นูทานิคซ์ (Nutanix) เผยดัชนีความท้าทายการใช้คลาวด์ระดับองค์กร รวมถึงกลยุทธ์ และแผนใช้งานในคลาวด์ในรูปแบบต่าง ๆ ในอนาคต ของไทย…
Nutanix เผยดัชนีการใช้คลาวด์ระดับองค์กร และแผนใช้งานในอนาคต ของไทย
ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ กล่าวว่า นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่นูทานิคซ์ได้มอบหมายให้แวนสัน บอร์น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยในสหราชอาณาจักร ทำการสำรวจการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ และแผนการใช้คลาวด์ขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก
โดยกลางปี พ.ศ. 2563 ทำการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 3,400 คนทั่วโลกว่า องค์กรเหล่านั้นใช้งานแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ บนระบบใดในปัจจุบัน วางแผนจะใช้บนระบบใดในอนาคต มีความท้าทายในการใช้คลาวด์อย่างไรบ้าง และองค์กรเหล่านี้จัดให้แผนการใช้คลาวด์มีความสำคัญในระดับใด เมื่อเทียบกับแผนงานด้านไอที และการลำดับความสำคัญด้านอื่น ๆ

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด–19 ที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีในปัจจุบัน และในอนาคต รวมถึงกลยุทธ์ และลำดับความสำคัญด้านไอทีที่อาจเปลี่ยนไปจากการแพร่ระบาด
รายงานฉบับนี้ได้จากผลสำรวจการใช้คลาวด์ และเทรนด์ต่าง ๆ ที่องค์กรในประเทศไทยได้วางแผนไว้ และเป็นฉบับเสริมจากรายงานประจำปีเรื่องดัชนีการใช้คลาวด์ระดับองค์กรฉบับหลัก ซึ่งทำการสำรวจ บริษัททั่วโลกเป็นปีที่ 3 รายงานฉบับประเทศไทยนี้เน้นให้เห็นข้อมูลในประเด็นสำคัญต่าง ๆ
ที่รวบรวมได้จากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่ทำงานในประเทศไทย และเปรียบเทียบประสบการณ์ การใช้คลาวด์และแผนงานด้านคลาวด์ของบริษัทในไทยกับผลสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น และผลสำรวจจากทั่วโลก โดยกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสำรวจฉบับนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลายประเภท บริษัทหลากหลายขนาด
โดยฉบับทั่วโลกทำการสำรวจในอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ใช้อ้างอิง ทั้งที่เป็นข้อความ และตัวเลขในเอกสารนี้ เป็นเปอร์เซ็นต์ของผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มหรือกลุ่มย่อยที่เลือกคำตอบนั้น ๆ โดยจะปัดเป็นจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุดเว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น

ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตที่สดใสในการใช้ไฮบริดคลาวด์ ผ่านรูปแบบการใช้พับลิคคลาวด์
สรุปข้อมูลสำคัญจากการสำรวจ

- ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยส่วนใหญ่ระบุว่าไฮบริดคลาวด์เป็นรูปแบบการใช้งานด้านไอทีที่เหมาะสม ผลสำรวจทั่วโลกพบว่า 87% ของผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเห็นตรงกันว่าการใช้พับลิค และไพรเวทคลาวด์/ดาต้าเซ็นเตอร์ผสมผสานกัน (ไฮบริด) เป็นสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย 92% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยกับความคิดนี้ และ 76% เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าไฮบริดคลาวด์เป็นระบบที่เหมาะสม

- ผลสำรวจพบว่าบริษัทในไทยมีความพยายามอย่างมากในการวางแผนทั้งที่จะยกเลิก ปรับปรุง และบูรณาการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้ใช้ระบบคลาวด์ ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยส่วนใหญ่ (67%) กล่าวว่าพวกเขามีแผนที่จะใช้สภาพแวดล้อมที่เป็นไฮบริดภายใน 5 ปี ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น 63 เปอร์เซนต์เทจพอยต์จากระดับการใช้ไฮบริดในปัจจุบัน และมีเพียง 3% เท่านั้นที่วางแผนจะใช้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมที่ไม่ใช่ระบบคลาวด์ในอีกห้าปีข้างหน้า

