หากใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่มี AI อัจฉริยะ เอาไว้ใช้งานซักเครื่อง “ออเนอร์ 400 โปร 5G” (HONOR 400 Pro 5G) ที่กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 นี้ อาจเป็นคำตอบที่ใช่ เพราะอัดเน้นด้วยประสิทธิภาพ และฟีเจอร์ AI กว่า 50 ตัว พร้อมผสานดีไซน์ที่โฉมเฉี่ยวได้อย่างลงตัว…
อย่างที่ทราบกันดีกว่าหลังจากที่ทาง “ออเนอร์” (HONOR) ได้กลับเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ทยอยปล่อยเครื่องหลากหลายรุ่นลงตลาดไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีในทุก ๆ ปี โดยในแต่ล่ะซีรี่ย์ก็สามารถสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดสมาร์ตโฟนในไทยแทบจะทุกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความบาง ความทนทาน ประสิทธิภาพตัวเครื่องขั้นสูง และในวันนี้ ออเนอร์ กลับมาอีกครั้งโดยพร้อมที่จะนำเสนอสมาร์ตโฟนที่มีความอัจฉริยะจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) ที่มีเคยมีอยู่แต่ในรุ่นท็อป ๆ มาใส่ในไว้ให้รุ่นที่จับต้องได้ง่ายขึ้นสู่ตลาดไทย
แถมยังพ่วงเอาประสิทธิภาพที่สุดคุ้มในช่วยยกระดับการถ่ายภาพได้อย่างมือโปร อย่าง “ออเนอร์ 400 โปร 5G” ให้คนผู้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนฉลาดล้ำถ่ายภาพสวยซักเครื่องได้มีเอาไว้ในครอบครอง ซึ่งในครั้งนี้ทาง ITday เอง ได้รับเครื่อง ออเนอร์ 400 โปร 5G ที่มาพร้อมคอนเซปต์ “Advance AI Portrait Master” มาทดสอบ และลองใช้งาน
ซึ่งถ้าทุกคนอยากรู้ว่า ออเนอร์ 400 โปร 5G แอดวานซ์ยังไง ลองไปอ่านรีวิวแบบไม่อวย ส่วนไหนดีก็ว่าดีส่วนไหนไม่ดีก็ว่ากันตามตรง กันเลยครับ
Review : HONOR 400 Pro 5G “Advance AI Portrait Master“ สมาร์ทโฟนกล้องเทพ และ AI สุดล้ำ…ครบเครื่อง! ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

นี่คือการกลับมาของหนึ่งในสมาร์ตโฟนซีรี่ย์ที่คุ้มค่าที่สุดของแบรนด์ “ออเนอร์” หลังจากที่ได้เปิดตัว ออเนอร์ 200 โปร ไปครบหนึ่งปี การกลับมาของ ออเนอร์ 400 ซีรี่ย์ ครั้งนี้ ออเนอร์ ได้การออกแบบ และพัฒนาโปรดักซ์ให้ทนทานยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลสวยขึ้น ชิปเซ็ตทรงพลังยิ่งขึ้น และกล้องหลัก และซูมได้ดียิ่งขึ้น
ออเนอร์ 400 โปร 5G ที่กำลังจะเปิดตัวในช่วงวันที่ 16 มิถุนายน 68 นี้ (ในไทย) โดยมาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่น พร้อมทั้งผสมผสาน ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวรวมความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น เริ่มจากตัวคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพ และบันทึกวีดีโอ ของ ออเนอร์ 400 โปร 5G ที่จัดสเปคมาให้แน่น ๆ

ประเดิมด้วยกล้องหลัก 200MP Ultra-clear Advance AI พร้อมไฟแฟลช LED ในตัว และเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.4 นิ้ว และ 10x Camera Zoom รวมถึงมีมุมกว้างพิเศษ พร้อมระบบโฟกัสอัตโนมัติ และเลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto) มีความละเอียด 50MP
ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ Sony IMX856 ออปติคอลซูมระดับ 3x (มากกว่า ออเนอร์ 200 โปร ที่มีอยู่ 2.5x) รวมถึงในโหมดการถ่ายภาพนี้ยังมีโหมดการใช้งานให้เลือกใช้ได้ตามความชอบของผู้ใช้ได้อย่างหากหลาย อาทิ โหมดภาพถ่ายแบบภาพยนต์ (Moving Photo), โหมดภาพถ่ายพอร์ทเทรต (Portrait),
โหมดถ่ายภาพเมื่อยิ้ม (Capture smiles), โหมดการสะท้อนภาพ (Mirror reflection), โหมดตั้งเวลา (Timer), โหมดการควบคุมด้วยท่าทาง (Gesture control), โหมดถ่ายภาพกลางคืน (Nigh), โหมดลายน้ำ (Watermark), โหมดภาพถ่ายความละเอียดสูง (HIGH-RES),
โหมดการฉายภาพวิดีโอหลายหน้าจอ (Multi-Video) ฯลฯ ขณะที่ในการถ่ายภาพในโหมดกล้องปกติ ก็มีสีโทนภาพในแบบต่าง ๆ ให้เลือกใช้ตามความชอบ อาทิ สีสันสดใส, สีโทนร้อน และสีภาพขาว-ดำ เป็นต้น

และด้วยประมวลผลอัจฉริยะ ทำให้ภาพในที่แสงน้อยสว่างขึ้นได้ดี สร้างการแยกความลึกของพื้นหน้า และพื้นหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับวัตถุที่อยู่ใกล้ และแสดงช่วงไดนามิกที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะช่วยชดเชยการผันผวนของภาพที่เกิดขึ้นจากการถ่ายแสงย้อน ในที่มีแสงจ้า หรือแม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่แสงน้อย หรือมืด
ตัวเครื่องยังมาพร้อมระบบออโต้โฟกัสแบบ PDAF (Phase Detection Autofocus) ที่สร้างขึ้นมาจากแนวคิดการหาจุดตัดของแสงเพื่อให้ภาพคมชัดที่สุดซึ่งมีอยู่ในกล้อง DSLR นั่นเอง ที่สำคัญยังมาพร้อมระบบกันสั่นแบบ OIS (Optical image stabilization) และ EIS (Electronic Image Stabilization) ที่ช่วยชดเชย
แรงสั่นไหวที่เกิดขึ้นขณะถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอลง ทั้งในรูปแบบของ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งช่วยจับจังหวะการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ในส่วนของเลนส์อัลตร้าวาย (Ultra-Wide) ก็มาในระดับความละเอียด 12MP ที่ช่วยสามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ถึง 112 องศา และที่สำคัญ คือ ออเนอร์ 400 โปร 5G





