Nuvola Media ชี้แนวคิดรับมือวิกฤตสภาพอากาศ ต้องเริ่มจากการจำลองเหตุวิกฤต

Nuvola Media

รู้ก่อนเกิดเหตุ! นูโวลา มีเดีย (Nuvola Media) ชี้ทางรอดรับมือวิกฤตสภาพอากาศ ต้องเริ่มจากการจำลองสถานการณ์จริงด้วย AI และข้อมูลเรียลไทม์ เพื่อการวางแผนป้องกันที่แม่นยำ และรวดเร็ว…

Nuvola Media ชี้แนวคิดรับมือวิกฤตสภาพอากาศ ต้องเริ่มจากการจำลองเหตุวิกฤต พร้อมดันเมืองอัจฉริยะสู่ Predictive City

Nuvola Media
เฟลิกซ์ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นูโวลา มีเดีย

เฟลิกซ์ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นูโวลา มีเดีย ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ด้านการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนรุนแรงขึ้น โดยความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังขยายวงไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ

พร้อมเสนอให้ประเทศไทยเร่งยกระดับเมืองอัจฉริยะจากการ “เฝ้าระวัง” ไปสู่การ คาดการณ์ และรับมือแบบเรียลไทม์ ด้วยการผสาน AI ข้อมูลการสัญจร และ Digital Twin เข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งอ้างอิงการจัดอันดับของ Germanwatch ระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับมาอยู่ที่อันดับ 17 ของโลกในปี 2569 จากอันดับ 72 ในปี 2565

ขณะที่ธนาคารโลกเตือนว่า หากประเทศไทยขาดความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลให้ GDP ลดลงประมาณ 7-14% ภายในปี 2593 จากหลายปัจจัย ทั้งประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง ความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจปฐมภูมิ รวมถึงความเสี่ยงต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและฐานการผลิตเพื่อการส่งออก

“การรับมือกับโจทย์ดังกล่าวไม่สามารถพึ่งพาเพียงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่จำเป็นต้องใช้ ข้อมูลดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ เข้ามาช่วยให้เมืองสามารถมองเห็นสถานการณ์ล่วงหน้า และเข้าใจว่าประชาชนจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต” เฟลิกซ์ กล่าว

Nuvola Media

จาก Digital Twin แบบภาพนิ่ง สู่เมืองที่ “คาดการณ์” ได้

ปัจจุบันเมืองขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง กรุงเทพมหานคร ยังคงใช้เทคโนโลยีอย่าง GIS และ 3D Digital Twin เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์พื้นที่และประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ

อย่างไรก็ตาม เฟลิกซ์มองว่า จุดอ่อนสำคัญของโมเดลแบบเดิมคือสามารถจำลอง “สภาพแวดล้อม” ได้ แต่ยังไม่สามารถสะท้อน “พฤติกรรมของมนุษย์” ได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเกิดภัยพิบัติที่ประชาชนอาจตัดสินใจแตกต่างจากสถานการณ์ปกติ

แม้ระบบ Digital Twin จะสามารถแสดงข้อมูล เช่น ดัชนีเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island : UHI) ระดับน้ำใต้ดิน หรือข้อมูลเชิงพื้นที่อื่น ๆ ได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับตอบคำถามสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้คนจะเดินทางไปทางไหน จะเกิดจุดคอขวดตรงใด และโครงข่ายคมนาคมจะรองรับการอพยพได้หรือไม่

“ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การรู้ว่าจุดไหนมีความเสี่ยง แต่ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อเกิดวิกฤต ผู้คนจะเคลื่อนที่ และตอบสนองอย่างไร” เป็นโจทย์ที่ภาคเมืองต้องเร่งพัฒนา หากต้องการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากเชิงรับไปสู่เชิงรุก

Nuvola Media

Data Silos ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เมืองรับมือวิกฤตได้ช้า

จากประสบการณ์ของ นูโวลา มีเดีย พบว่า อีกหนึ่งภัยเงียบที่ส่งผลต่อทั้งความปลอดภัยของประชาชนและความต่อเนื่องทางธุรกิจ คือ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย และระบบของแต่ละหน่วยงานที่ทำงานแยกจากกัน

ในสถานการณ์วิกฤต หากระบบนำทาง หรือระบบจัดการจราจรแนะนำให้ประชาชนจำนวนมากใช้เส้นทางเดียวกัน อาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของผู้คนและยานพาหนะ จนกลายเป็นคอขวด กีดขวางเส้นทางของหน่วยกู้ภัย และสร้างผลกระทบต่อธุรกิจในพื้นที่ตามมา

ปัญหายิ่งซับซ้อนเมื่อพิจารณาถึงประชาชนกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งมีข้อจำกัดในการปรับตัวต่อภัยพิบัติ เนื่องจากต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะ และห่วงโซ่อุปทานที่มีความเปราะบางมากกว่า

ดังนั้น การบริหารเมืองแบบต่างคนต่างทำจึงอาจทำให้ผู้บริหารต้องเข้าสู่โหมด “ตั้งรับ” และแก้ปัญหาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะสามารถคาดการณ์ และเตรียมทรัพยากรล่วงหน้าได้

Nuvola Media

ผสานข้อมูลการเดินทาง สร้างระบบพยากรณ์ภัยพิบัติ

เฟลิกซ์เสนอว่า เมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการดูข้อมูลเชิงพื้นที่แบบคงที่ ไปสู่การ จำลองพฤติกรรมของประชากรแบบไดนามิก พร้อมทลายกำแพง Data Silos ระหว่างภาครัฐและเอกชน

แนวทางดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยการนำข้อมูลหลายรูปแบบเข้ามาประกอบกัน เช่น ข้อมูลตำแหน่งมือถือแบบเรียลไทม์ ข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ โครงข่ายการเดินทาง และวงจรการให้บริการของระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อสร้างแบบจำลองที่สะท้อนสภาพการเคลื่อนที่ของประชากรจริง

หนึ่งในแนวทางที่ นูโวลา มีเดีย นำเสนอคือ Synoptic Intelligence Platform (SIP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสถาปัตยกรรมเปิดที่ทำหน้าที่รวมข้อมูลจากระบบต่าง ๆ มาแสดง และวิเคราะห์ในภาพเดียว โดยสามารถเชื่อมข้อมูล IoT จากภาคเอกชน ข้อมูลโครงข่ายมือถือ และระบบขนส่งเข้ากับแผนรับมือเหตุฉุกเฉินของเมือง

เป้าหมายคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “แผนที่เมือง” ให้กลายเป็น ระบบนิเวศเมืองที่มีชีวิต ซึ่งสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลง และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

Nuvola Media

AI Simulation ช่วยซ้อมรับมือวิกฤตก่อนเกิดเหตุจริง

จุดเด่นของการนำ AI และ Predictive Simulation มาใช้ คือผู้บริหารเมืองสามารถจำลองสถานการณ์ความโกลาหลล่วงหน้า เพื่อประเมินว่าหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ระบบต่าง ๆ ของเมืองจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องอย่างไร

ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง ระบบสามารถนำข้อมูลสภาพแวดล้อมมาประกอบกับข้อมูลการเดินทาง เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ โครงข่ายถนน ระบบขนส่ง เส้นทางฉุกเฉิน พื้นที่ธุรกิจ และประชาชน

การเตรียมพร้อมดังกล่าวช่วยเปลี่ยนแนวทางจากการแจ้งเตือนแบบหว่านทั่วทั้งเมือง ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนก ไปสู่การจัดการแบบ Precision Response เช่น การปรับทิศทางการจราจรตามสถานการณ์ การจัดสรรทรัพยากรไปยังจุดคอขวดที่คาดการณ์ไว้ หรือการเปิดเส้นทางสำหรับหน่วยกู้ภัยล่วงหน้า

Nuvola Media

กรุงเทพฯ มีโอกาสต่อยอด Digital Twin สู่ AI Simulation

สำหรับทีมบริหารกรุงเทพมหานคร หรือ BMA การต่อยอดระบบ 3D Digital Twin ไปสู่ชั้นการจำลองสถานการณ์ด้วย AI จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ โดยเฉพาะหากสามารถเชื่อมเข้ากับข้อมูลการสัญจรแบบเรียลไทม์

เทคโนโลยีดังกล่าวไม่เพียงมีศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติ แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ อย่างการจราจรติดขัด การจัดการระบบขนส่ง และการบริหารทรัพยากรของเมือง

แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา City Data Platform ที่มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ระบบ Smart Environment และ Smart Mobility สามารถทำงานร่วมกันได้ และสร้างข้อมูลที่นำไปใช้ในการตัดสินใจได้จริง

Nuvola Media

ลงทุน Climate Tech วันนี้ อาจลดต้นทุนเศรษฐกิจในอนาคต

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว การยกระดับระบบบริหารจัดการเมืองด้วยเทคโนโลยียังมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฟลิกซ์อ้างถึงงานวิจัยของ McKinsey ที่ชี้ว่า การลงทุนเพื่อรับมือ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงรุกสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าต้นทุนเริ่มต้นหลายเท่า

เหตุผลสำคัญคือ เมืองที่สามารถคาดการณ์ และจำกัดผลกระทบได้ จะช่วยลดการหยุดชะงักของธุรกิจ ปกป้องทรัพย์สิน รักษาการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทาน และทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีเสถียรภาพมากขึ้น

ดังนั้น การเปลี่ยนจากการ “เฝ้าดู” ไปสู่การ จำลอง–คาดการณ์–ลงมือก่อนเกิดเหตุ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ แต่เป็นโจทย์ด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Nuvola Media

จับมือรัฐเอกชน สร้างเมืองไทยรับมือทุกวิกฤต

ก้าวต่อไปของประเทศไทย คือ การสร้างระบบนิเวศที่ภาครัฐ ผู้พัฒนาเมือง หน่วยงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถร่วมกันออกแบบเมืองแห่งอนาคต โดยนำข้อมูลจากโครงสร้างพื้นฐาน อาคารอัจฉริยะ ระบบขนส่ง และแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองมาเชื่อมโยงกัน

หากทำได้สำเร็จ อาคารสูง ศูนย์การค้า ศูนย์กลางคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่สามารถกลายเป็น เครือข่ายเซ็นเซอร์ และข้อมูลที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน และรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ

เมืองแห่งอนาคตไม่ควรเป็นเพียงเมืองที่ตอบสนองต่อวิกฤตเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเป็นเมืองที่สามารถมองเห็นความเสี่ยง จำลองสถานการณ์ และเตรียมพร้อมก่อนที่วิกฤตจะมาถึง

Nuvola Media

สำหรับประเทศไทย การผสาน AI, Digital Twin, Real-time Mobility Data และ City Data Platform จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนเมืองจาก Reactive City สู่ Predictive City เมืองที่ไม่เพียงรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น แต่ยังสามารถรักษาความปลอดภัย ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay