Red Hat เผยแนวคิด Open Hybrid Cloud ในงาน Red Hat Summit 2021

Red Hat

เร้ดแฮท ชี้เทคโนโลยีสำคัญที่เปิดตัวในงาน Red Hat Summit 2021ใช้ไฮบริดคลาวด์แบบเปิด เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากคลาวด์คอมพิวติ้ง…

Red Hat เผยแนวคิด Open Hybrid Cloud ในงาน Red Hat Summit 2021

พอล คอร์เมียร์ ประธาน และซีอีโอ เร้ดแฮท กล่าวว่า กระแสการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลหรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ แอปพลิเคชั่นกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และทุกบริษัทกลายสภาพเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ Walmart ค้าปลีกยักษ์ใหญ่

และผู้ผลิตอุปกรณ์เช่น John Deere ได้เปิด ห้องปฏิบัติการนวัตกรรม (innovation labs) ซึ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่ส่วนใหญ่ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส และหลังจากพัฒนาสำเร็จก็จะส่งความสามารถใหม่ ๆ เหล่านั้นกลับเข้าสู่ชุมชนโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเป็นการผลักดันให้มีการใช้โอเพ่นซอร์ส อย่างแพร่หลายในยุคดิจิทัล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกคนตระหนักว่าการสร้างแอปพลิเคชั่นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เราจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการการทำงานของแอปพลิเคชั่นดังกล่าวด้วย  ข้อเท็จจริงจากรายงานสถานะของโอเพ่นซอร์ส

ระดับองค์กรประจำปี 2564 (2021 State of Enterprise Open Source Report) ของเร้ดแฮท ระบุว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นแบบ ก้าวกระโดดเป็นหนึ่งในสามความสำคัญอันดับแรก ๆ ของการใช้โอเพ่นซอร์สระดับองค์กร ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย และการพัฒนาแอปพลิเคชั่น การที่คลาวด์คอมพิวติ้ง

Red Hat

และบริการแบบ Alwayson เข้ามามีบทบาทโดดเด่น แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่างหันมาใช้ไฮบริดคลาวด์ในการดำเนินงานมากขึ้นเรื่อย ๆ  การที่องค์กรใช้บริการจากระบบพับลิคคลาวด์หลายระบบร่วมกันในโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ และเวิร์กโหลดที่เก็บอยู่ภายในองค์กร ทั้งยังขยายการใช้งานไปยังจุดต้นทางที่รับข้อมูล

หรือเอดจ์ (Edge) คือการสร้างระบบไฮบริดคลาวด์หนึ่งขึ้นมานั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทักษะ เครื่องมือ และกลยุทธ์ใหม่ ๆ โดยสรุป เพียงแค่การมองว่าทุกบริษัทเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ไม่ใช่แนวทางที่เพียงพออีกต่อไป

ปัจจุบันผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ทุกคนจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud Operator) ด้วย ซีไอโอทุกคน รวมถึงองค์กรต้นสังกัด ต้องเข้าใจว่าตนเองมีอำนาจควบคุมทิศทางการใช้ระบบคลาวด์ขององค์กร เมื่อรู้วิธีการสร้างระบบคลาวด์แล้ว ต่อไปจำเป็นต้องรู้วิธีการนำระบบคลาวด์ไปใช้ให้เหมาะกับขนาดและความจำเป็นที่ต้องการ

บริการคลาวด์ และแอปพลิเคชั่นคือหัวใจสำคัญ

Red Hat

ทางเลือก คือส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับไอที ซีไอโอไม่ได้กำหนดแผนงานขึ้นมาอย่างลอย ๆ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผู้บริหารฝ่ายไอทีต้องคาดการณ์ให้ได้ว่าการตัดสินใจเรื่องหนึ่ง ๆ ที่อาจดูเหมือนตัดสินใจได้ง่ายในเวลานี้ จะก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อน บั่นทอนขีดความ

สามารถด้านการแข่งขัน หรือจะละเมิดกฎระเบียบในอนาคต หรือไม่ การนำงานทั้งหมดไปรันอยู่บนบริการคลาวด์ต่าง ๆ อาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่การใช้คลาวด์ถือเป็นกลยุทธ์ขององค์กร และเป็นการเดิมพันอนาคตที่มีซีไอโอเพียงไม่กี่รายกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้ตัวเองสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ได้อย่างดีที่สุด ส่วนการดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่นอกจากจะครอบคลุมพื้นที่หลายแห่งแล้ว ตอนนี้ยังครอบคลุมระบบคลาวด์หลายระบบอีกด้วยนั้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรฝ่ายไอทีที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก และอาจก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากอีกด้วย 