ก็ยังมีความร่วมมือกับทางสตูดิโอ Harcourt จากฝรั่งเศษ ไว้ในรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้ภาพถ่ายพอร์ตเทรตเหมือนกับถ่ายในสตูดิโอระดับมืออาชีพเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น Harcourt Portrait และ Film Simulation เพียงแต่ฉลาดขึ้นด้วยการใช้ AI เรียนรู้ลักษณะของแสง เงา และค่าการเปิดรับแสงที่เหมาะสมที่สุด
และยังมีปรับโทนสีของภาพโดยอัตโนมัติทำให้ได้ภาพที่สวยคมชัดได้ตามความต้องการ ทำให้เห็นทุกรายละเอียดชัดเจนแม้ท่ามกลางแสงแดดจ้า ไม่ว่าจะอยู่ที่ชายหาดที่มีแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ในด้านถ่ายภาพระยะใกล้ (Super Macro) ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีเก็บรายละเอียด และสีสันของภาพถ่ายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ซึ่งปัจจุบันมีสมาร์ตโฟนในกลุ่มของ Android เพียงไม่กี่รุ่นที่กล้าใส่มาให้ขนาดนี้ถ้านไม่ใช่ตัวระดับราคาแพง ๆ เกิน หรือใกล้ครึ่งแสน ก็แทบจะไม่มีให้เห็นกันมากนัก ขณะที่ในส่วนของกล้องหน้า ออเนอร์ 200 โปร นั้นก็ไม่พลาดที่จะจัดสเปคกล้องมาให้แบบคุ้มค่า



นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับระบบ Advance AI RAW สำหรับ File ภาพความละเอียดสูงขนาดใหญ่ ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดได้ถึง 50% ในส่วนของตัวกล้องหลัก สำหรับในโหมดของการบันทึกภาพถ่ายวีดีโอ ออเนอร์ 400 โปร 5G สามารถบันทึกภาพได้ที่ 60fps (กลองหลัก และ เทเลโฟโต้) ส่วนตัวอัลตร้าวายอยู่ที 30fps
ซึ่งหนึ่งที่น่าจะถูกใจสายทำคอนเทนต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค คือการที่ตัวเครื่องนั้นมีฟีเจอร์ Creative Advance AI Editing อาทิ ยางลบ AI ที่ช่วยให้สามารถลบสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากภาพได้ โดยทำได้ทั้งแบบการเอานิ้วลากวงกลมที่ตัววัตถุ ใช้นิ้วระบายเพื่อลบ หรือลบผู้คนทั้งหมดที่ไม่ต้องการออกจากภาพทั้งหมด


รวมถึงลบแสงสะท้อนออกก็ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว, ฟีเจอร์คัดเอาท์ AI ที่สามารถแก้พื้นหลัง หรือไดคัตพื้นหลังออก หรือจะเอาภาพอีกภาพมาซ้อนแทน และทำให้สีพื้นหลังเป็นสีทึบ ๆ ก็ยังได้ รวมถึงยังมีฟีเจอร์ AI Outpainting ที่ช่วย ขยาย และครีเอทภาพ
เพิ่มจากภาพเดิมที่มีอยู่ให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยมีขนาดให้เลือกทั้งแบบ อิสระ, วอเปเปอร์หน้าจอ, 1:1, 9:16, 16:9, 3:4, 4:3 และ 2:3 ที่ตัว AI ฉลาดขึ้นพอสมควร
แต่ตัวที่แอดมินชอบมากที่สุดคงเป็น ฟีเจอร์ AI Image to Video ที่ใส่มาให้ด้วย ทำให้เมื่อเราถ่ายคลิปเสร็จก็ยังสามารถนำไปใส่เอฟเฟกต์ เสียง หรือจะทำให้ภาพถ่ายกลายเป็นเคลื่อนไหวได้ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแต่การใช้งานจำเป็นต้องอยู่ในหน้าต่างของอัลบั้ม แล้วไปกดเลือกต้องปุ่ม “สร้าง” (create)
แล้วไปที่ “รูปภาพเป็นวีดีโอ” (Image to Video) แล้วจึงค่อยเลือกภาพที่ต้องการสร้างกด “เพิ่มภาพ” ทำตามขั้นตอนไม่กี่คลิกก็ได้ภาพเคลื่อนไหวแบบสั้น ๆ ออกมาให้ใช้งานกันแล้ว เพียงการสร้างแต่ล่ะครั้งจะไม่เหมือนเดิมซึ่งเป็นส่งควรระวังหากถูกใจแล้วจำเป็นต้องเซฟไว้ก่อน ไม่งั้นหายสร้างใหม่ก็อาจจะไม่เหมือนเดิมครับ

ข้อควรระวังอีกอย่างคือหากเราเลือกขนาดภาพที่ไม่เหมาะสมการสร้างจะถูกตัดภาพบางส่วนออกไปทำให้ได้ภาพเคลื่อนไหวที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งวิธีแกก็อาจจำเป็นต้องไปการฟีเจร์ขยายภาพถ่ายให้ภาพมีพื้นที่ว่างทั้งด้านข้าง ด้านบน และด้านล่าง อย่างหมาะสมก่อนค่อยนำมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหวจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
แต่ฟังก์ชั่นฟีเจอร์นี้จะใช้ได้ผู้ใช้ก็ต้องเข้าไปที่การตั้งค่าเพื่ออัพเดทระบบ OS ของเครื่อง ให้เป็นเวอร์ชั่น MagicOS 9.0 เสียก่อนหากไม่อัพเดทก็จะไม่สามารถใช้ได้ และเท่าทีลองเช็กในเบื้องต้นตัว ฟีเจอร์ AI Image to Video นี้เหมือนจะให้ใช้งานในรุ่น ออเนอร์ 400 ซีรี่ย์ ก่อน ซึ่งในรุ่นอื่น ๆ ยังไม่สามารถใช้ได้

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีเทมเพลตแบบสำเร็จรูปเอาไว้ใช้งานอีกด้วย โดยมีทั้ง เทมเพลต Food, เทมเพลต Retro Dv, เทมเพลต Gourmet Food, เทมเพลต Life Preview, เทมเพลต Urban Life และ เทมเพลต Fairy Tale ซึ่งช่วยทำให้เราสามารถนำภาพมาเล่าเรื่องราว ๆ ต่างได้อย่างตามฟิวของภาพได้ง่าย ๆ
แต่หากเราไม่พอใจก็สามารถที่จะตัดต่อ หรือตัดปะ รวมถึงสร้างวีดีโอเองก็สามารถทำได้ครับ อารมณ์การใช้งานก็คล้ายตัวแอปพลิเคชั่นตัดต่อวีดีโอที่มีให้โหลดใช้อย่าง CapCut นั่นเอง
คมชัดทุกพิกเซล

ด้านความสามารถในการแสดงผลคงต้องบอกว่าดีพอสมควรเลยทีเดียวครับ เพราะตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED แบบขอบโค้งเล็ก ๆ ขนาด 6.7 นิ้ว ซึ่งมีความละเอียดอยู่ 2800×1280 pixels (460 PPI) แสดงสีได้สูงถึง 1.07 พันล้านสี สว่างสูงสุดถึง 5000 nits เมื่อเล่นเนื้อหาแบบ HDR
ตัวหน้าจอยังมาพร้อมคุณสมบัติการดูแลสายตาจากเทคโนโลยี HONOR Eye Comfort Display, Advance AI Super-Dynamic และ Advance AI Vivid อีกทั้งยังรองรับ Netflix HDR และ Amazon HDR ทำให้เราสามาถรับชมวีดีโอ สตรีมมิ่ง จากทั้ง Netflix และ Amazon ได้อย่างสบายสายตามากที่สุด
อีกทั้งมีฟังก์ชั่นในการช่วยถนอมสายตาในระหว่างนั่งอยู่บนพาหนะที่เคลื่อนไหวอยู่ทำให้สามารถลดอาการคลื่นไส้ระหว่างการเดินทางได้ และด้วยอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอรีเฟรชเรท (Refresh Rate) ที่มีมาให้ขนาด 120Hz ทำให้แม้จะใช้เล่นเกมส์ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วทันต่อทุกสถานการณ์
รวดเร็วเต็มสปีด และถึกใช้งานได้ยาวนาน

ออเนอร์ 400 โปร 5G ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 บนระบบปฏิบัติการ Android 15 และ UI : MagicOS 9 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ผสานรวม AI ที่หลากหลาย สามารถรองรับการทำงานแบบ 2 หน้าจอ พร้อมกันได้อย่างไม่มีสะดุด
ทำให้ไม่ว่าจะใช้งานแอปพลิเคชั่นอยู่แล้วเผลอไปกดเปิดแอปพลเคชั่น หรือฟีเจอร์อื่น ก็ยังสามารถกลับไปใช้งานได้โดยไม่สะดุด ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเปิดแอปพลิเคชั่นใหม่อีกครั้ง โดยตัวเครื่องของ ออเนอร์ 400 โปร 5G มีหน่วยความจำภายใน RAM 12 GB + ROM 512 GB ทำให้สามารถเก็บ File ภาพ และวีดีโอ
ได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังรองรับ Nano-SIM และ eSIM ขณะที่ด้านขุมพลัง ออเนอร์ 400 โปร 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ซิลิกอนคาร์บอนขนาด 6000mAh รองรับการชาร์จเร็ว HONOR 100W SuperCharge (การชาร์จแบบมีสาย 51% ใน 15 นาที / 100% ใน 39 นาที) ผ่านสาย USB Type-C 2.0
และการชาร์จแบบไร้สาย 50W SuperCharge ด้วยความสามารถนี้ทำให้สามารถใช้ ออเนอร์ 400 โปร 5G เพื่อดูวิดีโอ 4K และเล่นเกมที่มีกราฟิกสูง ๆ ได้อย่างหมดห่วง ช่วยให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันอย่างไร้กังวล โดยหากใช้งานปกติไม่ได้เล่นเกม หรือชมวีดีโอขนาด 4K ก็จะสามารถใช้งานได้ยาวนานได้ 2 วัน
เป็นอย่างน้อย โดยไม่ต้องชาร์จ แต่หากใช้งานหนัก ๆ ก็จะสามารถใช้งานเพียงพอต่อ 1 วัน โดยตัวเครื่องรองรับการใช้งานชาร์จ และใช้งานได้ถึง 1200 รอบ แบตเตอรี่ทนทาน 4 ปี (ใช้งานร่วมกับที่ชาร์จ และสายชาร์จแท้เท่านั้น) ซึ่งกำลังชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์การใช้งานจริง
อีกทั้งการที่ตัวเครื่องรองรับการอัปเกรด Android สูงสุด 6 เวอร์ชั่น ทำให้สามารถใช้งานได้นานพอก่อนที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้เลย ออเนอร์ 400 โปร 5G ยังสามารถรองรับการกันฝุ่น และน้ำระดับ IP68/IP69 (ฉีดน้ำแรงดันสูง แช่ได้ลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที)
โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 160.8 มม. x 76.1 มม. x 8.1 มม. และมีน้ำหนัก 205 กรัม ได้รับการรับรองประสิทธิภาพระดับพรีเมียม 5 ดาว จาก SGS ในด้านความต้านทานการตก และการกดทับจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างสบาย
ในส่วนของคุณภาพเสียงของตัว ออเนอร์ 400 โปร 5G นั้นมาพร้อม ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ (Stereo Speakers) ตังด้านบน และด้านล่างของตัวเครื่องสามารถให้คุณภาพเสียงที่ดังน่าจนหน้าแปลกใจ โดยแม้วะนั่งอยู่ใกล้ ๆ 10-15 เมตร ก็ยังสามารถได้ยินเสียงได้

