นูทานิกซ์ (Nutanix) เร่งเกม AI Enterprise! หลังลูกค้าไทยโต 7% ผนึกพาทเนอร์ ปั้น AI Infrastructure ดันองค์กรใช้ AI จริง ลดซับซ้อน–คุมต้นทุน…
Nutanix เร่งเกม AI Enterprise! หลังลูกค้าไทยโต 7% ดันองค์กรใช้ AI ลดซับซ้อน-คุมต้นทุน

AI กำลังเปลี่ยนจากโครงการทดลองสู่หัวใจการดำเนินธุรกิจ แต่โจทย์ใหญ่ขององค์กรไม่ใช่แค่มี GPU แรง ๆ หากต้องบริหารข้อมูล ระบบเครือข่าย และ Workload ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย นูทานิกซ์ (Nutanix) เดินหน้าขยาย Hybrid Multicloud และ Agentic AI พร้อมจับมือพันธมิตรระดับโลก เสริมโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่ CPU, GPU ไปจนถึงระบบเครือข่าย ขณะที่ตลาดไทยส่งสัญญาณบวก ลูกค้าเพิ่ม 7% พันธมิตรโต 5%
ล่าสุด ในงาน Nutanix .NEXT on Tour Bangkok ทาง นูทานิคซ์ ประกาศขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA, Supermicro และ Netris เพื่อพัฒนาโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ระดับ Production มุ่งลดความซับซ้อนในการติดตั้ง บริหารจัดการ และขยายระบบ AI รองรับองค์กรที่กำลังเปลี่ยนจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งานจริงในระดับธุรกิจ
ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการผสานซอฟต์แวร์ของ นูทานิคซ์ เข้ากับเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ชิปประมวลผล และระบบเครือข่าย เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อม AI ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร ต้นทุน และความซับซ้อนในการปฏิบัติงาน
โทมัส คอร์เนลี รองประธานบริหารฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของ นูทานิคซ์ ระบุว่า องค์กรต้องการมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานประสิทธิภาพสูงเพื่อผลักดัน Agentic AI สู่การใช้งานจริง แต่ต้องมี AI Cloud ที่เชื่อมโยง Agent แอปพลิเคชันระดับองค์กร
และข้อมูลเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย ครอบคลุมทั้ง CPU, GPU, Virtual Machine, Container ระบบภายในองค์กร และ Cloud โดยมีความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม

Jordan Reizes รองประธานฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น นูทานิคซ์ เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าและต่อยอดการเติบโตของธุรกิจ พร้อมปรับทิศทางจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเดิม สู่แพลตฟอร์มบริหารจัดการ Hybrid Multicloud และ AI แบบครบวงจร
เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ปัจจุบันเทคโนโลยี Virtualization, Cloud และ Artificial Intelligence (AI) เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเพิ่มความท้าทายในการบริหารจัดการระบบไอทีที่กระจายอยู่บนหลายแพลตฟอร์ม มีสถาปัตยกรรม
และเครื่องมือดูแลแตกต่างกัน ส่งผลให้ต้นทุน และความซับซ้อนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น นูทานิคซ์ จึงมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรบริหาร Workload และทรัพยากรไอทีจากศูนย์กลาง เพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้เทคโนโลยี และลดข้อจำกัดจากการต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
ลูกค้าใหม่กว่า 3,000 ราย ฐานทั่วโลกทะลุ 32,000 ราย รายได้โต 12%
ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2026 สะท้อนการเติบโตของ นูทานิคซ์ อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทสามารถเพิ่มลูกค้าใหม่ได้มากกว่า 3,000 ราย ส่งผลให้มีฐานลูกค้ารวมมากกว่า 32,000 รายทั่วโลก ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026
ด้านผลประกอบการมีรายได้รวม 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้ประจำต่อปี หรือ Annual Recurring Revenue (ARR) อยู่ที่ 2.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 16% สะท้อนการขยายตัวทั้งจากลูกค้าใหม่ และรายได้จากบริการที่สร้างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ตลาดเทคโนโลยียังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่สูงขึ้น ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนประเด็น Data Sovereignty หรือ อธิปไตยทางข้อมูล ซึ่งทำให้องค์กรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลไว้ที่ใด

