โพลี (poly) เปิดวิสัยทัศน์มุ่งเป้าสู่การขับเคลื่อนการทำงานแบบไฮบริดในยุค Next Normal ชี้!! การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน คือ วิธีการทำงานในอนาคต…
poly เปิดวิสัยทัศน์มุ่งเป้าสู่การขับเคลื่อนการทำงานแบบไฮบริดในยุค Next Normal
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานที่ทำงานหยุดชะงัก หลายองค์กรไม่เพียงต้องรองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหันเท่านั้น แต่ยังต้องทบทวนกลยุทธ์ และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
ซามีร์ ซายิด กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเกาหลีแห่งโพลี เผยว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา วิธีการทำงานของพนักงานทั่วโลกและทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนไป จากที่เคยเน้นที่ “สถานที่“ เป็น “จุดมุ่งหมาย“
และมีการแบ่งเวลาทำงานระหว่างที่สำนักงาน และที่บ้าน จึงเกิดเป็นรูปแบบ “การทำงานแบบไฮบริด“ อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรนำมาช่วยจัดค่านิยม วัฒนธรรม และวัตถุประสงค์ขององค์กรใหม่เพื่อสะท้อนความเป็นจริงขององค์กรในยุคเน็กซ์นอร์มอล
โดยจากรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ชื่อ “การทำงานในยุคนิวนอร์มอล : การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล“ (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ “การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน : การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่ และวัฒนธรรมในการทำงาน“ (Hybrid Working: Creating the “next normal” in work practices, spaces and culture)

สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม และโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
แนวคิดที่สำคัญสำหรับโพลีในการขับเคลื่อนการทำงานแบบไฮบริดให้เกิดในปีค.ศ. 2020
“การทำงานในยุคนิวนอร์มอล : การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล“(The Future of Work in the New Normal : Re-thinking your Digital Priorities)
ผลงานการศึกษาค้นคว้าล่าสุดจาก Ecosystm 360 ที่ได้รับมอบหมายจากโพลีได้ระบุถึงลำดับความสำคัญที่ผู้นำทางธุรกิจและผู้นำด้านไอทีในเอเชียแปซิฟิกในยุคเน็กซ์นอร์มอล รวมถึงระบุถึงคำแนะนำแก่องค์กรเกี่ยวกับวิธีการบริหารการเปลี่ยนแปลงในโมเดลที่เกี่ยวกับธุรกิจ และพนักงาน
นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าการทำงานแบบผสมผสานนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับหลายๆ องค์กร โดยองค์กรให้ความสำคัญไปที่การลงทุนในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ การศึกษา และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สาระที่สำคัญบางส่วนจากการศึกษานี้ ได้แก่

รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดจะเป็นบรรทัดฐาน
- การทำงานจากที่บ้านจะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับหลายองค์กร : องค์กรผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 40% คาดว่าจะยังคงใช้การประชุมเสมือนจริงต่อไปแม้ว่าวิกฤตการระบาดไวรัสโควิด-19 จะผ่านไปแล้วก็ตามโดยไม่คำนึงถึงสถานที่ เช่น ผู้ให้บริการกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process Outsourcing) รายหนึ่งในประเทศในฟิลิปปินส์กำลังทดลองให้พนักงานบางคนทำงานจากที่บ้านและบางส่วนทำงานในสำนักงานในโมเดลที่แตกต่างกัน
- ลักษณะของสถานที่ทำงานจะเปลี่ยนไป : สถานที่ทำงานจะถูกจัดเตรียมตามความต้องการในการพบปะและทำงานร่วมกันในโครงการต่างๆ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 55% คาดว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของพนักงาน และ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะมีการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานร่วมกันเพิ่มขึ้นแม้หลังจากวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลง ในขณะที่มีผู้นำธุรกิจเพียง 15% ในเอเชียแปซิฟิกระบุว่าพวกเขาจะลดการลงทุน ผู้นำธุรกิจในประเทศมาเลเซียจำนวน 33% คาดว่าจะลดการใช้พื้นที่สำนักงานที่ใช้ในเชิงพาณิชย์หลังภัยโควิด-19 ลง

องค์กรต่าง ๆ จะเน้นใช้การทำงานระยะไกลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- เร่งการใช้งาน VPN Access : 44% ขององค์กรที่สำรวจได้ใช้หรือกำลังจะเพิ่มการใช้โครงข่ายวีพีเอ็นเพื่อให้พนักงานจำนวนมากสามารถเข้าถึงเครื่องมือภายในองค์กรและข้อมูลที่เป็นความลับได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ หวังใช้กระบวนการทำงานระยะไกลให้มากที่สุดในการรองรับการใช้งานของพนักงานจำนวนมาก
- การลงทุนในแล็ปท็อปและซอฟต์แวร์สำหรับการทำงานร่วมกัน : หลายองค์กรต้องลงทุนในแล็ปท็อปสำหรับพนักงานที่ใช้เดสก์ท็อป (36%) และซอฟต์แวร์สำหรับการทำงานร่วมกัน (41%) ในช่วงวิกฤตนี้ ทั้งนี้ ในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (และส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่) พนักงานยังไม่มีความพร้อมที่จะทำงานจากที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องซื้อแล็ปท็อป จอภาพและชุดหูฟังชุดใหม่มาใช้ที่บ้าน
- เพิ่มความเข้มข้นในการปกป้องข้อมูลและนโยบายด้านทรัพยากรบุคคล : องค์กรใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงนโยบายการปกป้องข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ดียิ่งขึ้น (43%) ประเมินนโยบายด้านทรัพยากรบุคคลอีกครั้ง (34%) และสร้างมาตรการในการตรวจสอบสภาวะทางอารมณ์ของพนักงาน ( 31%)
การประชุมทางวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์จะขับเคลื่อนวิธีการทำงาน และการประชุมร่วมกัน
- ให้ความสำคัญแก่การประชุมทางวิดีโอ : พบว่า 63% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกได้เพิ่มงบการลงทุนไปในอุปกรณ์การประชุมและชุดหูฟังอย่างมีนัยยะสำคัญเพื่อใช้ในการทำงานร่วมกันในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยมีการลงทุนเพิ่มขึ้น 41% ในอุปกรณ์การประชุมทางวิดีโออย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
- ใช้บริการวิดีโอบนคลาวด์รองรับปริมาณการใช้งานในอนาคต : 33% ขององค์กรได้เพิ่มงบการลงทุนในโซลูชั่นการทำงานร่วมกันและการใช้วิดีโอบนคลาวด์ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัส โดยคาดว่าจะมีความต้องการในด้านนี้ต่อไปอีก 12 เดือนข้างหน้าเนื่องจากยังจะมีพนักงานระยะไกลเพิ่มขึ้นอีก องค์กรจึงวางแผนจะใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีด้านการประชุมเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น
สามารถดาวน์โหลดรายงาน การทำงานในยุคนิวนอร์มอล : การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล ได้ที่นี่

“การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน : การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่ และวัฒนธรรมในการทำงาน“ (Hybrid Working : Creating the “new normal” in work practices, spaces and culture)
รายงานชิ้นนี้จะปูทางไปสู่การทำงานในยุคเน็กซ์นอร์มอลอันเป็นยุคที่พนักงานขององค์กรจะทำงานอย่างเต็มที่ด้วยแรงบันดาลใจในการทำงาน ให้ความร่วมมือกันและให้ประสิทธิผลการทำงานสูง เนื่องจากพนักงานมีทางเลือก มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งให้ธุรกิจเติบโต ทั้งนี้ สาระที่สำคัญบางส่วนจากการศึกษานี้ ได้แก่
แนวการปฏิบัติงานหลังภาวะล็อกดาวน์
ในช่วงล็อกดาวน์นั้น ธุรกิจต่าง ๆ มีโอกาสที่จะหันมาพิจารณา และหาคำจำกัดความที่แท้จริงของ “งาน” ของตนเอง จึงได้พบกับการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรมี
- รูปแบบการทำงานใหม่ : ทำงานแบบไฮบริดจะช่วยองค์กรวางแผนนโยบายด้านการทำงานใหม่ที่เอื้อให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในการทำงานตอบรับในด้านเวลาและด้านสถานที่ที่เขาทำงาน
- วิธีการทำงานที่เน้นที่ผลลัพธ์ : ลดการให้ความสำคัญที่เวลาและสถานที่ เพื่อให้ได้ประสิทธิผลและผลลัพธ์ที่ต้องการ
- ลงทุนในจุดที่เพิ่มประสิทธิภาพ : องค์กรจะมองไปไกลกว่าสถานที่สำนักงานของตนเอง เพื่อสร้างพื้นที่ทำงานส่วนตัวที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ทุกที่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ลักษณะการพื้นที่ทำงานในรูปแบบไฮบริด
แนวโน้มที่สำคัญในการจัดพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดอันจะเกิดขึ้น ในปีค.ศ. 2020 และเป็นปีที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคตดังต่อไปนี้
- โฮมออฟฟิศจะได้รับความสนใจมากพอ ๆ กับห้องครัว : ห้องทำงานจะมีขนาดกว้าง ได้รับการออกแบบจัดวางตามหลักสรีรศาสตร์และสร้างขึ้นในสถานที่ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน รวมถึงการปรับความสว่างของโคมไฟ กำจัดเสียงดัง การเลือกใช้โทนสีทาผนัง
- นิยมโคเวิร์คกิ้งสเปซเพื่อทำงานร่วมกันมากขึ้น : องค์กรต่างๆ จะลงทุนในโคเวิร์คกิ้งสเปซแถวชานเมืองเพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถให้มาทำงานด้วย ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและการเชื่อมโยงทางสังคมกับเพื่อนร่วมงานและคนอื่นๆ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาระหว่างความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
- ภูมิทัศน์ของเมืองจะเปลี่ยนไป : ในอนาคต เราอาจจะไม่ได้เห็นอาคารสำนักงานเป็นอาคารสูงเสียดฟ้าอีกต่อไป อาคารจะรวมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คน ร้านกาแฟจะเป็นส่วนเสริมของห้องรับแขก ร้านอาหารจะกลายเป็นส่วนเสริมจากห้องครัว ผู้คนจะเดินไปทั่วๆ แทนการออกกำลังกายที่บ้าน
สามารถดาวน์โหลดรายงาน การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน : การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมการทำงาน ได้ที่นี่

“ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรมีความได้เปรียบทางธุรกิจ และการบริหาร องค์กรจำเป็นต้องตอบสนอง ออกแบบใหม่ และลงทุนสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติของตนขึ้นใหม่ก่อนใคร รวมถึงควรลงทุนในอุปกรณ์ที่ช่วยให้องค์กรได้ยินความเห็นของพนักงานได้ดียิ่งขึ้น
ลงทุนในการสร้างความเชี่ยวชาญของพนักงาน ลงทุนในระบบวิดีโอ และการสื่อสารของพนักงานที่เชื่อมโยงให้รู้สึกการทำงานเป็นทีม อาทิ ระบบการทำงานแบบเสมือนจริงที่สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แบ่งปันประสบการณ์ เช่น สร้างช่วงเวลารับประทานกาแฟยามบ่ายกับเพื่อนร่วมงานอย่างง่าย ๆ” ซามีร์ กล่าวเพิ่มเติม
*โหลดภาพอินโฟกราฟิกได้ที่นี่
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























