เอ็นทีที (NTT) กำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero Emissions อย่างยั่งยืนภายในปี 2040…
highlight
- Connected Planet : ใช้โซลูชั่นเทคโนโลยีที่ช่
วยปกป้อง ฟื้นฟู และสร้างสรรค์ธรรมชาติขึ้นใหม่ ด้วยการอนุรักษ์ทรั พยากรธรรมชาติอันล้ำค่าเพื่อสื บทอดต่อให้กับคนรุ่นหลัง - Connected Economy : ใช้เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้เพื่
อช่วยให้องค์กรเจริญเติบโตและมี ส่วนร่วมในดิจิทัลแห่งอนาคตที่ ยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้น - Connected Communities : สนับสนุนชุมชนที่
หลากหลาย และครอบคลุมเพื่อเข้าถึ งเทคโนโลยีได้ ซึ่งเอ็นทีทีได้ดำเนินการเพื่ อให้แน่ใจว่าทุกคนมี โอกาส และตระหนักถึงศั กยภาพของตนเอง
NTT กำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2040
บริษัท เอ็นทีที จำกัด ประกาศ ถึงพันธกิจหลายประการในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงถึงกันให้มีความยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับทุกคน โดยเอ็นทีทีจะดำเนินงานเพื่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2030
และสร้าง value chain ให้สำเร็จภายในปี 2040 นอกจากนี้ เอ็นทีทีกำลังขับเคลื่อนในส่วนของ Global Data Center โดยมีพื้นที่การดำเนินงานเกือบ 600,000 ตารางเมตร ใน 20 ประเทศ และภูมิภาคทั่วโลก ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2030 ถือเป็นลำดับความสำคัญอันเร่งด่วน
นอกจากนี้ เอ็นทีทียังภูมิใจที่ได้เข้าร่วมแคมเปญ Race to Zero ของสหประชาชาติ และร่วมลงนามใน Business Ambition for 1.5C ซึ่งเป็นโครงการที่กำหนดเป้าหมายเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของ Science Based Targets Initiative (SBTi) ด้วยความคิดริเริ่มเหล่านี้ถือเป็นมาตรฐานสูงสุด
สำหรับการดำเนินการด้านสภาพอากาศขององค์กร โดยตั้งเป้าที่จะสนับสนุนธุรกิจที่มุ่งมั่นสู่เป้าหมายในการจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส และหลีกเลี่ยงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุด
อภิจิต ดูเบย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับโลก ของ บริษัท เอ็นทีที จำกัด กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรามีหน้าที่ต้องทำให้โลกใบนี้น่าอยู่และปลอดจากมลพิษ ซึ่งพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าต่างเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมายดังกล่าวมากขึ้น
และนี่คือแก่นแท้ของเอ็นทีทีที่จะเป็นมรดกส่งต่อถึงรุ่นต่อๆ ไป และผมมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ประกาศความมุ่งมั่นของเราในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และมีเป้าหมายความเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืนในวงกว้าง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสำหรับเรา
โดยจะเห็นว่าเอ็นทีทีได้ใช้เทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้นแต่ยังเชื่อมต่อถึงกันอีกยาวไกล เราจะลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และโครงการต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้
กรอบยุทธศาสตร์ของเอ็นทีที มุ่งเน้นไปที่การเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงในสามเสาหลักที่เชื่อมโยงถึงกัน ได้แก่
Connected Planet
- พัฒนานวัตกรรมใหม่ และขยายความร่วมมือเพื่อขยายเทคโนโลยีโซลูชั่นที่เน้นการปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในทุกทวีปเพื่อสนับสนุนอนาคตที่ดียิ่งขึ้นภายในปี 2025
- ผสมผสานหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และออกแบบการปฏิรูปการทำงานร่วมกันในเรื่องของการดำเนินงาน ซัพพลายเชน และโซลูชั่นของลูกค้าภายในปี 2026
- การมีส่วนร่วมของพนักงาน 50% ในการอนุรักษ์และริเริ่มการปฏิรูปในชุมชนท้องถิ่นของพวกเขาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ (UN Decade on Ecosystem Restoration) ภายในปี 2025
Connected Economy
- ขยายผลการดำเนินงานด้าน Smart Solutions เพื่อรองรับลูกค้า และพันธมิตรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse Gas (GHG) ในปริมาณ 200 ล้านตันภายในปี 2026
- จัดตั้งกองทุนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะกรรมการพิจารณา และโครงการให้คำปรึกษาเพื่อบ่มเพาะแนวคิด และขยายผลกระทบของเทคโนโลยีภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุน UN SDGs
Connected Communities
- มากกว่า 50% ของพนักงานบริษัทซึ่งมีอย่างน้อยหนึ่งกลุ่ม หรือมากกว่านั้นที่จะมีความหลากหลายทางเพศ, เชื้อชาติ, รสนิยมทางเพศ, ภูมิหลังทางเศรษฐกิจ และสังคม และทุพพลภาพ เพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นดังกล่าวเอ็นทีทีจะเพิ่มความหลากหลายของทีมผู้บริหารระดับสูงเป็นสองเท่าโดยเน้นการเป็นตัวแทนของผู้หญิงภายในปี 2025
- คัดเลือกเด็ก และเยาวชน 5 ล้านคนจากพื้นที่ด้อยโอกาสทั่วโลก ให้สามารถเข้าถึง และได้รับการศึกษาทางดิจิทัล เพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันและสร้างทักษะ และโอกาสที่สำคัญสำหรับอนาคต โดยจะเชื่อมโยงถึงกันภายในปี 2030
- เปิดโอกาส และให้อำนาจแก่พนักงานในการสละเวลา 1 ล้านชั่วโมง ในการเป็นอาสาสมัคร เพื่อสนับสนุนการริเริ่มเพื่อก่อให้เกิดสามเสาหลักที่เชื่อมโยงถึงกันเพื่อสนับสนุน UN SDGs ภายในปี 2025

มาริลิน แชปลิน หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล และความยั่งยืนของ บริษัท เอ็นทีที จำกัด กล่าวว่า เราทราบดีว่าโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างผลกระทบเชิงบวกคือการทำงานผ่านบุคลากร การดำเนินงาน และโซลูชั่นในธุรกิจหลักของเรา กรอบยุทธศาสตร์นี้ได้ให้ทิศทางที่ชัดเจนแก่เราในการสร้างความแตกต่างที่เป็นรูปธรรม
ในสังคม เศรษฐกิจ และโลกของเรา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เราสนับสนุนความคิดริเริ่มที่มีอยู่ของเราต่อไป เช่น Connected Conservation Foundation ซึ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการรุกล้ำ และ ROBOCEAN สตาร์ทอัพที่ต้องการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการอนุรักษ์หญ้าทะเล
ซึ่งหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับทีมงานที่หลากหลาย และมีความสามารถเพื่อช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการเห็นบนโลกใบนี้ และทำให้พันธสัญญาเหล่านี้เป็นจริงได้
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