- ประเทศไทยนำหน้าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ (HCI)
ผู้ตอบแบบสำรวจในไทยเกือบ 70% รายงานว่าพวกเขาใช้งาน HCI อยู่แล้ว หรืออยู่ในระหว่างขั้นตอนการนำไปใช้ ในขณะที่ผลสำรวจทั่วโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50% เท่านั้น

- การประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ใช่เหตุผลหลักในการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานไอทีในไทย แรงจูงใจสามอันดับแรกในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัยของบริษัทในไทยที่ตอบแบบสำรวจ ได้แก่ ต้องการเพิ่มความเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ (79%) ควบคุมการใช้ทรัพยากรไอทีให้มีประสิทธิภาพขึ้น (67%) และให้สามารถให้การสนับสนุนลูกค้าได้ดีขึ้น (67%) ในทางกลับกันผู้ตอบแบบสำรวจในไทย จัดให้เหตุผลเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายมาเป็นอันดับที่สิบ (13%) เท่านั้น

- การแพร่ระบาดทั่วโลกยกระดับความสำคัญของไอที และเร่งให้มีการนำระบบคลาวด์มาใช้เร็วขึ้น มากกว่า 4 ใน 5 (82%) ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทยกล่าวว่า โควิด-19 ทำให้องค์กรของตนมองเรื่องไอทีในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เป็นผลให้ 68% ของผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่ามีการเพิ่มการลงทุนในพับลิคคลาวด์ (เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 47%) ในขณะเดียวกันมีการลงทุนในไพรเวทคลาวด์เพิ่มขึ้น 56% (เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 37%)
บทสรุป
บริษัทในประเทศไทยที่ตอบแบบสำรวจในปีนี้ นิยมโครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น และจากทั่วโลก เช่นเดียวกับผู้ตอบแบบสำรวจทั่ว ๆ ไป ประเทศไทยใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งแบบดาต้าเซ็นเตอร์ ไพรเวทคลาวด์ และพับลิคคลาวด์ ที่ยังไม่ได้มีการผสานการทำงานร่วมกัน
ผู้ตอบแบบสำรวจในไทยได้ระบุถึงเส้นทางเดินสู่การใช้ไฮบริดคลาวด์ของตน ด้วยการขยายการใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบมัลติพับลิคคลาวด์ในปีแรก หลังจากนั้นภายในปีที่ 3 จะใช้รูปแบบคลาวด์แบบผสมแต่ยังไม่ผสานการทำงานเข้าด้วยกัน

ในที่สุดสภาพแวดล้อมเหล่านี้ก็จะมารวมกันเป็นไฮบริดคลาวด์ ซึ่งเป็นระบบที่แอปพลิเคชั่น และเวิร์กโหลดสามารถเคลื่อนย้ายการทำงานได้อย่างคล่องตัว มีการบริหารจัดการ และการรักษาความปลอดภัยที่มีแบบแผนเป็นหนึ่งเดียว ผู้ตอบแบบสำรวจในไทยรายงานว่ามีการใช้ HCI ค่อนข้างมาก
ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการเปลี่ยนผ่าน หรือแทนที่ดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมด้วยเทคโนโลยีไพรเวทคลาวด์ 67% ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทย กล่าวว่าจะใช้ไฮบริดคลาวด์เพียงอย่างเดียวภายในห้าปีต่อจากนี้ (เพิ่มขึ้น 63 เปอร์เซ็นเทจพอยต์จากปัจจุบันที่ 4%)

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผลักดันให้ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนมากใช้โครงสร้างพื้นฐาน
พับลิคคลาวด์ เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานของพนักงานจำนวนมากจากที่บ้านได้อย่างรวดเร็ว และขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ ในโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และเครื่องมือต่าง ๆ มากขึ้น
และในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงด้านนี้มากกว่าที่อื่น ๆ นั่นหมายถึงสถานการณ์โควิด-19 มีส่วนทางอ้อมในการใช้ไฮบริดคลาวด์ และการริเริ่มด้านดิจิทัลต่าง ๆ
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























