หัวเว่ย (Huawei) เผยเทรนด์การเชื่อมต่อแห่งอนาคตพร้อมเปิดตัวโซลูชันการเชื่อมต่ออัจฉริยะสำหรับทุกสถานการณ์ที่ผสานรวม IoT, 5G และ AI…
Huawei เผย เทรนด์การเชื่อมต่อแห่งอนาคตพร้อมเปิดตัวโซลูชันเชื่อมต่ออัจฉริยะ
คณะกรรมาธิการเครือข่
โดยงานในปีนี้ได้พูดคุยเกี่ยวกั

เดวิด หวัง (David Wang) ผู้อำนวยการบริ
สถานการณ์ของหัวเว่ย สำหรับการใช้งานในครัวเรื
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเชื่อมต่อกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง 5 ประการ

การยกระดับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อทุกครั้งล้วนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมในระดับรากฐาน ปัจจุบันขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคอัจฉริยะ ทั้งปัจเจกบุคคล ครัวเรือน และองค์กร ล้วนต้องการการเชื่อมต่อมากกว่าที่เคยเป็น และเทคโนโลยีใหม่ ๆ
เช่น คลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนทำงานประสานกันได้อย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ซึ่งนำพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไปสู่การเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง 5 ประการ ได้แก่
ประการที่ 1 : จาก IoT และ IoT อัจฉริยะ สู่ Intelligent Twins ที่เชื่อมต่อกัน
ในอดีต เราต้องการเชื่อมต่อผู้คนกับบ้าน นำมาสู่การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT) เมื่อเราต้องการสร้างชีวิตที่เชื่อมกับ AI อย่างไร้รอยต่อและยกระดับองค์กรสู่ความอัจฉริยะ เราจึงต้องเชื่อมต่อหลาย ๆ สิ่งเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะให้มากขึ้น นำมาสู่ IoT อัจฉริยะ (intelligent IoT)
มีการคาดการณ์ว่าปริมาณการเชื่อมต่อทั่วโลกจะมีถึง 1 ล้านล้าน ภายในปี ค.ศ. 2035 จะทำให้เกิดการเชื่อมต่ออย่างครอบคลุมทุกหนแห่งและการแพร่กระจายของเทคโนโลยีอัจฉริยะเกิดขึ้นได้จริง
ประการที่ 2 : จาก “ออฟฟิศ” สู่ “ออฟฟิศ + การผลิต“
โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงความต้องการที่ผู้คนมีต่อเครือข่ายบรอดแบนด์ในครัวเรือน ด้านการใช้งานขององค์กรนั้น เทคโนโลยีการเชื่อมต่อพัฒนาไปไกลกว่าแค่การใช้งานในออฟฟิศ โดยรองรับได้ทั้งออฟฟิศ และการผลิต
สิ่งที่องค์กรมุ่งเน้นในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลนั้น ได้เปลี่ยนจากออฟฟิศดิจิทัลสู่การผลิตดิจิทัล การทำธุรกรรมดิจิทัล และการบริหารจัดการแบบดิจิทัล
ประการที่ 3 : จากการทุ่มเทให้ดีที่สุด สู่บริการเชิงกำหนดที่หลากหลาย
อุตสาหกรรมต่างๆ มีความหลากหลายตามรูปแบบการให้บริการและความต้องการใช้งานด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ หากบริการที่แตกต่างคือสิ่งที่มีอยู่เป็นปกติในขณะนี้ ประสบการณ์การใช้งานในรูปแบบเชิงกำหนด (deterministic experience)
ก็คือสิ่งที่จำเป็นต้องมีต่อจากนี้ ผู้ให้บริการเครือข่ายจึงจำเป็นต้องเปิดประตูให้กับตลาดอุตสาหกรรมแนวดิ่ง ด้วยการมอบบริการเชิงกำหนดที่หลากหลาย
![]()
ประการที่ 4 : จากเมกะไบต์สู่กิกะไบต์ผ่านตัวกลางใดก็ได้
เทคโนโลยีการเข้าถึงการเชื่อมต่อแบบหลายช่องทาง (Multiple access) ที่มีอยู่ เช่น โทรศัพท์มือถือ, Wi-Fi, ใยแก้วนำแสง และความหลากหลายของรูปแบบการบริการ หมายความว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่เป็นการเข้าถึงการเชื่อมต่อแบบหลายช่องทางจะยังคงมีอยู่ต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า
และด้วยความทุ่มเทร่วมกันของทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี 4G, 5G, Wi–Fi และเทคโนโลยีใยแก้วนำแสง ในปัจจุบันจะทำให้เกิดการเชื่อมต่อที่ความเร็วระดับกิกะไบต์ได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่
ประการที่ 5 : จากการดำเนินงาน และการบำรุงรักษาด้วยโดยใช้คน สู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง
เทคโนโลยี 5G จะทำให้การดำเนินงาน และการบำรุงรักษาเครือข่าย (O&M) ซับซ้อนกว่าเทคโนโลยี 4G กระบวนการ O&M ที่ใช้คนนั้นจะไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความซับซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่
และจะเปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบอัตโนมัติขั้นสูง (hyper-automation) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและ AI เพื่อทำให้การตัดสินใจในกระบวนการ O&M เรียบง่ายมากขึ้น
มุ่งสู่การเชื่อมต่ออัจฉริยะด้วย AI
ความเปลี่ยนแปลงทั้ง 5 ประการนี้กำลังสร้างความต้องการใหม่ ๆ ต่อเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ซึ่งต้องได้รับการอัปเกรดขึ้นไปเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
ความต้องการประการแรกคือเครือข่ายระดับกิกะไบต์ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ (ubiquitous gigabit) เพราะแบนด์วิดท์คือโครงสร้างพื้นฐานของการเชื่อมต่อ การเชื่อมต่อในระดับกิกะไบต์ที่ครอบคลุมทุกที่จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับวิดีโอความละเอียดสูงระดับ ultra–HD, แอปพลิเคชัน VR/AR เชิงอุตสาหกรรม, กล้อง AI และโดรน
ความต้องการประการที่สองคือประสบการณ์การใช้งานเชิงกำหนดซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้งานในบ้าน เช่น การทำงานจากบ้านและการเรียนออนไลน์ รวมถึงการใช้งานในองค์กร เช่น การผลิตที่ปลอดภัยและวางใจได้
ความต้องการประการที่สามคือระบบอัตโนมัติขั้นสูง เนื่องจากการพัฒนาเครือข่ายในแง่ของขนาดและความซับซ้อน เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า และ AI จะต้องได้รับการนำไปใช้เพื่อให้เกิดเป็นระบบอัตโนมัติขั้นสูงได้สำเร็จ