สเปคข้อมูล (Specification) : HONOR 400 Pro 5G
- สี : สีเทาเงิน Lunar Grey และ สีดำ Midnight Black *สีฟ้า Tidal Blue (สีของผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่)
- ขนาด : 160.8mm x 76.1mm x 8.1mm (6.33 in x 3.00 in x 0.32 in)
- น้ำหนัก : 205 กรัม (รวมแบตเตอรี่) (7.23 oz)
- เชื่อมต่อโครข่ายสัญญาณ : 5G NR / 4G LTE-FDD-LTE-TDD / 3G WCDMA / 2G GSM
- หน้าจอ : แบบ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด 2800×1280 pixels (460 PPI) ให้สีได้สูงถึง 1.07 พันล้านสี โดยมีอัตราการรีเฟรชเรท (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz ความสว่างสูงสุด 5000nit และต่ำสุดที่ 1.5nit รองรับการทำงาน HDR Vivid และ DCI-P3 ที่ช่วยเพิ่มช่วงไดนามิกของภาพ ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดได้ทั้งในส่วนที่มืด และสว่าง รวมถึงแสดงขอบเขตสีแบบดิจิทัลได้ดีขึ้น
- หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 (4 nm) / CPU Octa-core / GPU Adreno 750
- หน่วยความจำภายในเครื่อง : RAM 12 GB + ROM 512 GB
- ระบบปฏิบัติการ : Android เวอร์ชั่น 15, รองรับการอัปเกรด Android หลักสูงสุด 6 เวอร์ชั่น (up to 6 major Android upgrades), MagicOS 9 / Octa-core (1×3.0 GHz Cortex-X4 & 5×2.95 GHz Cortex-A720 & 2×2.0 GHz Cortex-A520)
- รองรับการเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e/7, dual-band or tri-band, Wi-Fi Direct / Bluetooth 5.4, A2DP, LE, aptX HD / GPS, GALILEO, GLONASS, QZSS, BDS / NFC / USB Type-C 2.0, OTG
- กล้องหลัง (กล้องหลัก) : 3 ตัว พร้อมไฟแฟลช LED ได้แก่ กล้องหลัก เซนเซอร์ขนาด 1/1.4 นิ้ว ความละเอียด 200MP รูรับแสง f/1.9 (wide) PDAF กันสั่น OIS+EIS รองรับระบบ Advance AI RAW โมเดลขนาดใหญ่ เพิ่มความคมชัดได้ถึง 50% / เลนส์กล้องเทเลโฟโต้ (Telephoto) ความละเอียด 50MP รูรับแสง f/2.4 PDAF, เซนเซอร์ Sony IMX856 และ 3x optical zoom / เลนส์กล้องอัลตร้าวาย (Ultra-Wide) ความละเอียด 12MP รูรับแสง f/2.2 รองรับการถ่าย Video 4K ความละเอียดสูงสุด 3840 x 2160 พิกเซล พร้อมเทคโนโลยีกันสั่นแบบอิเล็กทรอนิกส์ gyro-EIS และรองรับการถ่ายระยะใกล้ ()
- กล้องหน้า : 50MP รูรับแสง f/2.0 แบบ wide, 2 MP รูรับแสง f/2.4, แบบ depth, HDR รองรับการถ่าย Video 4K 1080p ความละเอียดสูงสุด 3840×2160 พิกเซล พร้อมเทคโนโลยีกันสั่นแบบอิเล็กทรอนิกส์ gyro-EIS
- โหมดจับภาพ : Advance AI Enhanced Portrait, Advance AI Super Zoom, Stage Mode, Artistic, Film Simulation, Motion Sensing Capture, Smart Focus, Moving Photo, Time-lapse, Advance AI photography, Super Wide Angle, Aperture, Multi-Video, Night shot, Portrait mode, Photo, Pro mode, Video, Slow-Mo, Panorama, HDR, Night video, STORY, Filter, WATERMARK, SCAN DOCUNENT, Super Macro, Capture smiles, Timer, HIGH-RES, etc.
- รองรับระบบซิม : Single SIM (Nano-SIM) or Hybrid Dual SIM (Nano-SIM, dual stand-by) P68 dust/water resistant (up to 1.5m for 30 min)
- เสียง : ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ (Stereo Speakers)
- ระบบความปลอดภัย : การจดจำลายนิ้วมือ (Fingerprint แบบ under display, optical), accelerometer, gyro, proximity, compass, barometer, color spectrum / การจดจำใบหน้า และปลดล็อคใบหน้า 2D / รองรับการกันฝุ่น และน้ำระดับ IP68/IP69 (ฉีดน้ำแรงดันสูง แช่ได้ลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที)
- แบตเตอรี่ : 6000mAh Silicon-Carbon battery + ชาร์จเร็ว HONOR 100W SuperCharge (การชาร์จแบบมีสาย 51% ใน 15 นาที / 100% ใน 39 นาที) และแบบไร้สาย 50W SuperCharge
- ราคา : 19,990 บาท (Pre-Order 11-27 มิ.ย.68 รับส่วนลด 2,000 บาท *เมื่อเทิร์นเครื่องเก่า)
- โปรพิเศษ : ประกันตัวเครื่อง 24 เดือน / ประกันหน้าจอแตก 6 เดือน / (*11-27 มิ.ย.68)
บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง
- โทรศัพท์ (แบตเตอรี่ในตัว)
- HONOR SuperCharge
- สาย Type-C
- เคสป้องกัน TPU
- คู่มือเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว
- เครื่องมือถอดซิม
- การ์ดรับประกัน
- ฟิล์มป้องกัน TP (ติดตั้งกับโทรศัพท์ก่อนการจัดส่ง)
การออกแบบ (design)
การออกแบบตัวกล่อง (Packaging Design) ตัวกล่องไม่มีอะไรพิเศษมากครับ จะเป็นกล่องกระดาษแข็งสีขาว ที่มีการสกีนตัวชื่อรุ่น “ออเนอร์ 400 โปร 5G” สีทองแบบที่ด้านหน้า ด้านช้างทั้งซ้าย และ ขวา ส่วนตัวด้านหัวกล่องจะพิมพ์คำว่า “ออเนอร์” เพียงเท่านั้น
ขณะที่ในส่วนของท้ายกล่องจะแปะสติกเกอร์ ระบุชื่อรุ่น ข้อมูลการผลิต หมายเลขซีเรียล และเลขอีมี่เครื่อง และสีของตัวเครื่องครับ ขณะที่ด้านหลังกล่องจะมีการสกีนสีทอง ระบุ TÜV Rheinland CERIFIED และ PRINTED WITH SOY INK ซึ่งแสดงว่าใช้หมึกถั่วเหลือง และเทคนิคการพิมพ์แบบ Offset (รักโลกสุดๆ)

ในแง่ของดีไซน์ตัวกล่องรวม ๆ แล้ว จะค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรที่พิเศษมากครับ ซึ่งตัวที่แอดมินได้เครื่องมารีวิวนั้นเป็น สีเทาเงิน Lunar Grey รุ่น RAM 12GB+ ROM 512GB ครับ

เปิดตัวกล่องจะพบกับตัวเครื่อง ออเนอร์ 400 โปร 5G ที่มีขนาด 160.8 มม. x 76.1 มม. x 8.1 มม. อยู่ในซองพลาสติก ที่เมื่อจับแล้วถือว่ามีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ส่วนตัวตัวน้ำหนักก็ถือว่าไม่หนักไม่เบามากไป แต่จะหนักค่อนข้างเบาครับ ขณะที่เมื่อมองตัวเครื่องแล้วตรงตัวหน้าจอมีความโค้งเล็กน้อยตามขอบ
และจะมีการติดแผ่นพลากติกใสกันรอยมาให้เพื่อกันรอยขีดข่วนได้นิดหน่อย แต่ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงส่วนโค้งของจอ ขณะที่ในส่วนด้านบนของหน้าจอจะมีกล้องหน้า (Front Camera) แบบเจาะรู (Punch-Hole) 2 ตัว (50MP และ 2MP) ทางด้านซ้ายเป็นไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน IR Blaster

ส่วนตัวบอดี้ด้านข้าง ด้านบน และด้านล่าง จะมีดีไซน์โค้งมนรับเข้าหาตัวเครื่อง ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดีเวลาจับเพราะไม่มีเหลี่ยมคมให้รู้สึกรำคาญ ซึ่งในด้านบนจะมีช่องลำโพงแบบ 3 รู ส่วนที่ด้านท้ายตัวเครื่องจะมี 4 รู และช่องเสียบสายชาร์จแบบ USB Type-C อยู่ตรงกลาง และช่องใส่ Hybrid Dual SIM ที่อยู่ทางขวามาให้

ส่วนตัวด้านข้างฝั่งขวาจะมีปุ่มเพาเวอร์ สำหรับล็อคหน้าจอ และเปิด-ปิด และรีสตาร์ท เครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียงครับ ส่วนด้านซ้ายตัวเครื่องจะเรียบ ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ส่วนด้านหลังตัวเครื่องจะมีกล้องหลัง (Rear Camera) ที่เป็นดีไซน์สี่เหลี่ยมทรงคางหมูขอบโค้งมนนูนสูงจากตัวบอดี้

และมีวงแหวนทรงเดียวกันเคลือบสีเงิน สกีน “200MP AI CAMERA” พร้อมเลนส์กล้อง 3 ตัว พร้อมไฟแฟลช LED (เลนส์หลัก 200MP, เลนส์กล้องเทเลโฟโต้ 50MP และเลนส์กล้องอัลตร้าวาย 12MP) ซึ่งเลนส์ทั้ง 3 ตัว จะมีวงแหวนครอบเลนส์สีเงิน และมีนูนสูงขึ้นเล็กน้อย
ส่วนด้านล่างจะสกีนโลโก้ “ออเนอร์” ที่มุมซ้ายล่าง และ เครื่องหมาย CE และ UKCA มุมขวาล่าง ซึ่งแสดงว่าผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสามารถจำหน่ายได้อย่างถูกตามกฎหมายในตลาด โดยรวมถือว่าดีไซน์ไม่ได้แปลกแหวกแนวอะไรมากเป็นพิเศษ แต่ค่อนข้างสะดุดตา
และแอบคล้ายดีไซน์ของ “HUAWEI Pura” อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียวครับ ส่วนเรื่องของพื้นผิวสัมผัสของบอดี้จะมีความเรียบลื่นจับแล้วให้ความรู้สึกที่ดีพอควร แต่แอบเสียดายที่ผิวสัมผัสนี้ไม่กันคราบมันที่อาจเกิดขึ้นได้เท่าไร แต่ก็ไม่น่ากังวลเท่าไรเพราะในกล่องมีเคสใสมาให้ด้วย

ข้อสรุปการใช้งานหลังจากทดสอบ
ในแง่ของการออกแบบดีไซน์ตัวเครื่อง ออเนอร์ 400 โปร 5G ถือว่าทำออกมาได้ดี โดยยังคงเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราในระดับหนึ่ง การออกแบบให้ตัวเครื่องมีดีไซต์ที่โค้งมนเล็กน้อย ทำให้นึกย้อนไปถึงสมาร์ทโฟนยุคเริ่มแรกที่เน้นคามใส่ใจในการใช้งานของผู้ใช้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องที่ใส่แต่ความสามารถล้ำ ๆ
แต่บอดี้แทบไม่ต่างกัน ประหนึ่งว่าก็อปดีไซน์กันมาจากแบรนด์อื่น ๆ เพียงแต่เปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ เพียงเท่านั้น หรือไม่ก็ฉีกทำลวดลายที่เลอะเทอะจนไม่รู้ว่าทำไปทำไม เพราะส่วนใหญ่ก็หาเคสมาใส่เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน หรือรอยบิ่น ที่อาจเกิดขึ้นจาการตกลงพื้นกันอยู่แล้ว
นอกเสียจากว่าต้องการจะโชว์จริง ๆ และเลือกที่จะใส่เคสแบบใส ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ช่วยป้องกันตัวเครื่องได้มาก และหากเมื่อคำนึงถึงเรื่องของแข่งขันในด้านประสิทธิภาพในการถ่ายภาพ ที่นับวันจะยิ่งทำให้ตัวเลนกล้องใหญ่มากขึ้น หรือหลายกล้องมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้หาเคสมาใส่เพื่อปกป้องตัวเครื่องได้ยากตามขึ้นไปด้วย

