยุค AI-Native อย่างเต็มรูปแบบ เปิดตัวความสามารถใหม่ที่เน้นการใช้งานจริง ขับเคลื่อนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ที่มีความปลอดภัยสูง และรวดเร็วเหนือระดับ ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการระบบเน็ตเวิร์กที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดในปี 2026

HPE ยกระดับเครือข่ายอัจฉริยะ! เปิดตัวฟีเจอร์ AINative จัดการเน็ตเวิร์กอัตโนมัติ ปลอดภัย และรวดเร็ว

HPE

เอชพีอี ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่ด้านเครือข่ายอัตโนมัติ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในฐานะผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวของอุตสาหกรรมเครือข่าย AIOps แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ พร้อมการทำงานเชิงเอเจนต์ (Agentic)

การเปิดตัวความสามารถใหม่ของระบบการทำงานแบบอัตโนมัติใน เอชพีอี “Mist” และ เอชพีอี อรูบ้า “Central” ทำให้ เอชพีอี บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายที่ปลอดภัย ขับเคลื่อนด้วย AI-Native และทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยเครือข่ายสามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์

โดยไม่ต้องพึ่งพาการทำงานของมนุษย์ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบที่ใช้ไมโครเซอร์วิส เอเจนต์อัตโนมัติ และ Agentic Mesh ขั้นสูง ช่วยยกระดับการดำเนินงานที่อาศัยข้อมูลเชิงลึกไปสู่ระบบทำงานอัตโนมัติ พร้อมแก้ไขปัญหาเชิงรุก ก่อนจะส่งผลกระทบต่อรายได้ การดำเนินงาน หรือชื่อเสียงของแบรนด์

HPE
รามิ ราฮิม รองประธานบริหาร ประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Networking ของ เอชพีอี

รามิ ราฮิม รองประธานบริหาร ประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Networking ของ เอชพีอี กล่าวว่า จากแนวคิดด้านเครือข่ายอัตโนมัติ ในวันนี้เราสามารถนำมาใช้งานได้จริงแล้ว โซลูชันเครือข่ายของ เอชพีอี เป็นการยกระดับครั้งสำคัญสำหรับลูกค้าของเรา ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านการทำงานอัตโนมัติ

ในระดับที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น พร้อมพลิกบทบาทของระบบเครือข่าย จากเดิมที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ไปสู่การดำเนินการแทนองค์กรได้อย่างแท้จริง ช่วยให้ทีมงานด้านเครือข่ายของลูกค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์นวัตกรรม แทนการดูแลระบบปฏิบัติการ

เอชพีอี ผนึกกำลังกระทรวงยุติธรรมเพื่ยกระดับความน่าเชื่อถื และประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยเครือข่ายอัตโนมัติที่ปลอดภัย และขับเคลื่อนด้วย AINative

กระทรวงยุติธรรมแห่งสหราชอาณาจักร (UK Ministry of Justice) หนึ่งในลูกค้าของ เอชพีอี สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการใช้งาน เอชพีอี “Self-driving Network” รองรับการทำงานอัตโนมัติแบบ Agentic อย่างเต็มรูปแบบ

โดยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านเครือข่าย ลดจำนวนคำร้อง (Helpdesk Tickets) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหารวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จของลูกค้าในวงกว้างทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอของ เอชพีอี

ซึ่งการผสานระบบอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกจาก AI ช่วยลดภาระงานด้านปฏิบัติการ ลดการยกระดับปัญหา (Escalations) และเร่งระยะเวลาในการนำระบบไปใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

HPE

นาวา รามานัน ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี กระทรวงยุติธรรมแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมได้เปลี่ยนวิธีการดำเนินงานของระบบดิจิทัลที่ซับซ้อน และครอบคลุมผู้ให้บริการหลายราย โดยผสานระบบอัจฉริยะเข้ากับเครือข่ายระดับประเทศโดยตรง

Self-driving Network ช่วยให้เราสามารถดำเนินการแบบอัตโนมัติได้อย่างน่าเชื่อถือ ทำให้คาดการณ์และแก้ไขปัญหาได้ล่วงหน้าก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน แนวทางนี้ช่วยลดจำนวนคำร้องของฝ่ายบริการ (Service Desk) ลงประมาณ 75%

และยังทำให้เราสามารถนำการบริหารจัดการอุปกรณ์ราว 15,000 เครื่อง กลับมาดำเนินการภายในองค์กรได้เอง ส่งผลให้ทีมงานของเราใส่ใจในงาน มีการควบคุมที่ดีขึ้น และมีความยืดหยุ่นในการให้บริการด้านกระบวนการยุติธรรมที่มีเสถียรภาพ พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่องทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

เอชพีอี” เดินหน้ายกระดับเครือข่ายอัตโนมัติ ด้วยการเปิดตัวความสามารถใหม่

เอชพีอี กำลังขยายขีดความสามารถของเครือข่ายอัตโนมัติ ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติรูปแบบใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์อัตโนมัติ และ Agentic AI บนแพลตฟอร์ม เอชพีอี “Mist” และ เอชพีอี อรูบ้า “Central” ช่วยลดความจำเป็นในการจัดการระบบด้วยตนเอง

เอเจนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายทั้งด้านความจุ และคลื่นความถี่ ดำเนินการด้านความปลอดภัย และช่วยแก้ไขปัญหาการโรมมิ่งของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE

ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้เครือข่ายยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และป้องกันปัญหาเชิงรุกก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยความสามารถด้านการทำงานอัตโนมัติรูปแบบใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมความปลอดภัยให้กับประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทาง (End User) โดยประกอบไปด้วย

