การ์ทเนอร์ (Gartner) เปิดรายงานล่าสุด เผย 4 ภัยคุกคามสำคัญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่กำลังทวีความรุนแรง พร้อมแนะแนวทางผู้นำเทคโนโลยีเร่งปรับแผนรับมือเชิงรุกอย่างเร่งด่วน…
Gartner เผย 4 ภัยคุกคามสำคัญ ที่ผู้นำไซเบอร์ซีเคียวริตี้ต้องปรับแผนรับมืออย่างเร่งด่วน

การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีภัยคุกคามสำคั
การโจมตีด้วยพรอมต์ (Prompt Injection) และภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุ
- การจำแนกภัยคุกคาม โดยพิจารณาจากคุณภาพ และปริมาณข้อมูล ที่เรียกว่า “สัญญาณภัยคุกคาม” หรือ Threat Signal ที่มีอยู่
- การประเมินภัยคุกคาม โดยอิงจากความสามารถขององค์กรในการจัดการกับภัยคุกคามนั้น ๆ และการประเมินว่าผู้โจมตีเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบอยู่หรือไม่

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มิถุนายน 2569)
จอห์น วัตตส์ (John Watts) รองประธานนักวิเคราะห์การ์
โดยผู้นำไซเบอร์ซีเคียวริตี้
การโจมตีไปที่แอปพลิเคชัน AI (AI Application Compromise)

การโจมตีแอปพลิเคชัน AI ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภัยคุ
การเชื่อมต่อกับระบบภายนอก หรือ Third-party integrations และแอปพลิเคชันเฉพาะสำหรับพนั
“ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้จำเป็
ของการ์ทเนอร์มาปรับใช้ จะช่วยให้ทีมไซเบอร์ทราบว่
การรักษาความปลอดภัยให้แอปพลิ
สำหรับรับมือกับภัยคุ
นอกจากนี้ ควรยกระดับความปลอดภัยข้อมูลโดย
การปลอมแปลงตัวตนด้วยดีปเฟก (Identity Impersonation Using Deepfakes)

การมาถึงของ GenAI ทำให้ปริมาณ ความสมจริง และการเข้าถึงเครื่องมือสร้างดีปเฟกเพิ่มขึ้นมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเสียง วิดีโอ หรือภาพ ทั้งในรูปแบบของสื่อที่บันทึกไว้ล่วงหน้าหรือสร้างขึ้นเรียลไทม์ เหตุนี้จึงเพิ่มโอกาสให้แฮกเกอร์สามารถปลอมแปลงตัวตนเพื่อโจมตีในหลากหลายช่องทาง
ดีปเฟกยังสามารถนำมาใช้โจมตีระบบตรวจสอบตัวตนด้วยชีวมิติ (Biometric Authentication เช่น การสแกนหน้า/เสียง), ใช้ร่วมกับกลอุบายวิศวกรรมทางสังคม (Social Engineering) เพื่อพุ่งเป้าหลอกลวงพนักงานแบบเรียลไทม์ และใช้แทรกซึมหรือหลอกลวงกระบวนการสรรหาบุคลากรได้
“การใช้ดีปเฟกของผู้โจมตียังพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเรื่องปกติแล้วเพื่อทำให้การหลอกลวงแบบ Phishing ตรวจจับได้ยากขึ้น ไม่มีมาตรการควบคุมทางไซเบอร์เพียงหนึ่งเดียวที่จะปกป้องคุณได้ทั้งหมด ดังนั้นองค์กรจึงควรเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระบวนการทางธุรกิจ การยกระดับความตระหนักรู้ของบุคลากร และการติดตั้งเทคโนโลยีตรวจจับดีปเฟกเท่าที่จะทำได้อย่างบูรณาการ” วัตตส์ กล่าว
ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ต้องมองให้ไกลไปกว่า “การตรวจจับดีปเฟก” แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดเพื่อปกป้องความถูกต้องของการสื่อสารเรียลไทม์ รวมถึงกระบวนการตรวจสอบ และยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติ โดยพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้
- สร้างกลยุทธ์การลดความเสี่ยงที่ยืดหยุ่น : พึงระลึกไว้ว่า ลำพังแค่เทคโนโลยีตรวจจับดีปเฟกนั้นไม่เพียงพอที่จะป้องกันการโจมตีด้วยการปลอมแปลงตัวตน แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การควบคุมความปลอดภัยแบบเป็นชั้น ๆ หรือ Layers of Controls ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามยูสเคสการใช้งาน
- ปกป้องการยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติ : มุ่งเน้นไปที่การตรวจจับการโจมตีแบบ Presentation Attack อาทิ การใช้รูปหรือหน้ากากหลอกกล้อง และ Injection Attack อาทิ การสอดแทรกข้อมูลภาพ/เสียงเข้าไปในระบบโดยตรง ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์สัญญาณเชิงบริบท (Contextual Signals)
- รักษาความปลอดภัยการประชุมออนไลน์ : บังคับใช้นโยบายการเข้าถึงแบบมีเงื่อนไข (Conditional Access Policies) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมต้องยืนยันตัวตนอย่างแน่นหนา และทำการวิเคราะห์ข้อมูล Metadata ของการโทรนั้น ๆ
ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ (Software Supply Chain Threats)

“วิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์ GenAI จะยิ่งเร่งให้เกิดแนวโน้มการโจมตีห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ผ่านช่องโหว่ในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สรวดเร็วยิ่งขึ้น องค์กรต่าง ๆ ต้องสร้างระบบขึ้นทะเบียนส่วนประกอบซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ หรือที่เรียกว่า Trusted Component Registries, พร้อมยกระดับความปลอดภัยในกระบวนการสร้าง และส่งมอบซอฟต์แวร์ (CI/CD Pipelines) รวมถึงการสร้างระบบตรวจจับ และตอบสนองต่อความผิดปกติในเชิงปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง” วัตตส์ กล่าว
ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ควรจัดทำบัญชีรายชื่อสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ทั้งหมดให้ครอบคลุม พร้อมทั้งบูรณาการระบบควบคุมที่เข้มงวดในทุก ๆ ขั้นตอนของการพัฒนา โดยมาตรการเหล่านี้จะช่วยป้องกันภัยคุกคามใหม่ ๆ ที่พุ่งเป้าไปที่ทั้งแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิม และกระบวนการทำงาน AI สมัยใหม่ โดยผู้บริหาร CISO ควรดำเนินการ ดังนี้
- กำหนดให้ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ต้องส่งมอบเอกสาร SBOM ย่อมาจาก Software Bill of Materials หมายถึง รายการส่วนประกอบซอฟต์แวร์ และ AIBOM ย่อมาจาก AI Bill of Materials หมายถึง รายการส่วนประกอบของ AI พร้อมประเมินความเสี่ยงของทุกชิ้นส่วนโดยใช้เครื่องมือที่มีฐานข้อมูลภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ที่อัปเดตล่าสุด ก่อนนำไปติดตั้งใช้งาน
- ใช้คลังจัดเก็บโค้ดที่ผ่านการตรวจสอบ และคัดสรรแล้ว สำหรับโค้ดจากภายนอก, Container Images หรือไฟล์คงที่ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแบบแผนสำหรับการสร้างคอนเทนเนอร์ซอฟต์แวร์ และโมเดล AI รวมถึงบังคับใช้ระบบป้องกันการแก้ไขโค้ด (Branch Protection) ในคลังเก็บโค้ด
- ลงนามดิจิทัลเข้ากับส่วนประกอบของซอฟต์แวร์ในขั้นตอนการพัฒนา บังคับใช้ระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงเท่าที่จำเป็น (Least-Privilege) ในระบบ Build และคอยตรวจสอบกิจกรรมการทำงานขณะรันไทม์ของเครื่องมือเอเจนต์อัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง
การโจมตีด้วยพรอมต์ (Prompt Injection)
การโจมตีด้วยพรอมต์ หรือ Prompt Injection เป็นภัยคุกคามไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปที่ระบบ AI โดยเฉพาะระบบที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ผู้โจมตีจะทำการปรับแต่งหรือแทรกคำสั่ง (Prompts) เพื่อบิดเบือนพฤติกรรมโมเดล
ส่งผลให้โมเดลทำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนรั่วไหลออกมา ทำสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือข้ามผ่านระบบควบคุมความปลอดภัย ยิ่งองค์กรต่าง ๆ หันมาใช้ GenAI มากขึ้น ความเสี่ยงของ Prompt Injection ก็ยิ่งขยายตัว จนกลายเป็นวิกฤตที่ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้มองข้ามไม่ได้เลย
เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคาม Prompt Injection ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ควรใช้กลยุทธ์การป้องกันแบบเป็นชั้น ๆ ซึ่งรวมถึงการทดสอบความปลอดภัยของ AI เพื่อค้นหาช่องโหว่เชิงรุก, การกำหนด “คำสั่งเชิงระบบ” (System Prompts) ที่แข็งแกร่งเพื่อควบคุมพฤติกรรม AI และติดตั้งระบบคัดกรองพฤติกรรม AI ขณะรันไทม์ (AI Runtime Guardrails) เพื่อคอยตรวจสอบ และบล็อกกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยผู้บริหาร CISO สามารถดำเนินงานสำคัญ ๆ ได้ ดังนี้
- นำระบบตรวจสอบ และล้างข้อมูลอินพุตมาใช้ (Input Validation and Sanitization)เพื่อกรองคำสั่งที่อาจแฝงประสงค์ร้ายออกไปก่อนส่งให้ AI
- จัดตั้งระบบตรวจสอบ และแจ้งเตือน (Monitoring and Alerting) สำหรับตรวจสอบพฤติกรรมของ AI ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบถูกโจมตีด้วย Prompt Injection สำเร็จแล้ว
- ผสานการทดสอบ Prompt Injection เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการพัฒนาระบบ AI (AI System Development Lifecycle)
- นำผลลัพธ์จากการทดสอบ มาปรับปรุง และพัฒนาเครื่องมือควบคุมความปลอดภัยขณะรันไทม์ (Runtime Controls) ให้ดียิ่งขึ้น
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