ในส่วนประสิทธิภาพในการถ่ายภาพของ ออเนอร์ 400 โปร 5G ก็คงต้องยอมรับว่า ออเนอร์ ทำได้ขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ตั้งแต่ซีรี่ย์ 200 ไปจนถึง เมจิก (Magic) เรียกว่าพัฒนาต่อเนื่องจนมาถึงซี่รี่ย์ 400 นี้ ในขณะที่ซี่รี่ย์ เอ็กซ์ (X) แม้จะโดดเด่นในเรื่องของความทนทาน แต่รื่องคุณภาพกล้องก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ครับ
ซึ่งในส่วนของ ออเนอร์ 400 โปร 5G รุ่นนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่รุ่นท็อปสุดของแบรนด์ แต่สเปคกล้องกล้องก็จัดเต็มมาให้แบบไม่น้อยหน้าซีรี่ย์ “เมจิก” เลย เพราะเล่นใส่ระบบประมวลผลภาพด้วย “เอไอ” (AI) มาให้แบบจัดเต็มทำให้เวลาถ่ายภาพเราแทบจะไม่ต้องทำอะไรมากแค่เลือกฟีเจอร์ หรือโทนสีที่ต้องการก็ได้ภาพที่สวยคมชัดแล้ว
เพราะระบบ Advance AI Blur Calculation และ Advance AI Intent Recognition Engine ที่ใส่เข้ามาในเครื่องจะเรียนรู้ลักษณะของแสง เงา และค่าการเปิดรับแสงที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดออกมาให้ แต่ที่ห้ามพลาดลองใช้คือฟีเจอร์เด่น ๆ อย่าง “AI Image to Video” ที่ช่วยทำให้ภาพถ่ายเคลื่อนไหวได้
เพราะช่วยให้การถ่ายภาพสนุกมากขึ้น ซึ่งแอดมินลองใช้แล้วต้อบอกว่าการสร้างภาพนิ่งให้เคลื่อนไหวได้นี่เป็นอะไรที่แปลกใหม่มากสำหรับความสามารถของสมาร์ตโฟน (ถ้าเราไม่รวมเอาการใช้ AI ผ่านคอม) แต่หากถามว่าเจ้า ออเนอร์ 400 โปร 5G ถ่ายภาพดีที่สุดขนาดนั้นเลยมั้ย ก็คงต้องบอกว่าไม่ขนาดนั้น
เพราะในหลาย ๆ โหมดการถ่ายภาพยังมีเรื่องของจุดที่ ออเนอร์ ยังต้องพัฒนากันต่อไปยกตัวอย่างเช่นความสดใสของสีในภาพถ่ายในโหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ที่แม้ว่าเรื่องของการเก็บลายละเอียดของแบบได้ดีขนาดเส้นผมที่กะเซิงก็เก็บได้หมดเพราะมี Advance AI Power Film Simulation

ช่วยวิเคราะห์ภาพ และแสงของภาพ แต่ก็ไม่สามารถแสดงผลของสีสันเหมือนกันกับที่ดูผ่านการแสดงผลบนหน้าจอ AMOLED ที่มีความละเอียด 1.07 พันล้านสี ได้เมื่อดูผ่านหน้าจอความละเอียดที่มีคุณสมบัติน้อยกว่าคุณภาพที่ได้มักจะออกไปในโทนสว่างซะมากว่าตรงนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมากนัก
แต่ก็ทำให้หงุดหงิดได้เช่นกันหากเราเป็นคนที่แต่งภาพไม่เก่งเท่าไร และหวังพึ่งภาพที่ได้จากกล้องเลย อีกส่วนที่น่าจะยังเป็นปัญหาที่ออเนอร์ยังก้ไม่ตกคือเรื่องความสามารถในการซูมถ่ายภาพระยะไกล ที่ตัวเครื่องระบุสเปคมาว่าสามารถซูม 0.6X ถึง 50X แต่พอเอาเข้าจริงภาพที่ถ่ายไกลมาก ๆ ก็ยังมีความเบลอ และไม่ชัดเท่าที่คาดหวัง
แม้จะมี AI ช่วยแล้วก็ตาม โดยระยะที่พอหวังได้จะอยู่ที่ 6X เท่านั้น ส่วนระยะ 50X นั้นยังมีความเพี้ยนของภาพที่ได้อยู่พอสมควร แต่โดดรวมแล้วต้องบอกว่า ออเนอร์ 400 โปร 5G ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจเลือกเอาไปใช้ถ่ายภาพ หรือถ่ายวีดีโอได้อย่างดีเลยทีเดียว ส่วนตักล้องหน้า 50MP ก็ไม่แย่ ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ๆ

