NIA ขานรับกระทรวง อว. เตรียมปั้นดีพเทคสตาร์ทอัพรองรับอุตสาหกรรมอวกาศ

0
151
NIA

เอ็นไอเอ (NIA) ขานรับนโยบาย อว. เตรียมสานฝันปั้นดีพเทคสตาร์ทอัพรองรับอุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมตั้งเป้า 3 ปี ไทยต้องมีธุรกิจสตาร์ทอัพสายอวกาศ…

NIA ขานรับกระทรวง อว. เตรียมปั้นดีพเทคสตาร์ทอัพรองรับอุตสาหกรรมอวกาศ

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าใช้เทคโนโลยีอวกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพื่อเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของประเทศ โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ

หนึ่งใน ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย(Thai Space Consortium : TSC) เตรียมเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ให้หันมาทำธุรกิจอวกาศมากขึ้นผ่าน โครงการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเศรษฐกิจอวกาศ Space Economy : Lifting Off 2021

เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอาวกาศที่คาดว่าในอนาคตจะมีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 ปี จะต้องสามารถสร้างดีพเทคสตาร์ทอัพได้ 100 ราย และหนึ่งในนั้นจะต้องมีสตาร์ทอัพด้านอวกาศอย่างน้อย 12-15 ราย

NIA
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจภาคีเครือข่ายความร่วมมืออวกาศไทย : Thai Space Consortium : TSC ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย

เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจอาวกาศถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของไทยมีความก้าวหน้า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าประเทศไทยได้มีการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่สิ่งงเหล่านี้จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากการประเทศรายได้ปานกลางได้  

อย่างไรก็ตามมีการประมาณการว่าในปี 2040 เศรษฐกิจอวกาศจะมีมูลค่ามหาศาล ที่ประเทศไทยจะต้องมุ่งเน้นการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการสร้างดาวเทียม หรือยานอวกาศให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ โดย อว. วางเป้าหมายว่า ภายใน 7 ปี จะต้องส่งยานอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ 

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์ และมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศกว่า 10 หน่วยงาน เช่น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สถาบันแสงซินโครตอน (องค์การมหาชน) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี ฯลฯ

NIA
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์  ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ

ด้าน ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์  ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ  กล่าวว่า เอ็นไอเอ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้โดยมีเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียม และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านอวกาศของไทย

โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพ และเครือข่ายที่มีอยู่ เพื่อพัฒนาบุคลากรและนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นมาสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอวกาศของไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการนำประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศไปพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงโดยเฉพาะการพัฒนาต่อยอดธุรกิจ ตลาด และห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจอวกาศ

NIA

รวมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งสตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอวกาศเพื่อให้เกิดการลงทุน เนื่องจากในอนาคตเศรษฐกิจอวกาศจะมีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท และจะมีความต้องการสูงมากยิ่งขึ้น เพราะแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศไม่ได้มีแค่เฉพาะเรื่องของการส่งดาวเทียม

หรือการส่งยานอวกาศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเทคโนโลยีสำหรับปล่อยยานอวกาศ การพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัย เช่น การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง วัสดุขั้นสูง รวมไปถึงการต่อยอดในการนำเอาเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นด้วยจากความร่วมมือดังกล่าว

NIA

เอ็นไอเอ จึงมุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้มีความสามารถทางด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอวกาศ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนนวัตกรรม โดยได้ริเริ่มกิจกรรมบ่มเพาะ โครงการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเศรษฐกิจอวกาศ ภายใต้ชื่อ Space Economy : Lifting Off 2021

ขึ้น ในรูปแบบ Cocreation คือ เน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมทำงานจริงกับหน่วยงานพันธมิตร และนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจ ทุกทีมจะได้ลงมือทำงานกับผู้มีประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอวกาศ รวมถึงได้รับการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ โดยจะคัดเลือกสตาร์ทอัพจำนวน 10 ราย

NIA

ซึ่งผู้สนใจไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอวกาศ แต่ต้องมีแนวคิดที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม มีทีมงานและเทคโนโลยีพื้นฐานที่พร้อมจะพัฒนาต่อยอดสู่เทคโนโลยีด้านอวกาศได้ โดยสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะมีโอกาสได้นำเสนอผลงานกับนักลงทุนที่มีความสนใจลงทุนในเทคโนโลยีเชิงลึก และบริษัทที่มีความสนใจ

ในอุตสาหกรรมอวกาศ หรือมีความต้องการนำเทคโนโลยีอวกาศไปประยุกต์ต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น รวมถึงการสร้างให้เกิดเป็นเครือข่ายประชาคม (community) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะร่วมกันสนับสนุน และผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเศรษฐกิจอวกาศขึ้นในประเทศไทย

NIA

“เป้าหมายสำคัญของ เอ็นไอเอ คือการส่งเสริมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ในการทำซอฟต์แวร์อยู่แล้วให้มีโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีเชิงลึก และมีพื้นที่ในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้สตาร์ทอัพด้านอุตสาหกรรมอวกาศในบ้านเรามีค่อนข้างน้อย

ดังนั้นสิ่งที่จะต้องเร่งส่งเสริมคือ การผลักดันให้สตาร์ทอัพเดิมที่มีอยู่เข้าถึงงานวิจัย เทคโนโลยี และสามารถนำต่อยอดได้ในเชิงธุรกิจได้ โดย เอ็นไอเอ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 ปี จะต้องสามารถสร้างดีพเทคสตาร์ทอัพได้ 100 ราย หนึ่งในนั้นจะต้องมีสตาร์ทอัพด้านสเปซเทคประมาณ 12-15 ราย

เนื่องจากสเปซเทคจะเป็นตัวบงชี้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ” ดร.พันธุ์อาจ กล่าว

NIA

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.