ศาลแพ่ง ยัน ห้ามนายกฯ ไม่สามารถช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ตามมาตรา 9 ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับที่ 29) คุมสื่อ และประชาชน พร้อมตัดเน็ต หรือ Block IP Address จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ชี้ชัดการใช้อำนาจดังกล่าว ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ด้าน รัฐบาลฯ ดิ้นพร้อมเตือน!! สื่อ “ยังมีกฏหมายข้ออื่นบังคับใช้คุมสื่อ”…
ศาลแพ่ง ยัน!! นายก ไม่มีอำนาจในการ Block IP Address สื่อ และประชาชน
หลังจากที่รัฐบาลได้ มีการออกมาประกาศ พรก. ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 โดยระบุใจความได้ว่า ห้ามนำเสนอข่าวเจตนาบิดเบือน-ข่าวที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว มอบอำนาจให้กสทช. ระงับ IP Address หรือ Block IP Address ผู้ฝ่าฝืนได้ทันที ในช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา
และมอบอำนาจให้ กสทช. (NBTC) สามารถระงับ IP Address ผู้ฝ่าฝืนได้ทันที ผู้บริการใดไม่ปฏิบัติตาม ให้ กสทช. ประสานผู้ให้บริการระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน ดังกล่าวได้สร้างคำถามเกี่ยวกับการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร และการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

จนทำให้ทาง สื่อมวลจนหลายแห่งไม่สามารถยอมรับได้ อาทิ สมาพันธ์สื่อไทยเพื่อประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเพิกถอนคำสั่งใน ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 27) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2564
ซึ่งข้อ 11 ระบุว่า “มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า… การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นความผิดตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548″ และ ข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่29)
ซึ่งกำหนดให้ให้ กสทช.มีอำนาจระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี ( IP Address) ของผู้ที่กระทำความผิดตามที่ระบุ

ข้อ 1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จดังเหตุผล และความจำเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว
ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสิบสองและประชาชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อกำหนดฯ ที่ระบุว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิ และเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ทั้งข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวดามข้อกำหนดขอดังกล่าวนั้น มีลักษณะไม่แน่ชัด และขอบเขตกว้าง ทำให้โจทก์ทั้งสิบสอง ประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็น และสื่อสารตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติคุ้มครองไว้
นอกจากนี้ยังเป็นการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุดคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญฯ ทั้งข้อกำหนดดังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสิบสอง หรือประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ตามความในมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2544
ส่วนข้อกำหนดฯ ข้อ 2 ที่ให้อำนาจระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP address) ที่มีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารในอินเทอร์เน็ตที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ไม่ปรากฏว่ามาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี
ออกข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) และรัฐสั่งปิดพื้นที่หรือล๊อกดาวน์จำกัดการเดินทาง
หรือการพบปะระหว่างบุคคล ทั้งข้อกำหนดข้อดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต สำหรับการกระทำครั้งที่เป็นเหตุแห่งกรระงับให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตในอนาคตด้วย ปิดกั้นการสื่อสารของบุคคล และเป็นการปิดกั้นสุจริตชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว ไม่ต้องด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญฯ
การให้ข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปอาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรมและสมควรในการนำวิธีชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้เพื่อเป็นการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าว
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาตรา 255 (2) (ง) ประกอบมาตรา 267 วรรคหนึ่ง และการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่นำเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือแก่ประโยชน์สาธารณะ เพราะยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความ
หรือข่าวสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ในการกำกับเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้เพื่อการรู้เท่าทัน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ด้วย
“จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 29) เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น“

แม้ว่าดูเหมือนจะเป็นชัยชนะของ สื่อ และประชาชน แล้วแต่ล่าสุดฝั่ง รัฐบาลฯ โดย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชน ว่า “แม้ศาลสั่งออกมาจะทำอย่างไรได้ก็ต้องคุ้มครอง ชั่วคราว แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นการออกกฎหมายที่ผิดพลาด
อีกทั้งคำสั่งศาลเป็นการคุ้มครองขั่วคร่าว คงต้องรอดูว่าสุดท้ายปลายทางถึงที่สุดแล้วศาลจะสั่งอย่างไร วันนี้สื่อสามารถดำเนินการได้ปกติ เพียงแต่ว่าอย่าให้ผิดกฎหมายอื่นแล้วกัน เพราะมันยังมีกฎหมายอื่นอีกเยอะที่ศาลบอกเอาไว้”
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.pexels.com
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