Hybrid Multicloud กุญแจบริหารทุก Workload จากศูนย์กลาง
นูทานิคซ์ มองว่าอนาคตของโครงสร้างพื้นฐานองค์กรไม่ใช่การเลือกใช้เทคโนโลยีเพียงรูปแบบเดียว แต่ต้องสามารถเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับ Workload แต่ละประเภทได้อย่างอิสระ
นูทานิคซ์ จึงพัฒนา นูทานิคซ์ คลาวด์ แฟลตฟอร์ม ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับบริหารจัดการ Workload ครอบคลุมตั้งแต่ On-premises, Private Cloud ไปจนถึง Public Cloud ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกสถานที่ประมวลผลให้สอดคล้องกับลักษณะงาน ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลข้อมูล และต้นทุน
แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดภาระจากการบริหารระบบหลายชุดที่แยกส่วนกัน เปิดทางให้องค์กรย้าย และจัดการ Workload ข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ต้องผูกติดกับผู้ให้บริการหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงรายเดียว

AI ไม่ได้มีแค่โมเดล! ดัน Open Model–Frontier Model สู่ Production
Jordan Reizes กล่าวเสริมว่า เมื่อ AI กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญขององค์กร นูทานิคซ์ จึงพัฒนาแพลตฟอร์มให้รองรับโมเดล AI ที่หลากหลาย ทั้ง Open Source Models และ Frontier Models จากผู้พัฒนาชั้นนำ เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกใช้โมเดลให้เหมาะกับแต่ละ Workload
และติดตั้งใช้งานได้ทั้งบน Public Cloud, Private Cloud และระบบภายในองค์กร ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับ Nutanix Agentic AI ที่ช่วยให้องค์กรสร้าง และบริหาร AI Agents พร้อมขยายระบบจากขั้นทดลองไปสู่ Production โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมต้นทุนการใช้ Token
นอกจากนี้ ยังนำ AI Gateway และ Model Context Protocol (MCP) มาใช้เชื่อมต่อ AI Agents เข้ากับเครื่องมือ และข้อมูลขององค์กร พร้อมกำหนดนโยบายการเข้าถึง และควบคุมการทำงาน เพื่อให้การนำ Agentic AI มาใช้เป็นไปอย่างมีระบบ และไม่เพิ่มช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

ผนึก พาทเนอร์ ขยายระบบนิเวศ AI Infrastructure
การสร้างระบบนิเวศพันธมิตรเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ Jordan Reizes โดยในปีงบประมาณ 2026 บริษัทได้ลงนามความร่วมมือใหม่และต่อยอดความร่วมมือเดิมกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายสำคัญ อาทิ AMD, Lenovo, NetApp และ NVIDIA เพื่อขยายความสามารถของแพลตฟอร์มให้รองรับ Workload รูปแบบใหม่
หนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญคือการจับมือกับ AMD ซึ่งประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม AI แบบ Open Full-stack สำหรับองค์กรและผู้ให้บริการ AI Cloud ครอบคลุมการทำงานร่วมกันของ AMD EPYC CPUs, AMD Instinct GPUs, AMD ROCm และ นูทานิคซ์ คลาวด์ แพลตฟอร์ม
โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ AMD ยังประกาศลงทุนและสนับสนุนเงินทุนรวมสูงสุด 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการลงทุนในหุ้น นูทานิคซ์ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการทำตลาดโซลูชันร่วมกันอีกด้วย

เปิดอิสระองค์กร เลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับธุรกิจ ไม่ต้อง Lock–in
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ นูทานิคซ์ คือการสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง รองรับเทคโนโลยีจากผู้พัฒนาหลายราย และบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น Virtualization, Cloud, Kubernetes ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้องค์กรไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง
อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนหรือย้าย Workload ตามความเหมาะสมของธุรกิจได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารระบบไอที และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
“ในอนาคต นูทานิคซ์ จะเดินหน้าลงทุนด้านนวัตกรรม AI ขยายความร่วมมือกับพันธมิตร และพัฒนาขีดความสามารถของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้องค์กรบริหารโครงสร้างพื้นฐานได้ง่ายขึ้น พร้อมเปลี่ยน AI จากโครงการทดลองให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง” Jordan Reizes กล่าว

