NIA ชี้!! ปี 63 สตาร์ทอัพไทยยังแกร่ง ปรับตัวฝ่าวิกฤตได้อย่างต่อเนื่อง

NIA

เอ็นไอเอ (NIA) ชี้ปี 63 สตาร์ทอัพไทยยังแกร่ง ปรับตัวฝ่าวิกฤตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมโชว์ 2 กลุ่มธุรกิจเทคฯ สายแข็ง เติบโตสวนกระแสโควิด-19…

highlight

  • สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ ชี้แม้ว่าปี 2563 สตาร์ทอัพไทยเติบโตลดลงจากปี 2562 แต่ยังคงมีกลุ่มที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ และมีแนวทางในการปรับรูปแบบธุรกิจได้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้อย่างน่าสนใจ อาทิ การร่วมมือจับคู่สร้างผลิตภัณฑ์ หรือบริการระหว่างสตาร์ทอัพ และธุรกิจขนาดใหญ่ การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจาก B2B ไปสู่ B2C
  • สตาร์ทอัพด้านการศึกษา (EdTech) เติบโตจากอานิสงส์จากการเรียนออนไลน์ของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา และกลุ่มวัยทำงาน รวมถึงสตาร์ทอัพในสาขาเกษตรกรรม (AgTech) เนื่องด้วยความต้องการบริโภคอาหาร และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลง
  • เตรียมวางแนวทางการส่งเสริมสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยด้วยหลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น โครงการ STEAM4INNOVATOR โครงการ Startup Thailand League  ตลอดจนการส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำสตาร์ทอัพ เช่น พื้นที่ทดลองการทำธุรกิจ รวมถึงการส่งเสริมแนวคิดมหาวิทยาลัยสตาร์ทอัพให้กับสถาบันอุดมศึกษาพันธมิตร

NIA ชี้!! ปี 63 สตาร์ทอัพไทยยังแกร่ง ปรับตัวฝ่าวิกฤตได้อย่างต่อเนื่อง

ปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มการท่องเที่ยว (Travel Tech) กลุ่มธุรกิจการจัดอีเว้นท์ และกิจกรรม

รวมถึงธุรกิจในภาคบริการ (Hospitality) ซึ่งส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบมักมีปัญหาจากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การชะลอตัวการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่-นักลงทุน รวมถึงแผนทางธุรกิจที่ยังขาดความชัดเจน จนทำให้การผลิตสินค้าหรือการให้บริการต้องหยุดชะงัก และไม่สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

NIA
ปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

นอกจากนี้ จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดปีที่ผ่านมา ยังทำให้เห็นจำนวนการเติบโตที่ลดลงของสตาร์ทอัพหลากหลายประเภทเมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลต่อทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน

และยังทำให้โอกาสในการก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นของสตาร์ทอัพบางส่วนต้องหยุดชะงัก หรือช้าลง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอีกประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวของต้องดูแลเพิ่มมากขึ้น

“แม้ปริมาณสตาร์ทอัพในประเทศไทยจะมีจำนวนที่ลดลง แต่ยังคงมีบริษัทสตาร์ทอัพที่สามารถอยู่รอดมาได้ เพราะมีแนวทางในการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น การหันมาให้ความสำคัญกับระบบเดลิเวอรี่มากขึ้น การร่วมมือหรือจับคู่สร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการระหว่างสตาร์ทอัพ และธุรกิจขนาดใหญ่ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากเดิมที่เป็น B2B สู่ B2C นอกจากนี้ ยังได้เห็นการปรับตัวในด้านการเตรียมความพร้อมทางธุรกิจที่มากขึ้น

เช่น การเข้าไปปรึกษาเพื่อการวางแผนตลาด และการฟื้นฟูธุรกิจ พัฒนากระบวนการคิดที่มีความเป็นสากล เนื่องจากได้เห็นภาพรวมตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงการเข้าร่วมคอร์สต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อนำไปปรับใช้ได้ทันทีหากกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

NIA

การระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพเติบโตช้าลงเพียงอย่างเดียว เพราะจากการติดตามการดำเนินงานของธุรกิจประเภทนี้พบว่าในบางสาย เช่น สตาร์ทอัพด้านการศึกษา (EdTech) กลับมีแนวโน้มการเติบโตมากกว่าเท่าตัว