ดังนั้นการใช้ไฮบริดที่ทำงานสอดคล้องกันจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะจะช่วยสร้างสมดุลที่ลงตัวทั้งในแง่ของเทคโนโลยีและการประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้ ไอทีโซลูชั่นรุ่นต่อ ๆ ไปจะต้องใช้งานได้อย่างลื่นไหลและง่ายดายบนระบบไฮบริดคลาวด์

โดยครอบคลุมการทำงานไปกลับตั้งแต่บริการคลาวด์ไปจนถึงแอปพลิเคชั่นในดาต้าเซ็นเตอร์ เวิร์กโหลดเหล่านี้ควรจะสามารถรันได้ทุกที่ทุกเวลาและในทุกรูปแบบอย่างที่ซีไอโอต้องการไม่ว่าจะเป็นบริการแบบ Managed Service หรือระบบที่ติดตั้งในองค์กรก็ตาม

Red Hat

 ก้าวไกลเกินกว่าดาต้าเซ็นเตอร์…และระบบคลาวด์

สำหรับซีไอโอที่มีหน้าที่ดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่า (ซึ่งเกือบทุกคนจะเป็นแบบนี้) นิยามของคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์กำลังขยายขอบเขตกว้างขวางมากขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าการขยายเวิร์กโหลดและสภาพแวดล้อมไปสู่ระบบพับลิคคลาวด์จะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

แต่การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ระบบส่วนกลางไม่อาจตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชั่นรุ่นใหม่ที่ทันสมัยและผู้ใช้ในปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ การเติบโตของเอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing) ซึ่งมาพร้อมกับระบบโทรคมนาคม 5G รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI),

Augmented Reality, ดาต้าเซ็นเตอร์เคลื่อนที่ (vehicles as datacenters) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ส่งผลให้ทรัพยากรประมวลผลถูกติดตั้งไว้ที่เอดจ์ (Edge) ที่อยู่ด้านนอกสุดของเครือข่ายองค์กร

2 ปัจจัยหลักถ้าพูดถึงเรื่องเอดจ์คอมพิวติ้ง

  1. เอดจ์คอมพิวติ้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีไฮบริดคลาวด์
  2. รากฐานของเอดจ์คอมพิวติ้งจะต้องเป็นแบบเปิด มิฉะนั้นจะประสบความล้มเหลว

Red Hat

สภาพแวดล้อมคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุปกรณ์เอดจ์ มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมีความต้องการในเรื่องของการจัดการ การรักษาความปลอดภัย การเชื่อมต่อเครือข่าย และอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน ผู้ให้บริการระบบคลาวด์จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานกลางซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน

เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมถึงการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ต่าง ๆ สภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวล และฮาร์ดแวร์สแต็ก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานร่วมที่ว่านี้จะต้องเป็น Linux และ Linux containers ในทุกกรณี Linux จะให้บริการการเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของไฮบริดคลาวด์แบบเปิด (Open Hybrid Cloud)

รวมถึงเอดจ์ ให้กับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ความสามารถในการเคลื่อนย้ายเวิร์กโหลดจากเอดจ์ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ไปยังระบบพับลิคคลาวด์โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชั่นอย่างสิ้นเชิงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้มาตรฐานแบบเปิดของ Linux kernel นอกจาก Linux จะรองรับไฮบริดคลาวด์แล้วยังเป็นรากฐานให้กับเอดจ์ที่อยู่วงนอกสุดของไอทีองค์กร

Red Hat

การพัฒนา เป็นมากกว่าการปรับเปลี่ยนเครื่องมือที่เป็นซอฟต์แวร์

อย่างไรก็ดี การทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ไม่ใช่เพียงแค่การนำมาใช้และบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่จำเป็นต้องใช้นอกเหนือจากเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อให้สามารถขยายการใช้งานระบบคลาวด์ให้ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขวาง และจะต้องเสริมสร้างทักษะให้กับบุคลากรภายในองค์กร

เพื่อให้สามารถสร้าง จัดการ ดูแลรักษา และปกป้องสภาพแวดล้อมที่ขยายใหญ่ขึ้นนี้ได้ การติดตั้งแพลตฟอร์มพื้นฐานเพื่อรองรับกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์แบบเปิดถือเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็อาจก่อให้เกิดความท้าทายตามมา เช่น เรื่องของการรักษาความปลอดภัย, การปฏิบัติตามกฎระเบียบ, การเชื่อมต่อเครือข่าย และการบริหารจัดการ  

