ภัยไซเบอร์ไทยวิกฤต! ซินโนโลจี้ (Synology) เผยสถิติแรนซัมแวร์ปี 2569 ไทยถูกโจมตีทะลุ 109,000 ครั้ง สูงสุดในอาเซียน โดยภาคธุรกิจเผชิญการโจมตีเฉลี่ย 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 164% เจาะลึกกลยุทธ์ “Cyber Resilience” แนวทางสำคัญที่ทุกองค์กรต้องเร่งปรับใช้เพื่อความอยู่รอดในยุคดิจิทัลอันตราย…
ไทยครองแชมป์อาเซียน! Synology เผยสถิติแรนซัมแวร์พุ่ง 1.09 แสนครั้ง ธุรกิจไทยอ่วม เจอโจมตีหนักกว่าโลก 164%
ซินโนโลจี้ (Synology) เผยธุรกิจไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบการโจมตีมากกว่า 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 164% ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีมูลค่าแตะ 4.8 ล้านล้านบาท และเติบโตเร็วกว่าจีดีพีมากกว่า 2 เท่า
สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญที่องค์กรต้องบริหารทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน สถิติแรนซัมแวร์ในประเทศไทยพุ่งทะลุ 109,000 ครั้ง สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้องค์กรต้องเร่งปรับกลยุทธ์จาก “การป้องกัน” ไปสู่ “การพร้อมรับมือ และกู้คืน”
โดยมีแนวโน้มการใช้งาน Hybrid–Multi Cloud และการบริหารจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ ก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กรยุคดิจิทัล

แอนโทนี่ หยาง หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด กล่าวว่า เมื่อองค์กรก้าวเข้าสู่ปี 2569 ความต่อเนื่องทางธุรกิจไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้ระบบยังคงทำงานได้ แต่คือความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่สะดุด แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภูมิภาคยังคงเร่งตัว ซึ่งแม้จะเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจ แต่ก็เพิ่มระดับความเสี่ยงด้านไซเบอร์อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่คาดว่าจะมีมูลค่าแตะกว่า 4.8 ล้านล้านบาท และเติบโตเร็วกว่าภาพรวม GDP ของประเทศมากกว่า 2 เท่า
สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าระบบดิจิทัลกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและคลาวด์มาใช้ ส่งผลให้ข้อมูล และระบบงานกระจายอยู่ในหลายสภาพแวดล้อม เพิ่มความซับซ้อนทั้งด้านการบริหารจัดการ และการปกป้องข้อมูล
โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า นอกจากการโจมตีเฉลี่ย 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์แล้ว ประเทศไทยยังพบเหตุการณ์ไซเบอร์มากกว่า 1,000 กรณีในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 โดยภัยคุกคามหลักยังคงเป็นแรนซัมแวร์ การรั่วไหลของข้อมูล และการโจมตีผ่านข้อมูลรับรองผู้ใช้งาน

“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ”
ปรับกลยุทธ์องค์กร เมื่อ “การป้องกันอย่างเดียว” ไม่เพียงพอ
บทเรียนจากปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ในประเทศไทยช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าภัยไซเบอร์ไม่ได้เป็นความเสี่ยงที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป โดยมีการตรวจพบเหตุการณ์แรนซัมแวร์มากกว่า 109,000 ครั้ง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นความจริงที่องค์กรต้องยอมรับว่า สำหรับหลายองค์กรนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนแนวทางการปกป้องข้อมูลอย่างจริงจัง
โดยรูปแบบการโจมตีมีความซับซ้อนมากขึ้น และเริ่มมุ่งเป้าไปยัง “ระบบสำรองข้อมูล” ซึ่งเคยเป็นแนวป้องกันสุดท้ายขององค์กร ในบริบทนี้ แนวทางสำรองข้อมูลแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากองค์กรต้องดูแลข้อมูลที่กระจายอยู่ทั้งใน on-premises, คลาวด์ และ SaaS
ส่งผลให้การบริหารจัดการ และการกู้คืนมีความซับซ้อนมากขึ้นองค์กรจำนวนมากจึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองจาก “การป้องกันทั้งหมด” ไปสู่ “การกู้คืนได้อย่างรวดเร็ว” ซึ่งกลายเป็นหัวใจของความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Cyber Resilience)

โครงสร้างข้อมูลยุคใหม่ รองรับ Hybrid–Multi Cloud
การเตรียมความพร้อมขององค์กรในปี 2569 จึงมุ่งไปที่การสร้างโครงสร้างข้อมูลที่ยืดหยุ่น รองรับสภาพแวดล้อมแบบ Hybrid และ Multi-Cloud ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรต้องบริหารทั้งระบบภายใน เครื่องเสมือน แอปพลิเคชัน SaaS และคลาวด์สาธารณะ
ทำให้ “การมองเห็นข้อมูลจากศูนย์กลาง” และการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกันมีความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน “ความน่าเชื่อถือของข้อมูล” หรือ Data Integrity กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรับมือแรนซัมแวร์ โดยมีการนำเทคโนโลยี เช่น Immutable Storage การตรวจจับความผิดปกติ
และการตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ มาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสามารถกู้คืนและใช้งานได้จริง นอกจากนี้ ความสามารถในการขยายระบบ (Scalability) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพิ่มภาระในการบริหารจัดการ

ดัน Cyber Resilience สู่ความได้เปรียบทางธุรกิจ
ซินโนโลจี้ มองว่า ในเศรษฐกิจดิจิทัล “ข้อมูล” คือรากฐานของนวัตกรรม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และประสบการณ์ลูกค้า องค์กรที่สามารถปกป้องและกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความเชื่อมั่นของลูกค้า
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว โซลูชันอย่าง ซินโนโลจี้ “ActiveProtect Appliance” ได้รับการพัฒนาให้รวมความสามารถด้านการบริหารจัดการ การป้องกัน และการขยายระบบไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ให้กับองค์กรในระยะยาว
“Cyber Resilience” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านความปลอดภัย แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในยุคดิจิทัล

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ซินโนโลจี้ “ActiveProtect” ได้ที่ https://sy.to/j4hpa
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