โดยได้รับอานิสงส์มาจากการเรียนออนไลน์ในระดับชั้นต่าง ๆ ทั้งที่พัฒนาเพื่อสถานศึกษา เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ และกลุ่มที่พัฒนาเพื่อทบทวนความรู้หลังเลิกเรียนและวันหยุด (เรียนพิเศษ) เป็นผลให้มีหลากหลายผู้เล่นสนใจ และเตรียมพัฒนานวัตกรรมประเภทนี้กันอย่างต่อเนื่อง

NIA

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวไปสู่องค์กร และกลุ่มวัยทำงานที่ต้องการเรียนรู้เทคนิค และกลยุทธ์เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่เดิมที่หลากหลายองค์กรมีการจัดสอน ฝึกอบรม ได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบออนไลน์ และมีเครื่องมือต่าง ๆ

เช่น แอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ที่ช่วยรองรับกิจกรรมนี้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นตัวแปรให้เกิดกลุ่มผู้ใช้และจำนวนตลาดที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

NIA

นอกเหนือจากสตาร์ทอัพด้านการศึกษา อีกธุรกิจที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น คือ สตาร์ทอัพในสาขาเกษตรกรรม (AgTech) เนื่องจากความต้องการบริโภคอาหารและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ การบริโภคโปรตีนจากพืช ผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถเก็บไว้ได้นาน

พร้อมด้วยสตาร์ทอัพที่พัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกร ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวในทิศทางที่ดีขึ้น สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีทั้งการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แพลตฟอร์ม และโซลูชั่นที่ช่วยในด้านการลดต้นทุน

การเพิ่มมูลค่าทางการตลาด การขนส่งสินค้า รวมถึงการปรับปรุงพันธุ์พืช ทั้งนี้ คาดว่าสตาร์ทอัพกลุ่มนี้จะยังคงเติบโตในปีนี้ได้อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณผู้ดำเนินธุรกิจ และการสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป

NIA

“ในปี 2564 เอ็นไอเอ ได้วางแนวทางการส่งเสริมสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจาก เอ็นไอเอ เห็นว่า ในอนาคตกลุ่มเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์และโมเดลธุรกิจที่แปลกใหม่ ประกอบกับที่ผ่านมาเริ่มมีนักศึกษาให้ความสนใจในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จึงได้วางแนวทางสนับสนุนไว้ดังนี้” ปริวรรต กล่าว 

  • โครงการStartup Thailand League (STL) เวทีประกวดรูปแบบธุรกิจนวัตกรรม (Business Model Innovation) ที่สนับสนุนให้นักศึกษาพัฒนาแนวคิดผลิตภัณฑ์ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบธุรกิจนวัตกรรม ช่วยผลักดันการสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีความเข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วผ่านการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ภายใต้ระบบพี่เลี้ยง (Mentor) และยังสามารถขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากโครงการกองทุนยุวชนสตาร์ทอัพ (Youth Startup Fund) ได้อีกด้วย
  • โครงการ STEAM4INNOVATOR เป็นโครงการที่ช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้การทำธุรกิจสตาร์ทอัพตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงขั้นตอนการคิดโมเดลธุรกิจสำหรับเยาวชน ที่นอกจากมุ่งใช้สร้างนวัตกรรมแล้ว ยังสามารถนำไปปรับใช้ในการวิเคราะห์ และหาทางแก้ไขปัญหา ช่วยให้มองปัญหาเป็นโอกาสในการคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
  • การส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำสตาร์ทอัพ เช่น พื้นที่ทดลองการทำธุรกิจ การจับคู่ระหว่างสตาร์ทอัพและนักศึกษาเพื่อให้มีการทดลอง และเรียนรู้งานร่วมกัน รวมถึงการส่งเสริมแนวคิดมหาวิทยาลัยสตาร์ทอัพให้กับสถาบันอุดมศึกษาพันธมิตร เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อผลักดันหลักสูตร และองค์ความรู้ที่จำเป็นสู่การก้าวสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพต่อไป

NIA

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.