Red Hat

ระบบคลาวด์หนึ่ง ๆ ไม่ใช่ระบบที่ติดตั้งอย่างตายตัว แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการทางธุรกิจและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นซีไอโอที่จะประสบความสำเร็จในฐานะเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์จำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าคุณต้องการการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงอย่างไรบ้างทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

ในท้ายที่สุด ผู้ให้บริการระบบคลาวด์จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรภายในองค์กรที่มีทักษะที่เหมาะสมในการรันระบบคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะให้คำจำกัดความของสิ่งที่เลือกใช้ว่าอย่างไร แน่นอนว่าชุดทักษะด้านไอทีแบบเดิม ยังคงเป็นที่ต้องการ

Red Hat

แต่สิ่งสำคัญเท่า ๆ กันก็คือ จะต้องพัฒนาทีมงานให้เรียนรู้ และสร้างความชำนาญเกี่ยวกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างคู่มือเกี่ยวกับเครื่องมือ และแนวทางปฏิบัติภายในองค์กรที่จะช่วยเสริมสร้างความสำเร็จในอนาคต 

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่จะสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนได้ไม่ควรคิดแต่จะมอบหมายงานทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่น แต่จะต้องเรียนรู้การทำงานบางอย่างด้วยตนเอง ไฮบริดคลาวด์คือดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร สภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวล อุปกรณ์เอดจ์

และบริการคลาวด์หลายร้อยบริการ (หรืออาจจะมากกว่านั้น)  ส่วนซีไอโอทุกคนจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์หน้าใหม่ที่คอยดูแลระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน โดยจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์ม เครื่องมือ กระบวนการ และบุคลากรที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานบนระบบคลาวด์ที่ว่านี้

Red Hat

เทคโนโลยีสำคัญที่เปิดตัวในงาน เร้ดแฮท Summit 2021

OpenShift เป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์แบบเปิด (Open Hybrid Cloud) ของ เร้ดแฮท และเป็นแพลตฟอร์มทรงประสิทธิภาพของคอนเทนเนอร์ และแอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟบนไฮบริดคลาวด์ ปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่ OpenShift ทิ้งห่างเหนือคู่แข่งอย่างแท้จริง และ เร้ดแฮท เตรียมเพิ่มขอบเขตการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

นอกจาก เร้ดแฮท จะนำเอาเวิร์กโหลดสำคัญ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML), จาวา (Java) ที่เป็นคอนเทนเนอร์เนทีฟ และ เวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) มาไว้บนแพลตฟอร์มดังกล่าว เรายังได้ขยายขอบเขตการใช้งาน OpenShift ไปใช้ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้กับลูกค้าของเรา

ปัจจุบันบริษัทใน Fortune 500 นำ OpenShift ไปใช้งาน โดยลูกค้าเหล่านี้รันแอปพลิเคชั่นสำคัญระดับ MissionCritical บนแพลตฟอร์ม OpenShift ด้วยความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของแพลตฟอร์มดังกล่าว  ทั้งนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยของแพลตฟอร์มมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม

ซึ่งทำให้ OpenShift อยู่ในระดับแนวหน้าของแพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด เร้ดแฮท ซื้อกิจการ StackRox เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้ผนวกรวมระบบรักษาความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกนี้ไว้ใน OpenShift รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ เร้ดแฮท

Red Hat

ขยายการให้บริการ Managed Cloud Service ของ เร้ดแฮท

แม้ว่าแพลตฟอร์ม OpenShift จะมีประสิทธิภาพอย่างมาก แต่มีลูกค้าจำนวนมากที่ต้องการ Managed Cloud Service ที่สามารถใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว และที่จริงแล้ว โมเดลการใช้งานที่เติบโตเร็วที่สุดของ OpenShift ก็คือ บริการ Managed Cloud Service ที่เรานำเสนอนั่นเอง

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวของลูกค้า เร้ดแฮท จึงได้เปิดตัวบริการ เร้ดแฮท OpenShift Service on AWS ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว และเป็นครั้งแรกที่ เร้ดแฮท ผสานรวมบริการนี้กับผู้ให้บริการภายนอกเช่น AWS นับเป็นแนวทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพให้ลูกค้าของ เร้ดแฮท ที่ใช้ AWS ที่จะสามารถใช้ OpenShift

กับแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ของตนได้ บริการนี้เป็นการสร้าง OpenShift ในเวอร์ชั่นที่อยู่บนบริการของผู้ให้บริการเนทีฟคลาวด์บน Amazon Web Services, Azure และ IBM นอกเหนือไปจากบริการ Managed Cloud Service เวอร์ชั่นอื่น ๆ ของ เร้ดแฮท ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการรัน OpenShift ได้ในทุกที่

ทั้งยังลดภาระการทำงานของบุคลากรโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ เร้ดแฮท และผู้ให้บริการคลาวด์ในการรัน OpenShift ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถทุ่มเทความสนใจให้กับแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ลูกค้าของ เร้ดแฮท ยังบอกเราว่า พวกเขาต้องการใช้ประโยชน์จากบริการ Managed Cloud Service

เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากการรันแอปพลิเคชั่นบน OpenShift และแม้ว่าการใช้บริการ Managed Service จะช่วยลดภาระการทำงาน และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก แต่ลูกค้าก็ยังต้องการที่จะผนวกรวมบริการดังกล่าวให้เข้ากันได้กับสถาปัตยกรรมไฮบริดคลาวด์ของตน โดยบริการเหล่านี้จะต้องมีประสิทธิภาพทั้งสำหรับลูกค้าที่ใช้งาน

บนดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กร และลูกค้าที่ใช้งานบนพับลิคคลาวด์ ซึ่งนับเป็นองค์ประกอบหลักของสิ่งที่เรานำเสนอผ่านไฮบริดคลาวด์แบบเปิด และวันนี้เรามีความยินดีที่จะเปิดตัวบริการ Managed Cloud Service ที่ใช้งานได้หลากหลายเป็นครั้งแรก ที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างแท้จริง

บริการคลาวด์พื้นฐานรูปแบบใหม่ 3 บริการต่อไปนี้ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นการกระจายข้อมูล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล และการรองรับการเข้าถึงข้อมูลโดยใช้ API ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ด้วยการถ่ายโอนการจัดการดูแลไปให้กับ เร้ดแฮท

โดยที่ยังคงสามารถใช้งานร่วมกับสภาพแวดล้อม OpenShift ที่ติดตั้งไว้ภายใน และภายนอกองค์กร  นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาต่อยอดเพิ่มเติมโดยอาศัยโซลูชั่นที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์ในระบบนิเวศน์ของ เร้ดแฮท

บริการแรก เร้ดแฮท OpenShift Streams for Apache Kafka มุ่งเน้นการกระจายข้อมูลและเหตุการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นที่รันบน OpenShift โดยสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นบนระบบคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานให้กับนักพัฒนา โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในการรัน Apache Kafka มากนัก ตัวเชื่อมต่อภายในจะผนวกรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดก็ตามเพื่อสตรีมไปยังบริการ Managed Cloud Service ที่รันโดย เร้ดแฮท ในโลเคชั่นที่คุณเลือก (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Red Hat OpenShift Streams for Apache Kafka)

บริการที่สองคือ เร้ดแฮท OpenShift Data Science ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล ทั้งนี้เวิร์กโหลดที่เติบโตเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์ม OpenShift นั้นสัมพันธ์กับเรื่องของวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล (Data Science) เช่น AI, Machine Learning และ Analytics

และ เร้ดแฮท OpenShift Data Science ช่วยให้การทำงานด้านนี้ง่ายขึ้นด้วยการมอบสภาพแวดล้อม และความเชี่ยวชาญในการสร้างเวิร์กโฟลว์ด้าน Data Science ให้กับนักพัฒนา (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Red Hat OpenShift Data Science)

บริการที่ 3 คือบริการเกี่ยวกับแนวทางการสร้างแอปพลิเคชั่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้มีลักษณะกระจายมากขึ้น กล่าวคือ แอปพลิเคชั่นในปัจจุบันติดต่อสื่อสารกับบริการต่าง ๆ ผ่านทาง API มากขึ้น โดย API เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่ใช้ขับเคลื่อนการทำงานของแอปพลิเคชั่น 

การควบคุมการเข้าถึง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลเหล่านั้น และการให้คำแนะนำการใช้งาน ทั้งหมดนี้
ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการทำให้บริการต่าง ๆ ทำงานในรูปแบบของโซลูชั่น  และวันนี้ เร้ดแฮท ได้ช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการ API ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย ด้วยบริการ เร้ดแฮท OpenShift API Management (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Red Hat OpenShift API Management)