โซลูชันของหัวเว่ยเพื่อการเชื่อมต่ออัจฉริยะในทุกสถานการณ์
ก่ารเปิดตัวโซลูชันเพื่อการเชื่อมต่ออัจฉริยะของหัวเว่ยทั้ง 4 แบบ ซึ่งประกอบด้วยโซลูชันเพื่อการเชื่อมต่ออัจฉริยะแบบกระจายการเข้าถึงสำหรับการใช้งานในครัวเรือน โดยโซลูชันนี้จะเป็นการอัปเกรดดีไวซ์ภายในบ้าน อุปกรณ์ปลายทาง รวมถึงการจัดการเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และโครงข่ายอัจฉริยะในแคมปัสองค์กร ช่วยให้ผู้ให้บริการโครงข่ายสามารถให้บริการด้านโซลูชันเครือข่ายให้แก่องค์กรได้แบบครบวงจร รองรับการโอนย้ายข้อมูลไปสู่คลาวด์, โครงข่ายการเชื่อมต่อแบบ Premium Private Line แบบอัจฉริยะ ช่วยลดค่าความหน่วง (latency)
ด้วยเทคโนโลยี all–optical switching, และโซลูชันโครงข่ายคลาวด์อัจฉริยะสำหรับองค์กร ที่จะทำให้องค์กรสามารถเข้าถึงคลาวด์ได้หลายเครือข่าย
“ในระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์เพื่อสร้างประสบการณ์ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับ AI อย่างไร้รอยต่อสำหรับทุกครัวเรือน และขับเคลื่อนการพัฒนาอัจฉริยะในทุกอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน” เดวิด กล่าวเสริม

สามารถแสกน QR โค้ดหรือคลิกที่ลิงก์ด้านล่
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