  • การเพิ่มประสิทธิภาพความจุแบบไดนามิก : ระบุข้อจำกัดด้านความจุและปรับพารามิเตอร์ RF แบบไดนามิก เลือกย่านความถี่ แบนด์วิดท์ของช่องสัญญาณ และระดับกำลังไฟฟ้า โดยอ้างอิงจากรูปแบบการใช้งานที่ระบบเรียนรู้ ช่วยยกระดับความจุ ความครอบคลุม และประสบการณ์การโรมมิ่งสำหรับผู้ใช้งานเครือข่ายไร้สายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • การแก้ไขปัญหา VLAN ที่หายไปโดยอัตโนมัติ : ตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดของการตั้งค่า VLAN ในระดับชั้นการเข้าถึง (Access Layer) เพื่อป้องกันปัญหาการสูญหายของทราฟฟิกผู้ใช้งาน (Blackholing) โดยพัฒนาต่อยอดจากการแก้ไขปัญหา VLAN แบบมีผู้ช่วย (Driver-Assisted) แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานโดยรวม
  • การป้องกัน DHCP ที่ไม่ได้รับอนุญาต : ตรวจจับและแก้ไขเซิร์ฟเวอร์ DHCP ที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากภายนอก และป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อที่สะดุด หรือหยุดชะงักของผู้ใช้งานปลายทาง
  • การเลือกความถี่ไดนามิกแบบเรียลไทม์ (DFS) : ช่วยเสริมการจัดการทรัพยากรความถี่วิทยุ (RRM) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยสามารถเรียนรู้ และหลีกเลี่ยงปัญหาการเชื่อมต่อในช่องสัญญาณที่มักได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการหยุดชะงักของการใช้งานสำหรับอุปกรณ์ไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการโรมมิ่งของลูกค้า : วิเคราะห์ข้อมูลการเชื่อมต่อของผู้ใช้งาน เช่น ตำแหน่ง และพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อนำไปสู่การดำเนินการแบบอัตโนมัติ ช่วยให้การโรมมิ่งของผู้ใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง
  • ตัวชี้วัดความหน่วง (Latency Metrics) ของประสบการณ์ผู้ใช้ : ช่วยเร่งวิเคราะห์สาเหตุหลัก โดยการวัดประสิทธิภาพ Wi-Fi ตั้งแต่ช่วง “การเชื่อมต่อครั้งแรก” พร้อมแสดงข้อมูลความหน่วง (Latency) แบบครบวงจร ตั้งแต่อุปกรณ์ของผู้ใช้งานไปจนถึงคลาวด์อย่างชัดเจน

การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่ และปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการยกระดับ OpenRoaming และ Zero Trust

HPE

ทั้ง เอชพีอี “Mist” และ เอชพีอี อรูบ้า “Central” ได้รับการยกระดับความสามารถด้าน OpenRoaming ที่ช่วยลดต้นทุน และความซับซ้อนในการดำเนินงาน พร้อมรองรับการเข้าถึง Wi-Fi ที่สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นในหลากหลายพื้นที่

โดยไม่ต้องล็อกอินซ้ำ และยังปกป้องผู้ใช้ด้วยการยืนยันตัวตนที่เข้มงวด ความสามารถนี้ยังช่วยให้องค์กรบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความปลอดภัยแบบ Zero Trust ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนวัตกรรมที่ประกาศเพิ่มเติม ได้แก่

  • การแบ่งส่วนย่อยแบบอินไลน์ (Inline Microsegmentation) ที่เรียบง่ายนำเสนอกรอบนโยบายแบบรวมศูนย์สำหรับทั้งเครือข่ายแบบมีสายและไร้สาย ช่วยให้องค์กรที่มีหลายสาขาสามารถบังคับใช้นโยบายได้อย่างสอดคล้องกัน โดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างใหม่
  • การทดสอบสภาพแวดล้อมจำลองของ Network Access Controller (NAC) ในโลกแห่งความเป็นจริง : ความสามารถ “Dry Run” ตัวใหม่ใน HPE Mist Access Assurance ช่วยทดสอบและตรวจสอบนโยบายกับสภาวการณ์จริง เพื่อประเมินผลกระทบได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยง รองรับการใช้งานแบบ Zero Trust และช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
พร้อมวางจำหน่าย Access Point ที่รองรับการทำงานแบบสองแพลตฟอร์ม

อุปกรณ์ Wi-Fi Access Point แบบ 2 แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI รุ่นแรก ซึ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมวางจำหน่ายทั่วไปแล้ว (GA) โดยเริ่มจาก เอชพีอี Networking 723H APs ที่มาพร้อมความสามารถด้าน AI telemetry สำหรับเครือข่ายอัตโนมัติ ในรูปแบบติดตั้งบนผนังที่เหมาะกับธุรกิจโรงแรม และยังเป็น เอชพีอี Networking AP รุ่นแรกที่ทำงานร่วมกับ เอชพีอี Mist หรือ เอชพีอี อรูบ้า Central ได้

HPE

เอชพีอี ยังได้เปิดตัวโปรแกรมด้านการเงินพิเศษ 2 รูปแบบ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเครือข่ายยุคใหม่ ได้แก่ ส่วนลด 10% สำหรับโซลูชันเครือข่าย Data Center และระบบ Routing ระดับองค์กรที่รองรับงานด้าน AI และข้อเสนอผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับซอฟต์แวร์เครือข่ายแบบสัญญาระยะเวลา (Term-Based) ของ HPE Networking รวมถึง HPE Juniper Networking Mist

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay