เอ็นไอเอ (NIA) เปิด 7 เทรนด์สร้างไทยสู่สายแข็งด้านนวัตกรรม พร้อมย้ำเดินหน้าภารกิจนำไทยสู่ท็อป 30 ชาตินวัตกรรมโลก ด้วย 4 กลยุทธ์ เปิดกว้าง สร้างระบบการเงิน เดินด้วยฐานข้อมูล ปั้นองค์กรสมรรถนะสูง…
highlight

- สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดข้อมูล 7 เทรนด์นวัตกรรมปี 2566 ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่
งขันให้กับไทย และในระดับโลกได้แก่ ขาขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ด้านพลั งงาน การฟื้นสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ ยว และอากาศยาน ผู้เล่นใหม่จากวงการเทคโนโลยี เชิงลึก การกลับมาผงาดอีกครั้งของญี่ปุ่ นด้วยซอฟต์พาวเวอร์ ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์เนื้ อหาจากข้อมูล เข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยี อาหาร และการลงทุนขนานใหญ่ในเทคโนโลยี ความมั่นคง - ตอกย้ำเป้าหมายการขับเคลื่
อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น “ประเทศแห่งนวัตกรรม” และติดอันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้ านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573 ด้วยการเร่งปั้นสตาร์ทอัพและผู้ ประกอบการด้านนวัตกรรม พร้อมส่งเสริมการสร้างระบบนวั ตกรรมแห่งชาติที่เข้มแข็งภายใต้ 4 กลยุทธ์ ได้แก่ พัฒนาระบบนวัตกรรมไทยเป็นระบบที่ เปิดกว้าง พลิกโฉมระบบการเงินนวัตกรรมไทย สร้างระบบข้อมูลเพื่อขับเคลื่ อนนวัตกรรม และองค์กรสมรรถนะสูงที่พร้อมต่ อความเปลี่ยนแปลง
NIA เผย 7 เทรนด์ และ 4 กลยุทธ์ สำคัญสร้างไทยสู่ชาตินวัตกรรมโลก

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า เอ็นไอเอ ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ มีเป้าหมายสูงสุดที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น “ประเทศแห่งนวัตกรรม“ และติดอันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก
ภายในปี 2573 โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือการเร่งปั้นสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมให้สอดรับกับเทรนด์โลก ซึ่งพบว่าในปี 2566 มี 7 เทรนด์นวัตกรรมที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ได้แก่ ขาขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ด้านพลังงาน (New energytech on the rise)

โดยเปลี่ยนจากการใช้พลังงานปิโตรเลียมเป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์แบบเข้มข้น การแปลงพลังงานจากแหล่งความร้อนใต้พิภพ, พลังงานชีวภาพ, พลังงานไฟฟ้า และพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว
ซึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในอนาคตก็คือ ระบบสำรองพลังงานประสิทธิภาพสูง เช่น การสำรองไฟฟ้าสำหรับระบบโครงข่ายพลังงาน เทคโนโลยีสำรองไฟฟ้าแบบวัสดุลิเทียมไอออนขั้นสูง ระบบแบตเตอรี่ทางเลือก เป็นต้น
การฟื้นสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอากาศยาน (Regenerating travel and aviation industries)

แม้ว่าการเปิดประเทศภายหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่รูปแบบการเดินทางและท่องเที่ยวมีการปรับเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการจึงต้องพัฒนาการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ตั้งแต่การพัฒนารูปแบบตลาดที่ลดการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติ
การอำนวยความสะดวก และสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชุมชน รวมถึงการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่อย่าง Workation หรือ Stacation
ในด้านธุรกิจการบินก็ต้องนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการปัญญาการขาดแคลนบุคลากร และทรัพยากรในห่วงโซ่ การให้บริการที่ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนา และบริหารจัดการเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เล่นใหม่จากวงการเทคโนโลยีเชิงลึก (Deeptech startup, a newcomers)

ผู้เล่นใหม่จากวงการเทคโนโลยีเชิงลึก เป็นคำตอบของการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก โดยเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ยากต่อการเลียนแบบ จึงสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนฐานของทรัพย์สินทางปัญญา สามารถผลักดันธุรกิจให้ขยายขสร้างตลาดใหม่ได้ในระดับนานาชาติได้
อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้ใช้หรือนักลงทุนทั้งในกลุ่มเกษตร อาหาร อวกาศ เทคโนโลยีเสมือนจริง เซนเซอร์ ฯลฯ เนื่องจากเป็นผู้ที่สร้างความแตกต่างให้กับวงการเหล่านั้น ทั้งนี้ พบว่าการระดมทุนของธุรกิจดีพเทคเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่ปี 2561 ถึงปี 2565 จาก 15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ เป็น 60 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ
โดยกลุ่มตัวอย่างของนวัตกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Apple วัคซีนโควิด 19 รถไฟฟ้า Tesla ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงพลังของดีพเทคที่อาจจะเป็นคลื่นลูกที่ 4 ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
การกลับมาผงาดอีกครั้งของญี่ปุ่นด้วยซอฟต์พาวเวอร์ (Return of Japan Soft Power)

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความโด่ดเด่นในการใช้ซอร์ฟพาวเวอร์มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่อดีต ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับประเทศในเวทีสากล เช่น การนำซอฟต์พาวเวอร์มากระตุ้นและใช้งานผ่านกิจกรรมโอลิมปิก 2020
โดยนำจุดเด่นของ MAG culture (หนังสือการ์ตูน; manga, อะนิเมะ; anime และ เกม; games) และตัวละครอย่างมาริโอ้ โปเกมอน หรือ โดราเอมอน มาใช้ประโยชน์ในการสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คน ส่วนประเทศไทยภาครัฐได้มีแนวทางการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ภายใต้กรอบ 5F
ได้แก่ Food (อาหาร), Film (ภาพยนตร์ และ วีดิทัศน์), Fashion (ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น), Fighting (ศิลปะการต่อสู้-มวยไทย) และงานเทศกาล (Festival) โดยนวัตกรรมที่คาดว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อน 5F ของไทยที่เห็นได้ชัดคือ NFT (Non-fungible Token)
โดยเฉพาะในตลาดนักสะสมของหายาก และเป็นช่องทางสำหรับศิลปิน และผู้ผลิตผลงานศิลป์หน้าใหม่ ทำให้ระบบนิเวศของผลงานสร้างสรรค์ไทยเติบโตและผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ไทยให้เข้มแข็ง
ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์เนื้อหาจากข้อมูล (Sophisticated AI for data-driven content creation)

ดิจิทัลได้ปฏิวัติภูมิทัศน์สื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงผู้คน และเปิดทางให้กับ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์“ หลายล้านคนเข้ามาสร้างพื้นที่เศรษฐกิจสื่อรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Creator Economy“ โดยเฉพาะผู้สร้างที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ปัจจุบันสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มนุษย์ได้ออกแบบ-สอนไว้ในการสร้างไอเดีย
และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอนเทนท์ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในระดับปัจเจกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56.5 เมื่อเทียบกับการใช้งาน AI ในด้านอื่น นอกจากนี้ AI ยังมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงในมิติอื่น
เช่น Virtual influencer ที่สามารถควบคุม และกำหนดทิศทางการสื่อสารได้ง่ายกว่าการใช้มนุษย์ มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บุคลิกภาพโดดเด่นดึงดูดสายตาไม่ต่างจากนางแบบที่เป็นมนุษย์จริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการรักษาภาพลักษณ์ และลดต้นทุนของแบรนด์ได้อีกด้วย
เข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีอาหาร (Next generation of foodtech)

การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก พฤติกรรมการบริโภคที่เน้นอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้เทคโนโลยีชีวภาพมีส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาทรัพยากรอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหาร ต่อยอดกระบวนการผลิตอาหารให้ตอบโจทย์การลดภาวะโลกร้อนไปพร้อมกับสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนต่อโลก
เช่น เนื้อที่ทำจากพืช, เนื้อสัตว์ที่เพาะในห้องแลป, อาหารจากเครื่องปริ้นสามมิติ, อาหารทางเลือกที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรือผ่านการปรุงแต่งน้อย, อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และอาหารที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดอาหารแห่งอนาคตของโลกในปี 2568 จะมีมูลค่าถึง 0.31 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 51 เมื่อเทียบกับปี 2563
การลงทุนขนานใหญ่ในเทคโนโลยีความมั่นคง (Hyper Spending on Defense Tech)

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารเป็นสิ่งที่หลายประเทศให้ความสำคัญเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง และทางเศรษฐกิจ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์และความมั่นคงข่าวสารทำให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมทางการทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา, จีน, อินเดีย, รัสเซีย และสหราชอาณาจักรที่มีการใช้จ่ายงบประมาณด้านนี้สูงสุด ส่วนนวัตกรรมที่มีความสำคัญได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการบินเหนือเสียง หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอาวุธพลังงานสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงประเทศไทยรัฐบาลก็มีนโยบายในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็น S–Curve ตัวที่ 11 โดยเน้นการส่งเสริม และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use) ที่สามารถนำมาใช้งานได้ทั้งภารกิจด้านความมั่นคง และสำหรับภาคพลเรือนทั่วไปเชิงพาณิชย์

“ในปี 2566 นี้ เอ็นไอเอ จะส่งเสริมนวัตกรรมภายใต้กลยุทธ์การดำเนินงานระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) โดยแบ่งเป็น 4 กลยุทธ์ ได้แก่ พัฒนาระบบนวัตกรรมไทยเป็นระบบที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับเวทีสากล สร้างโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร และการสนับสนุนอย่างทั่วถึง
เพื่อเพิ่มจำนวนธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อประเทศ พลิกโฉมระบบการเงินนวัตกรรมไทย ผ่านการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดระบบการเงินนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม สนับสนุนการเติบโต และเข้าถึงได้ ช่วยให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเติบโต

และมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สร้างระบบข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงระบบด้วยการเชื่อมโยง และใช้ประโยชน์เครือข่ายข้อมูลนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจบนหลักฐานเชิงประจักษ์ของนักนโยบายและผู้ประกอบการในการสร้างและพัฒนานวัตกรรม
และยกระดับ เอ็นไอเอ ให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงระบบนวัตกรรม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการปรับเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัล ปรับใช้มาตรฐานการบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร” ดร.พันธุ์อาจ กล่าว

เอ็นไอเอ จะเปลี่ยนบทบาท “สะพานเชื่อม“ (System Integrator) สู่ “ผู้อำนวยความสะดวกทางนวัตกรรม“ (Focal Facilitator) เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความเข้มแข็งของพื้นที่ และการพัฒนาศักยภาพและการเติบโตของสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน
รวมถึงเร่งผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น “ประเทศแห่งนวัตกรรม“ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยให้มีความเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลก

“คาดการณ์ว่าปี 2566 ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าทางนวัตกรรมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะมิติด้านเทคโนโลยีเชิงลึก และการท่องเที่ยว โดยคาดว่าผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลกยังมีโอกาสก้าวไปสู่อันดับที่ดีขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 43 โดยมีปัจจัยส่งเสริมคือ กลุ่มปัจจัยด้านระบบธุรกิจโดยเฉพาะสัดส่วนค่าใช้จ่ายมวลรวมด้านวิจัย และพัฒนาที่ลงทุน
โดยองค์กรธุรกิจ (อันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3) ซึ่งสะท้อนให้เห็นการลงทุนของภาคเอกชนไทยที่มุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรมมากขึ้น และกลุ่มปัจจัยผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ที่ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น 6 อันดับ (อันดับที่ 49) โดยมีจุดแข็งด้านการส่งออกสินค้า และบริการเชิงสร้างสรรค์ (อันดับที่ 1)
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยขยายตัวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น การเปิดพื้นที่ทดลองธุรกิจสำหรับภาคเอกชน โครงการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ตลอดจนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจอาชีพ และธุรกิจนวัตกรรม
ซึ่ง เอ็นไอเอ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ทุกเป้าหมายก้าวไปสู่เวทีนานาชาติ” ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติม

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