นูทานิคซ์ ไทยแลนด์ โตต่อเนื่อง! ลูกค้าเพิ่ม 7% พันธมิตรขยาย 5%
สำหรับตลาดประเทศไทย นพดล ปัญญาธิปัติ ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าขยายฐานลูกค้า และระบบนิเวศพันธมิตร เพื่อรองรับความต้องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอที (Infrastructure Modernization) และการนำ AI มาใช้งานจริงในองค์กร
ตัวเลขการเติบโตสะท้อนทิศทางตลาดที่ชัดเจน โดยจำนวนลูกค้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่เครือข่ายพันธมิตรเติบโตขึ้น 5% ครอบคลุมทั้ง System Integrator (SI), Distributor และผู้ให้บริการเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถด้าน Cloud และ AI ให้พันธมิตร เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงองค์กรได้มากขึ้น
ในระดับโลก ปีงบประมาณ 2026 นูทานิคซ์ เพิ่มลูกค้าใหม่มากกว่า 3,000 ราย ส่งผลให้มีฐานลูกค้ารวมกว่า 32,000 ราย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 พร้อมรายได้รวม 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 12% และ Annual Recurring Revenue (ARR) อยู่ที่ 2.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน

การที่ นูทานิคซ์ ผลักดันแนวคิด Hybrid Multicloud และ Unified Platform ผ่าน นูทานิคซ์ คลาวด์ แพลตฟอร์ม เพื่อให้องค์กรบริหาร Workload ได้จากศูนย์กลาง ไม่ว่าจะอยู่บน On-premises, Private Cloud, Public Cloud หรือ Edge Computing
โดยเลือกตำแหน่งประมวลผลให้เหมาะกับลักษณะงานได้อย่างอิสระ แนวทางนี้ยังช่วยลดปัญหา IT Silos ที่เกิดจากการแยกทีมดูแล Virtualization, Cloud, Kubernetes และ AI ออกจากกัน พร้อมสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการที่ทำให้บุคลากรหลายฝ่ายทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะปัญหา Shadow AI เมื่อพนักงานนำเครื่องมือ AI ที่องค์กรไม่ได้อนุมัติมาใช้งาน อาจเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลสำคัญรั่วไหล ขณะที่การใช้ AI ในวงกว้างยังทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยองค์กรอาจควบคุมได้ยาก ขณะที่ในส่วนของการการขยายความร่วมมือกับพันธมิตร หรือพาทเนอร์ เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญ
โดย นูทานิคซ์ เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ในหลายระดับ ตั้งแต่การประมวลผล CPU/GPU ระบบจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงเครือข่าย และการบริหารจัดการ AI Agent อาทิ การที่ นูทานิคซ์ วางแผนรองรับ NVIDIA Vera CPU ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว (Day Zero Support)

โดยเริ่มจากแพลตฟอร์ม NKP Bare Metal สำหรับสภาพแวดล้อม AI Factory ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง ก่อนขยายไปสู่สภาพแวดล้อม Virtualized ของ นูทานิคซ์ เพราะเราเชื่อว่า Agentic AI ไม่ได้ทำงานเฉพาะการประมวลผลโมเดลบน GPU แต่ยังต้องต้องสามารถเรียกใช้เครื่องมือ รันโค้ด ดึงข้อมูล
และประสานงานระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยประสิทธิภาพของ CPU เพื่อป้องกันคอขวด และลดความล่าช้า ซึ่งการผสาน NVIDIA Vera CPU กับ NVIDIA OpenShell ยังมุ่งสร้าง Runtime Environment ที่ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวสำหรับ AI Agent บน NKP เพื่อรองรับการใช้งานระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ในส่วนของแผนพัฒนาโซลูชัน AI Infrastructure นั้น นูทานิคซ์ ได้ร่วมกับทาง Supermicro พัฒนาโซลูชัน AI Infrastructure ร่วมกัน โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ Supermicro ที่ผ่านการตรวจสอบรับรอง ผสาน GPU ของ NVIDIA, Nutanix Agentic AI (NAI) และระบบเครือข่าย NVIDIA Spectrum-X
เป้าหมายคือช่วยลดความยุ่งยากจากการปรับแต่ง และบูรณาการระบบหลายส่วน พร้อมเปิดทางให้องค์กรใช้ GPU ภายในองค์กร (On-premises) เพื่อรองรับ Private Inference และรับมือกับต้นทุน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น โดย นูทานิคซ์ จะทำหน้าที่เป็น Control Plane
สำหรับบริหาร AI Cloud รวมถึงระบบจัดเก็บข้อมูล AI ที่รองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมาก ช่วยให้ติดตั้ง จัดการ และขยาย Workload การอนุมาน AI ได้โดยไม่ต้องประกอบระบบจากผู้จำหน่ายหลายรายด้วยตัวเอง
ในส่วนของบริการ AI Cloud นั้นก็ได้ร่วมกับ Netris นำระบบอัตโนมัติมาช่วยจัดการเครือข่ายและแยกการทำงานของแต่ละ Tenant ออกจากกันอย่างชัดเจน โดย นูทานิคซ์ รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานด้าน VM, Container, CPU, GPU, Storage, Security, Kubernetes ตลอดจน Nutanix Agent Gateway
และบริการ Model-as-a-Service ขณะที่ Netris ดูแลระบบอัตโนมัติและการแบ่งแยกเครือข่ายบนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่งการทำงานร่วมกันนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่ม Tenant ได้รวดเร็ว และส่งมอบบริการ AI ในรูปแบบ Self-service ที่มีประสบการณ์คล้าย Cloud ครอบคลุมทั้ง Bare Metal และ Virtualized Infrastructure

ขยายพันธมิตรฮาร์ดแวร์ เปิดทางเลือก Server–Storage ไม่ผูกติดรายเดียว
นอกเหนือจาก NVIDIA, Supermicro และ Netris ในปีงบประมาณ 2026 ที่ผ่านมา นูทานิคซ์ ยังลงนามความร่วมมือใหม่ และต่อยอดพันธมิตรเดิมกับ AMD, Lenovo, NetApp และ NVIDIA เพื่อขยายขีดความสามารถของแพลตฟอร์มให้รองรับ Workload ที่หลากหลาย
โดยเฉพาะความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ AMD ซึ่งประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม AI แบบ Open Full-stack สำหรับองค์กรและผู้ให้บริการ AI Cloud ครอบคลุม AMD EPYC CPUs, AMD Instinct GPUs, AMD ROCm และ นูทานิคซ์ คลาวด์ แพลตฟอร์ม
พร้อมการลงทุนและสนับสนุนเงินทุนจาก AMD รวมสูงสุด 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งในรูปแบบการลงทุนในหุ้น การวิจัย และพัฒนา และการทำตลาดโซลูชันร่วมกัน
สำหรับประเทศไทย นพดล ระบุว่า นูทานิคซ์ ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะกลุ่ม Server และ Storage เพื่อเปิดทางให้องค์กรเลือกใช้ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์ม นูทานิคซ์ บนโครงสร้างพื้นฐานได้หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับอุปกรณ์หรือระบบ Appliance เพียงรูปแบบเดียว

ย้าย Workload กว่า 70,000 รายการใน 3 เดือน! ชู Migration เป็นโอกาสเติบโต
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของตลาดไทยคือความต้องการย้ายระบบ Virtualization และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยเฉพาะองค์กรที่กำลังทบทวนต้นทุน Licensing และมองหาแพลตฟอร์มทางเลือกในระยะยาว โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถช่วยดำเนินการย้าย Workload ได้มากกว่า 70,000 รายการ ภายในระยะเวลา 3 เดือน เติบโตประมาณ 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
การย้ายระบบไม่ได้วัดเพียงความเร็วในการ Migration แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความพร้อมใช้งานจริง โดย นูทานิคซ์ มีเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 1,500 ราย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการย้ายระบบ พร้อมให้คำปรึกษา วางแผน และเตรียม Rollback Plan เพื่อรองรับกรณีเกิดปัญหาระหว่างเปลี่ยนผ่าน
ด้านประสบการณ์ลูกค้า นูทานิคซ์ ยังรักษาคะแนน Net Promoter Score (NPS) สูงกว่า 90 คะแนนต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ส่วนในประเทศไทยมีองค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเลือกใช้โซลูชัน ทั้งธุรกิจการเงินและบริการทางการเงิน รวมถึงภาคการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย และองค์กรด้าน Digital Learning โดยรายละเอียดการใช้งานเฉพาะของแต่ละองค์กรขึ้นอยู่กับการอนุญาตจากลูกค้า

จาก Infrastructure สู่ AI Platform เกมใหม่ของ นูทานิคซ์
ทิศทางของ นูทานิคซ์ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอที ไปสู่แพลตฟอร์มบริหารจัดการ Hybrid Multicloud และ AI ที่เปิดให้องค์กรเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยผู้ให้บริการหรือสถาปัตยกรรมใดเพียงรายเดียว
ซึ่งเมื่อ AI Agent เริ่มทำงานจริงในระดับองค์กร โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่ม GPU หรือเลือกโมเดลที่เก่งที่สุด แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยง CPU, GPU, Network, Storage, Data และระบบรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกัน
สำหรับ นูทานิคซ์ การสร้างระบบนิเวศพันธมิตร และ Unified Platform จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้องค์กรลดความซับซ้อน ควบคุมต้นทุน และเปลี่ยน AI จากโครงการทดลองให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























