ดีป้า (depa) และ ฟู้ด ออเดอรี่ (Food Ordery) ตั้งเป้าขยาย eatsHUB เพิ่มอีกหลายจังหวัดในไทยหลังประสบความสำเร็จผู้ใช้ 6 แสนราย ภายใน 7 เดือน…
highlight
- ดีป้า และ ฟู้ด ออเดอรี่ ร่วมแถลงความสำเร็จแพลตฟอร์มเรียกรับส่งอาหารสัญชาติไทย “eatsHUB” ในโครงการ Nati
onal Delivery Platform ตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มอีกหลายจังหวัดในไทยหลังประสบความสำเร็จผู้ใช้ 6 แสนราย ภายใน 7 เดือน - เผยหลังเปิดตัวมีจำนวนการเข้าใช้งานมากกว่า 10
,000,000 ครั้ง สร้างอาชีพไรเดอร์กว่า 3,000 รา ย พร้อมสร้างความเท่าเทียมด้ านเทคโนโลยีให้กับผู้ ประกอบการร้านอาหารขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย กว่า 25,000 ร้าน จนกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายบริการครอบคลุ มทุกพื้นที่ทั่วไทย ก่อนยกระดับสู่ Super Application
depa–Food Ordery ตั้งเป้าขยาย eatsHUB หลังประสบความสำเร็จผู้ใช้ 6 แสนราย ใน 7 เดือน

เนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า แพลตฟอร์มเรียกรับส่งอาหาร นับเป็นหนึ่งในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ของโลก โดยประเมินว่า ภายในปี 2565 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะสามารถสร้างยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21% จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“กระทรวงดิจิทัลฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการพัฒนาแอปพลิเคชันโดยคนไทยที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภค ซึ่งโครงการ National Delivery Platform ที่ ดีป้า และบริษัท ฟู้ด ออเดอรี่ จำกัด
ดำเนินการนำร่องให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรับส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน eatsHUB (อีทฮับ) แก่ประชาชนไปแล้วในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สามารถกระจายรายได้ให้ กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ได้เร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้

โดยมีร้านค้าร่วมให้บริการในแพลตฟอร์มแล้วกว่า 25,000 ร้าน สร้างอาชีพพนักงานรับส่งอาหาร (ไรเดอร์) กว่า 3,000 ราย ขณะเดียวกันมีประชาชนลงทะเบียนเข้าใช้แพลตฟอร์มมากกว่า 600,000 ราย มียอดการเข้าใช้งานไม่น้อยกว่า 10,000,000 ครั้ง ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
ซึ่งทั้งหมดถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประมาณการณ์ อีกทั้งเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ไม่เพียงเท่านี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการต้นแบบภาครัฐที่มุ่งหวังให้ผู้ประกอบการ รวมไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันสามารถนำไปศึกษาเพื่อต่อยอดผลงานและธุรกิจ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตต่อไป” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าว
เตรียมเพิ่มพื้นที่ให้บริการโดยพิจารณาจากความต้องบริการใช้งานในจังหวัดอื่น ๆ

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า แอปพลิเคชัน อีทฮับ แพลตฟอร์มเรียกรับส่งอาหารสัญชาติไทยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สามารถสร้างการรับรู้ และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ 18 จังหวัดในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร, พระนครศรีอยุธยา, เชียงใหม่, นครสวรรค์, พิษณุโลก, นครศรีธรรมราช, เพชรบุรี, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, สงขลา, ชลบุรี, จันทบุรี, ระยอง, นครราชสีมา, ขอนแก่น, อุดรธานี, อุบลราชธานี และนครพนม
“จากความสำเร็จในครั้งนี้ ดีป้า
ทั่วไทย โดยตั้งเป้ามีร้านอาหารร่วมให้
มีประชาชนลงทะเบียนเข้าใช้
ในส่วนแผนการดำเนินานภายนในปี 2566 ที่จะถึงนี้ทาง ดีป้า และ ฟู้ด ออเดอรี่ มีความตั้งใจที่จะขยายพื้นที่ในการให้บริการของแอปพลิเคชัน อีทฮับ เติมเติมในจังหวัดอื่น ๆ นอกเหนือจากจังหวัดทั้ง 18 แห่งที่ได้กล่าวเอาไว้ โดยมีความตั้งที่จะขยายพื้นที่ให้บริการให้ครบทั้ง 77 จังหวัดที่เหลือ
แต่ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาในการเลือกจังหวัดนั้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณในการใช้งานที่ผู้บริโภคในจังหวัดนั้นใช้งาน หากมีการใช้บริการมากกว่า 20 ครั้ง ต่อหนึ่งราย ก็แสดงถึงความต้องการใช้งานของผู้บริโภคในจังหวัดนั้น ๆ ซึ่ง ดีป้า และ ฟู้ด ออเดอรี่ ก็จะเข้าไปเปิดตลาดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ใช้งาน Delivery Platform
และสร้างรายได้ให้แก่ร้านค้าไม่ให้เสียค่าบริการที่เกินความเป็นจริงจากการใช้บริการของ Food Delivery Platform จากต่างชาติ