กลับมาในส่วนของเรื่องหน้าจอแสดงผลของ ออเนอร์ 400 โปร 5G ที่กล่าวไปในข้างต้นกันครับ ในส่วนของความสามารถในการแสดงผลของหน้าจอ แอดมินคงต้องบอกว่านี่คือสมาร์ตโฟนที่มีการแสดงผลของสีสันที่สวยสดใสมากที่สุดอีกรุ่นที่มีอยู่ในตลาด เพราะตัวหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว
ที่ให้แสดงสีได้สูงถึง 1.07 พันล้านสี พร้อมเทคโนโลยีถนอมสายตา HONOR Eye Comfort Display โดยมีอัตราการรีเฟรชเรท (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz ความสว่างสูงสุด 5000nit และยังรองรับการทำงาน HDR Vivid และ DCI-P3 ซึ่งช่วยเพิ่มช่วงไดนามิกของภาพ
ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดได้ทั้งในส่วนที่มืด และสว่างได้อย่างดี ทำให้ไม่ว่าเราใช้เล่นเกม หรือใช้เพื่อรับชมวีดีโอคลิปอย่าง ยูทูป (YouTube) หรือวีดีโอจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง อย่าง Netflix, HBO Go, Disney+ hotstar, WeTV, Viu, iQiyi หรือ Prime VDO
ก็สามารถเลือกปรับคุณภาพสูงสุดเพื่อรับคุณภาพของสีสันได้อย่างคมชัด ซึ่งนั่นรวมถึงการใช้เล่นเกมที่มีกราฟฟิกสูง ๆ ก็ยังไหวครับ แต่สำหรับคนที่ชอบการรับชมภาพบนหน้าจอใหญ่ก็อาจจะต้งผิดหวังกันบ้าง เนื่องจากตัวหน้ามีขนาดเพียง 6.7 นิ้ว เท่านั้น เพราะรุ่นนี้เน้นเรื่องของการถ่ายภาพซะมากกว่า
ที่จะเน้นเรื่องของการช้เพื่อรับชมวีดีโอ หรือเล่นเกมโมบาย นั่นเอง ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าเรื่องของการรับชมวีดีโอ และเล่นเกมด้วยกราฟฟิกภาพสูง ๆ จะส่งผลต่อปริมาณการใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ต และอาจทำให้ค่าเน็ตสูงขึ้นได้ เนื่องจากไฟล์ที่มีรายละเอียดสูงเหล่านี้ต้องการแบนด์วิธ (bandwith) หรือความเร็วอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น
ในการดาวน์โหลด และอัปโหลดข้อมูล นั่นเอง ซึ่งถ้าใครซื้อแพ็กเกจแบบ Unlimited Data ก็ไม่ต้องห่วงในส่วนนี้ครับ ใช้ไปยาว ๆ กันได้เลย แต่ภ้าไม่ก็เลือกใช้แบนด์วิธผ่าน ไว-ไฟ (Wi-Fi) จะดีกว่า เพราะ ออเนอร์ 400 โปร 5G รองรับระบบมาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สาย
แบบ IEEE 802.11 a/b/g/n/ac/6e/7 ซึ่งทำงานบนคลื่นความถี่ 6GHz ทำให้มีแบนด์วิธด์กว้าง สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง และยังรองรับการใช้งานบน Wi-Fi 7 และ Wi-Fi 6E อีกด้วย และหากใครกังวลในส่วนของตัวพลังงานที่ต้องใช้ว่ายิ่งใช้แบนด์วิธเยอะ ๆ จะทำให้ตัวเครื่องแบตเตอรี่หมดไว

ก็ไม้ต้องห่วงครับ เพราะ ออเนอร์ 400 โปร 5G ใส่แบตเตอรี่ Silicon-Carbon battery ขนาด 6000mAh ที่มีทำให้เพียงพอต่อการใช้งานแบบต่อเนื่องใน 1 วัน ได้สบาย ๆ และหากยังไม่สบายใจก็ไม่ต้องกังวลเพราะตัวเครื่องรองรับการการชาร์จเร็วสูง
ด้วย HONOR 100W SuperCharge ทำให้เราสามารถชาร์จไฟที่ 20v / 5a ได้ ซึ่งจากที่แอดมินลองใช้สามารถขาร์จไฟจาก 40-50% ภายใน 15-17 นาที เท่านั้น (ขึ้นหัวชาร์จ (Adapter) และสายชาร์จที่ใช้งาน)

ส่วนในเรื่องของระบบปฏิติการ และขุมพลังในการประมวลผล ก็คงไม่ต้องบอกว่าว่าดีแค่ไหน เพราะ ออเนอร์ 400 โปร 5G ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 750 มาให้ด้วย และสำหรับเหล่าเกมเมอร์ที่จะใช้ สำหรับแข่งขันก็ไม่ต้องกังวล
เพราะ ออเนอร์ 400 โปร 5G มี GPU Turbo XGame Engine ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก โดยการผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ทำให้เกมลื่นไหลขึ้น ลดอาการกระตุก และยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย โดยรวมแล้วไม่มีข้อติมากนักสำเรื่องระบบปฏิติการ และขุมพลัง

ซึ่งหากจะมีเรื่องให้ห่วงก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ Snapdragon 8 Gen 3 มีแนวโน้มทำให้เครื่องร้อนได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานหนักหรือเล่นเกมเป็นเวลานาน แม้ว่าประสิทธิภาพจะดีขึ้น แต่ก็มีการใช้พลังงานมากขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดความร้อนสะสม การระบายความร้อนที่ไม่ดีของตัวเครื่องอาจทำให้ปัญหาความร้อนแย่ลงได้


ในด้านของระบบ IU ตัว ออเนอร์ 400 โปร 5G นั้นเป็น One UI เวอร์ชั่น 3.5 ที่ทำงานบน Android เวอร์ชั่น 11 และมาพร้อมกับ MagicOS 9.0 ของ ออเนอร์ ที่รูปแบบดูแล้วก็เข้าใจง่าย แต่ที่โดดเด่นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความสามารถในการผสานรวมความสามารถของ AI แบบต่าง ๆ ทำให้ ออเนอร์ 400 โปร 5G
สามารถใส่ AI ล้ำ ๆ ได้กว่า 40 ตัว อาทิ ข้อความเมจิก : ซึ่งสามารถคัดลอกข้อความจากรูปภาพได้อย่างได้อย่างรวดเร็ว, เมจิกพิร์ทัล : ที่ทำให้สามารถแตะ หรือวาดวงกลมบนรูปแล้วนำไปหาข้อมูลได้ในทันที, สร้างคำบรรยายด้วย AI : ที่ช่วยแปลงคำพูดเป็นข้อความ หรือถอดเสียงได้แบบเรียลไทม์,
แปลด้วย AI : ตัวช่วยแปลภาษาสนทนาได้หลากหลายภาษา เพื่อช่วยลบอุปสรรคในการพูดคุย, การแปลการโทรด้วย AI : ตัวช่วยในการแปลภาษาในระหว่างการสื่อสาร โดยสามารถเลือกเสียงเป็นได้ทั้ง ผู้ชาย และผู้หญิง, การเขียนด้วย AI : ตัวช่วยในการเรียบเรียง ขยาย ตัดทอน หรือสรุปข้อความที่เลือกด้วย AI,
การตรวจดีปเฟด (DeepFake) ด้วย AI : ตัวช่วยในการป้องกันการหลอมแปลงใบหน้า ด้วยวิดีโอ หรือ รูปภาพ เป็นต้น ซึ่ง AI ทั้งหมดนี้การใช้งานจะต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เท่านั้น หากไม่ได้เชื่อมต่อก็จะไม่สามารถใช้งานได้ สำหรับการใช้งานเราต้องเข้าไปที่การตั้งค่าของตัวเครื่องครับ แล้วมองหา HONOR AI แล้วเปิดใช้งานทีล่ะตัว
ขณะที่ในส่วนของ AI บ้างตัวนั้นจะเป็นแบบฝังการใช้งานไว้ในฟังก์ชั่นการใช้งานนั้น ๆ เช่น Advance AI Power Film Simulation, Advance AI Blur Calculation และ Advance AI Intent Recognition Engine, Advance AI Super-Dynamic และ Advance AI Vivid จะเป็น AI การช่วยปรับภาพแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

