การ์ทเนอร์ (Gartner) ชี้ 4 เทรนด์สำคัญกำหนด Future of Work ยุค AIคาดใน 3 ปี พนักงาน 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างโดย AI จะถูกจ้างกลับมาทำงานใหม่…
highlight
การ์ทเนอร์ เปิดเผย 4 เทรนด์สำคัญ shaping Future of Work ในยุค AI พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า พนักงาน 30% ขององค์กรที่เคยถูก AI เลิกจ้างกลับมาทำงานใหม่ หลังพบการปลดพนักงานกระทบต่อทักษะ และองค์ความรู้สำคัญของธุรกิจ สะท้อนชัด AI มีไว้เสริมศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทน
Gartner เผย 4 เทรนด์อนาคตการทำงาน คาด 30 % ของพนักงานที่ถูก AI แทนที่ จะถูกจ้างกลับมา
การ์ทเนอร์ เปิ ดเผยว่าขณะที่เทคโนโลยีปั ญญาประดิษฐ์ ( AI) ยังคงเร่งสปีด และเพิ่มประสิทธิ ภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องเตรี ยมพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำคัญ เพื่ อรับมือโลกการทำงานในอนาคต
โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์
โทรี พอลแมน ( Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ ทเนอร์ กล่าวว่า เมื่อผู้บริหารธุรกิจ และไอที มองย้อนกลับไปยุคเริ่มต้น AI พวกเขาจะพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่สุด นั่นคือ การคิดว่าเป้าหมาย AI คือการเอามาทำงานแทนคน ทั้งที่โอกาสแท้จริง
คื อ การนำมาเสริมศักยภาพให้กับที มงานต่างหาก ความได้เปรียบในการแข่งขั นจะตกเป็นของผู้บริหารที่ สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรั บกับยุค AI ได้อย่างแท้จริง และมูลค่า AI จะทวีคูณขึ้นจากการปรับเปลี่ ยนบทบาทการทำงาน และทลายกรอบกระบวนการทำงานแบบเดิ ม ช่วยเพิ่มความเร็ว และลดอุ ปสรรคการขับเคลื่อนธุรกิจ
คาด 3 ปี พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจาก AI จะกลับมาทำงานใหม่
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2572 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ ราว 30% จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อี กครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนสูงกว่าเดิ มอย่างเห็นได้ชัดให้กับองค์กร แม้การลดขนาดทีมงานจะช่วยสร้ างผลกำไรทางการเงินระยะสั้นให้ องค์กร
แต่เป็นการทำลายกระบวนการคั ดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Pipelines) และทำให้องค์ความรู้ที่ สะสมภายในองค์กรถูกลบเลือนไป ประกอบกับอัตราการเติบโตของกำลั งแรงงานทั่วโลกที่เริ่มทรงตั ว หรือลดลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุ คลากรที่มีทักษะตรงตามความต้ องการขององค์กรนั้นจะยิ่งทวี ความรุนแรง ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ต้นทุ นการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้ าทำงานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
“ผู้บริหารธุรกิจ และไอทีที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน เสี่ยงที่จะปลดพนักงานรวดเร็ ว และมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่ อความสามารถในการพัฒนานวั ตกรรมเพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ รวมถึงการลงแข่งในตลาดใหม่ ๆ ขณะที่ AI ยังพัฒนารุดหน้าไปอย่างต่อเนื่ อง ดังนั้นผู้บริหารควรหันมาใช้ กลยุทธ์
“ การปรับสัดส่วนบุคลากร ” (Talent Remix) โดยนำ AI มาช่วยปรับบทบาทหน้าที่ และโยกย้ายทีมงานจากงานที่สร้ างผลผลิตได้น้อย ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่มีมูลค่ามากกว่าแทน “ Paulman กล่าวเพิ่มเติม รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนใน AI
ยุคแรกเริ่มก้าวเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นจุดที่กระแสความนิยมเริ่ มลดลง ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจึ งไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่ อไป แต่คือการใช้ AI เข้ามาขยายขีดความสามารถทางด้ านสติปัญญา เพิ่มความเชี่ยวชาญ และไอเดียสร้ างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับมนุษย์ต่างหาก ” Paulman กล่าว
รูปที่ 1 : วงจรเทคโนโลยีสำหรับอนาคตการทำงาน ปี 2569 ที่มา : การ์ทเนอร์ (กันยายน 2569)
Gartner Hype Cycle นำเสนอภาพสะท้อนระดับการเติ บโต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนศักยภาพในการแก้ไขปั ญหาทางธุรกิจจริง และการต่ อยอดโอกาสใหม่ ๆ โดยแนวทางวิจัยของ Gartner Hype Cycle ช่วยให้เห็นทิศทางการพั ฒนาของเทคโนโลยีตามช่วงเวลา
จึงเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่ แม่นยำ และน่าเชื่อถือสำหรับผู้ บริหาร เพื่อวางแผนปรับใช้เทคโนโลยีให้ ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้ ตรงจุด เพื่อนำพาองค์กรก้าวพ้ นสภาวะการเปลี่ ยนแปลงของตลาดแรงงานระหว่างมนุ ษย์กับ AI ผู้บริหารธุรกิจ และไอทีต้องพิ จารณาการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ ที่อาจส่งผลต่อวิธีการทำงาน และจุดที่องค์กรจะสร้างมูลค่ าเพิ่ม ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงที่ 1 : สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้คนทำงาน ( Expand Human Capability Through the Human-AI Relationship)
เมื่อ AI วิวัฒนาการกลายมาเป็น Toolmate องค์กรจำเป็นต้องสร้างรู ปแบบการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้ งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถมนุ ษย์พร้อมรักษาความรับผิ ดชอบในผลงานไว้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จที่สุ ดจะใช้ AI เพื่อเสริมสร้างการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ
และการตัดสินใจของพนั กงานมากกว่าที่จะนำมันมาใช้เพื่ อทดแทน เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่ อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ : AI Avatar of the Employee , AI Toolmate , Digital Coaching Applications , Employee Digital Twin และ Emotion AI
การเปลี่ยนแปลงที่ 2 : ห นุน AI –Ready Workforce โดยมุ่งเน้น “การปรับตัว ” มากกว่าแค่ “นำมาใช้งาน ” (Empower an AI-Ready Workforce That Adapts, Not Just Adopts)
สปีดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อย่างก้าวกระโดด กำลังเผยให้เห็นถึงช่องว่างครั้ งใหญ่ ทั้งในเรื่องทักษะ ความสามารถในการปรับตั วและความพร้อมของบุคลากร ส่งผลให้องค์กรยุคนี้ต้องการพนั กงานที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกันข้ามสายงานได้ อย่างไม่สะดุด และเติบโตไปกับบทบาทหน้าที่
ที่ มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรั บอนาคตจะลงทุนพัฒนา AI Literacy ให้กับพนักงาน , นำ AI มาใช้บริหารจัดการทักษะ , เสริมสร้างความคล่องแคล่วทางดิ จิทัล ( Digital Dexterity) รวมถึงวิเคราะห์รู ปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมส่งเสริมผู้บริหารให้มี ความเชี่ยวชาญ AI
การเปลี่ยนแปลงที่ 3 : การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และ การตีความจะลึกยิ่งขึ้น ( Deepen Context, Judgment and Meaning)
เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปผสานกั บกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรยิ่งต้องเผชิญความเสี่ ยงสูงขึ้นที่บริบทของการทำงาน การใช้วิจารณญาณของมนุษย์ และความรู้สะสมในองค์กร ( Institutional Knowledge) อาจสูญหายไป บริษัทที่พร้อมรับมือกับอนาคตจึ งต้องออกแบบระบบที่ช่วยยกระดั บคุณภาพการตัดสินใจ
โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกั บดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจวิธีปฏิบั ติ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและที่ มาของกระบวนการทำงานนั้น ๆ อย่างแท้จริง เทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้ านเทคโนโลยีสารสนเทศ CIO ควรพิจารณา
ได้แก่ อินเทอร์เฟซที่ให้มนุษย์โต้ ตอบกับระบบ ( Conversational user interfaces), แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่ อการตัดสินใจ ( Decision intelligence platforms) และหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI เป็นผู้สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ ประกอบ (Generative UI)
การเปลี่ยนแปลงที่ 4 : วางรากฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ มทวีคูณ ( Build a Foundation for Compound Value)
ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่ แค่การนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับการสร้ างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้การปรั บใช้ AI ให้เหมาะสมในแต่ละยูสเคสการใช้ งานเพื่อให้ดำเนินไปได้อย่ างรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และปลอดภัยยิ่งกว่ าเดิม
การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นแต่การเก็บเกี่ ยวผลประโยชน์จากผลผลิต AI ในรูปของการลดต้นทุนจะถูกบดบั ง และแพ้ให้กับคู่แข่งที่ นำผลกำไรเหล่านั้นไปลงทุนต่ออย่ างจริงจังทั้งในด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมั ย และการยกระดับทักษะแรงงาน
โดยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ผู้บริหารรับมือการเปลี่ ยนแปลงนี้ ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขั บเคลื่อนด้วย AI (AI-powered wearables), โมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้ างสรรค์เฉพาะโดเมน ( Domain-specific GenAI models), ระบบ AI ที่ผสานรวมเข้ากับระบบกายภาพเพื่ อให้รับรู้ และโต้ตอบกั บโลกความจริงได้ (Embodied AI) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI Agents เป็นผู้ลงมือเขียนโค้ด (Vibe coding)
ส่วนขยาย
* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว)
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th