โดยสิ่งที่ทำให้ อีทฮับ นั้นแตกต่างจากผู้ให้บริการ Food Delivery Platform จากต่างชาติ นั้นเนื่องจาก อีทฮับ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยความมุ่งมั่
และมีจุดเด่นอยู่ที่การเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ (GP) จากร้านค้าสมาชิกประมาณ 8–10% ซึ่
นอกจากนี้บริการ อีทฮับ ที่มี การเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ (GP) น้อยก็จะเป็นจุดเด่นที่่จะยังคงสานต่อไป แน่นอนว่าการคงอัตราไว้ที่ 8–10% นั้นจะไม่สามารถคงไว้ได้ตลอดเนื่องจากจำเป็นต้องสร้างผลกำไรเพื่อสร้างการเติบโต และพัฒนาบริการให้ดีขึ้น
แต่ผู้ใช้งาน อีทฮับ สามาถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีทางที่มีการเรียกเก็บเกินความจำเป็นเหมือนที่ผู้ให้บริการ Food Delivery Platform จากต่างชาติทำอย่างแน่นอน ส่วนเป้าหมายต่อไป คือ การประสานความร่วมมือกั
อาทิ การจำหน่ายวัตถุดิบท้องถิ่
แพลตฟอร์มที่เกิ ดจากความร่วมมือระหว่างภาครั ฐ และภาคเอกชน มีความน่าเชื่อถื อ

ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ประธานกรรมการ ฟู้ด ออเดอรี่ กล่าวว่า อีทฮับ เป็นแอปพลิเคชันที่เข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยอย่างแท้จริง เพราะ ฟู้ด ออเดอรี่ มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและพฤติกรรมของผู้ค้ารายย่อย แตกต่างจากแอปพลิเคชันของต่างชาติ
โดยเฉพาะการเรียกเก็บค่า GP ที่ต่ำกว่าแพลตฟอร์มทั่วไป รวมถึงระบบการโอนเงินที่ร้านค้าสมาชิกจะได้รับเงินค่าสินค้าในวันถัดไป โดยไม่มีขั้นต่ำ จุดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของรายย่อยอย่างมากเพราะหากไม่มีเงินทุนเข้ามาหมุนเวียนวันต่อวัน ธุรกิจจะไม่สามารถเดินต่อไปได้
นอกจากนี้ ผู้ค้าเองยังให้ความเชื่อมั่นเพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มีความน่าเชื่อถือและสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด สร้างความเท่าเทียมด้วยการควบคุมมาตรฐานการให้บริการของร้านค้าสมาชิกให้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรมในปริมาณที่ไม่แตกต่างจากการรับประทานที่ร้าน

“สำหรับการพัฒนาในก้าวต่อไปที่จะยกระดับการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศนั้น ในส่วนของภาคเอกชน
พร้อมขยายทีมสนับสนุนการให้บริการเต็มรูปแบบ ทั้งทีมคอลล์เซ็นเตอร์เพื่อรองรับผู้สูงวัยที่บางส่วนอาจยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานสมาร์ตโฟน รวมถึงทีมบริหารจัดการระบบต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้สนใจที่จะร่วมเป็นพนักงานรับส่งอาหารสามารถศึกษาข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมสมัครเป็นสมาชิกได้ตั้งแต่วันนี้ผ่าน www.foodordery.co.th ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลด eatsHUB #แอปพลิเคชันไทยเพื่อคนไทย ทั้งในระบบ android และ iOS เพื่อพบความแตกต่างอย่างคุ้มค่า #อิ่มเต็มคำได้ทุกวัน ได้แล้ววันนี้” ดร.ชาติชาย กล่าว

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