บริการคลาวด์พื้นฐานเหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับลูกค้าแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้กับพาร์ทเนอร์ในระบบนิเวศน์ของ เร้ดแฮท ในการนำเสนอไฮบริดคลาวด์แบบเปิดสู่ตลาด บริการแอปพลิเคชั่นที่เปี่ยมประสิทธิภาพทั้งหมดที่กล่าวมานี้พร้อมใช้งานในรูปแบบออนดีมานด์ และรูปแบบที่อยู่ภายใต้การจัดการอย่างครบวงจร

บนระบบคลาวด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ OpenShift ให้สามารถรองรับแอปพลิเคชั่นสำคัญ ๆ ที่หลากหลาย และเมื่อบริการ Managed Service ย้ายไปสู่ไฮบริดคลาวด์แบบเปิดเพิ่มมากขึ้น ทั้งด้วยบริการจาก เร้ดแฮท เองและจาก พาร์ทเนอร์ของเรา ก็จะช่วยเร่งให้ลูกค้าของเรามีขีดความสามารถในการสร้างแอปพลิเคชั่นรุ่นใหม่ ไม่ว่าลูกค้าจะรันแอปดังกล่าวไว้ที่ใดก็ตาม

Red Hat

เร้ดแฮท Edge + ความสามารถใหม่ในรูปแบบ EdgeNative

สิ่งสำคัญในปัจจุบันคือทำอย่างไรบริษัทต่าง ๆ จะทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับบริษัท สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของพวกเขาด้วยข้อมูล และปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจได้อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นคือเรื่องของ เอดจ์ เพื่อรองรับกรณีการใช้งานเอดจ์ที่หลากหลาย

จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นคอนเทนเนอร์ และระบบติดตามการขนส่ง (Fleet Management) และด้วยเหตุนี้ เร้ดแฮท จึงได้เปิดตัว เร้ดแฮท Edge เป็นส่วนต่อขยายภายใต้กลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์แบบเปิด ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

โดยเริ่มต้นที่ Linux สืบเนื่องจากการเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เร้ดแฮท Enterprise Linux 8.4 ได้ขยายความสามารถที่รองรับระบบปฏิบัติการแบบไลท์เวทเอดจ์เนทีฟ การใช้เอดจ์ช่วยผลักดันให้เกิดขยายขอบเขตความเป็นไปได้ในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เร้ดแฮท

และ IBM ร่วมมือกันนำเทคโนโลยีการนำทางที่ก้าวล้ำมาใช้กับงานทางทะเล ซึ่งเป็นที่ที่มีการค้าขายสำคัญทางเศรษฐกิจจำนวนมากทั่วโลกเกิดขึ้นทุกวัน แม้ว่าบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องการเชื่อมต่อ เช่น ในทะเลหรืออวกาศ แต่ระบบ 5G จะช่วยขยายขอบเขตความเป็นไปได้บนโลกใบนี้

เร้ดแฮท นำเสนอเทคโนโลยี RHEL และ OpenShift แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อรองรับรูปแบบการใช้งาน 5G ที่หลากหลาย เราใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ด้านโทรคมนาคมที่ OpenStack มีอยู่ในการรันระบบเครือข่ายหลักต่าง ๆ และขยายการใช้งานของลูกค้าไปสู่ระบบ 5G

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากที่สุดเกี่ยวกับ Edge ก็คือ ความหลากหลายของรูปแบบการใช้งาน ตั้งแต่ระบบปฏิบัติงานในรถยนต์ ไปจนถึงระบบโทรคมนาคม และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม โดย OpenShift และ RHEL รองรับระบบเหล่านี้ ไม่ว่าจะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย 5G หรือไม่ก็ตาม แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็

คือ RHEL และ OpenShift ช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่ทำงานร่วมกันได้ในการเขียนโปรแกรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เป้าหมายของ เร้ดแฮท คือ การเปิดโอกาสให้ลูกค้าลงทุนในเทคโนโลยี OpenShift และ RHEL

ในวันนี้ และสามารถขยายไปสู่การใช้งาน Edge ได้อย่างง่ายดายในอนาคตเมื่อลูกค้ามีความพร้อมมากขึ้น เราได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวทางของ เร้ดแฮท ในการพัฒนาไฮบริดคลาวด์แบบเปิดอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรองรับรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง ขยาย และเพิ่มความรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง 

และเราได้พูดถึง Edge ซึ่งเป็นสมรรถนะใหม่ของไฮบริดคลาวด์แบบเปิด พร้อมด้วยรูปแบบการใช้งานใหม่ ๆ ที่พัฒนาต่อยอดบนรากฐานของโอเพ่นซอร์สและ Linux รวมถึงนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ

 นวัตกรรมสำหรับการปรับขนาด และจัดการไฮบริดคลาวด์แบบอัตโนมัติ

ไฮบริดคลาวด์จำเป็นต้องอาศัยการจัดการดูแลแบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถบูรณาการแอปพลิเคชั่นทั้งในปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงสามารถปรับขนาดและปรับเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งที่ตั้งใหม่ ๆ เร้ดแฮท ลงทุนด้านนี้เพื่อผสานรวมระบบอัตโนมัติเข้ากับระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ก้าวล้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการ Ansible Automation Platform, เร้ดแฮท Advanced Cluster Management และ เร้ดแฮท Insights เข้าด้วยกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญหลายด้าน เช่น การลงทุนของลูกค้าทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

ประโยชน์ข้อแรก คือ ระบบดังกล่าวจะจัดการไฮบริดคลาวด์ให้ทำงานอย่างสอดคล้องกันกับแพลตฟอร์มอื่น ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ติดตั้งในองค์กร ระบบพับลิคคลาวด์ หรือบริการ Managed Cloud Service ของ เร้ดแฮท โดยลูกค้าจะยังคงสามารถควบคุมดูแลด้วยการปรับเปลี่ยนโมเดลการใช้งานตามความต้องการ

ข้อสอง ระบบดังกล่าวจะขยายขีดความสามารถด้านการทำงานแบบอัตโนมัติของ เร้ดแฮท Ansible Automation Platform ให้ครอบคลุมเวิร์กโฟลว์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแอปพลิเคชั่นที่ประกอบไปด้วยแอปพลิเคชั่นและบริการทั้งแบบที่ใช้คอนเทนเนอร์ (containerized) และแบบที่ไม่ได้ใช้คอนเทนเนอร์ (non-containerized)

ข้อสาม ทีมงานฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะสามารถใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และคำแนะนำที่ก้าวล้ำ ด้วยการขยายโปรแกรม Insights ของ เร้ดแฮท ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เราพยายามพัฒนาขีดความสามารถเพิ่มเติมให้กับทั้ง RHEL และ OpenShift

เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับการรันเวิร์กโหลดในกรณีการใช้งานใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงให้คำแนะนำและความรู้เพิ่มเติมแก่ลูกค้า และประโยชน์ท้ายสุดคือมีการผสานรวมความสามารถในการปรับขนาดที่ยืดหยุ่นของ เร้ดแฮท Advanced Cluster Management

เพื่อจัดการอุปกรณ์ที่เอดจ์ โดยใช้การกำหนดค่าแบบอัตโนมัติและการรักษาความปลอดภัยของ Ansible ทั้งนี้ Ansible Automation Platform เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างระบบไฮบริดคลาวด์แบบเปิด โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงการจัดการแอปพลิเคชั่นที่มีอยู่ในปัจจุบันเข้ากับแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต

Red Hat

ช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ และสร้างนวัตกรรมได้ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

เร้ดแฮท ยังคงมองว่าความยืดหยุ่นของไฮบริดคลาวด์แบบเปิดมีความสำคัญอย่างมากต่อลูกค้าของเรา ลูกค้าต้องการโอเพ่นซอร์สที่ดีที่สุด ซึ่งผสานรวมเข้ากับระบบคลาวด์ และเฟรมเวิร์กที่เหมาะสม เพื่อรองรับแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจ 

เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในด้านไฮบริดคลาวด์แบบเปิด และแน่นอนว่าท่ามกลางวิกฤติ และความท้าทาย ย่อมจะมีโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เหนือชั้น โดยตลอดช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เร้ดแฮท ได้มอบรางวัลภายใต้โครงการ เร้ดแฮท Innovation Awards

เพื่อยกย่ององค์กรที่นำเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สของ เร้ดแฮท ไปใช้ในลักษณะที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์  และในปีนี้ มีองค์กรมากมายที่ได้รับการเสนอชื่อ ตั้งแต่สถานพยาบาลที่ต่อสู้กับโควิด-19 ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ทดสอบชิ้นส่วนโดยใช้ระบบเสมือนจริง

และการสร้างระบบบัญชีเงินเดือนสำหรับครู เรามีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของลูกค้าหลายรายซึ่งได้รับรางวัล เร้ดแฮท Innovation Award ในปีนี้

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.