ส่วนการใช้ AI Image to Video ก็ต้องอัฟเดท MagicOS เป็นเวอร์ชั่น 9.0 เสียก่อนไม่งั้นจะไม่สามารถใช้งานได้ครับ ส่วนการใช้หลังอัปเดทก็ดียงเข้าไปที่อัลบั้มภาพทั้งหมด แต่ไม่ต้องเปิดอัลบั้มไหน แล้วมองหาปุ่มทางขวาล่างสุดที่เขียนว่า “สร้าง” กดเข้าไปแล้วจะพบกับหน้าต่างใหม่ที่ด้านบนซ้าย
มีปุ่ม “รูปภาพเป็นวีดีโอ” (Image to Video) กดเข้าไปเลยครับ จะเจอหน้าต่างใหม่ แล้วมีปุ่ม “เพิ่มภาพ” ให้เรากดเข้าไปเลือกภาพที่ต้องการแปลงให้เป็นภาพเคลื่อนไหว เลือกเสร็จแล้วก็รอเครื่องประมวลผลจนครับ 100% ก็จะได้ภาพเคลื่อนไหวมาครับ
แต่ภาพที่ได้ AI สุ่มนะครับว่าจะขยับแบบไหน ไม่สามารถกำหนดรูปแบบได้ โดยภาพส่วนใหญ่จะขยับประมาณ 5 วินาทีครับ ข้อควรระวังคือ รูปแบบการแปลงนั้นมีให้เลือกแค่ 2 ขนาด เท่านั้น ถ้าเราไม่ใช้ฟีจอร์ในการขยายพื้นที่ภาพที่จะใช้ซะก่อนแล้วใช้ภาพแบบเต็มเฟรมภาพที่ได้จะถูกตัดขอบออกทำให้ภาพดูไม่สมประกอบได้


ส่วน AI ตัวอื่น ๆ เช่น การลบวัตถุ การขยายภาพ หรือการปรับคุณภาพของภาพ นั้นจะอยู่ในส่วนของการแก้ไขภาพในอัลบั้มครับ ซึ่งเท่าที่ทดลองใช้ถือว่าฉลาดมากพอสมควร แต่ก็มีบางภาพที่ AI มักจะสร้างภาพ (AI Image Generator) ออกมาแบบไม่ค่อยดีก็ต้องทำใหม่ เพื่อให้เราได้ภาพที่ถูกใจมาที่สุดนะครับ

ทั้งนี้ “ออเนอร์ 400 โปร 5G” เตรียมเปิดตัวพร้อมประกาศราคาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 นี้ โดยจะเปิดให้พรีออเดอร์ระหว่างวันที่ 17-27 มิถุนายน 2568 นี้ พร้อมรับสิทธิพิเศษทั้งของแถม และโปรโมชันสุดคุ้ม และจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป
ข้อดี–ข้อเสีย
ข้อดี
- กล้องหลัก 200MP (10x Camera) พร้อมไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์ 1/1.4 นิ้ว ในตัว
- เลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto) 50MP เซนเซอร์ Sony IMX856 ออปติคอลซูม 3x
- เลนส์อัลตร้าวาย (Ultra-Wide) 12MP ที่ช่วยสามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ถึง 112 องศา
- มีระบบออโต้โฟกัสแบบ PDAF (Phase Detection Autofocus)
- ยังคงความร่วมมือกับทางสตูดิโอ Harcourt
- รองรับการอัปเกรด Android สูงสุด 6 เวอร์ชั่น
- รองรับระบบ Advance AI RAW สำหรับ File ภาพความละเอียดสูงขนาดใหญ่
- มี AI กว่า 40 ตัว และมีฟีเจอร์ Creative Advance AI Editing
- รองรับฟีเจอร์ AI Image to Video
- มีเทคโนโลยีดูแลสายตา HONOR Eye Comfort Display
- หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียดอยู่ 2800×1280 pixels (460 PPI) ขนาด 6.7 นิ้ว แสดงสีได้สูงถึง 1.07 พันล้านสี สว่างสูงสุดถึง 5000 nits
- การตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอรีเฟรชเรท (Refresh Rate) 120Hz
- ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 บนระบบปฏิบัติการ Android 15 และ MagicOS 9
- มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 750
- มี GPU Turbo XGame Engine ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก
- รองรับการใช้ Nano-SIM และ eSIM
- ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ (Stereo Speakers)
- ใช้แบตเตอรี่ Silicon-Carbon battery ขนาด 6000mAh + HONOR 100W SuperCharge
- มีระบบการจดจำลายนิ้วมือ (Fingerprint ) / การจดจำใบหน้า และปลดล็อคใบหน้า 2D / รองรับการตรวจดีปเฟด (DeepFake) ด้วย AI
- รองรับการกันฝุ่น และน้ำระดับ IP68/IP69
- ได้รับการรับรอง TÜV Rheinland CERIFIED
- ใช้หมึกในการพิมพ์ PRINTED WITH SOY INK ที่ทำจากถั่วซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ข้อเสีย
- ความสามารถในการซูมถ่ายภาพระยะไกลยังหวังผลได้แค่ระยะ 6X
- การใช้ AI Image to Video ก็ต้องอัฟเดท MagicOS เป็นเวอร์ชั่น 9.0 เสียก่อน ไม่ได้อัปเดทมาให้เลย
- การใช้ AI Image to Video ภาพที่ได้ จะเป็นสุ่มไม่สามารถกำหนดรูปแบบได้ และรูปแบบการแปลงนั้นมีให้เลือกแค่ 2 ขนาด เท่านั้น
- การใช้ AI ใน HONOR AI ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เท่านั้น
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th



























[…] Review : HONOR 400 Pro 5G สมาร์ทโฟนกล้องเทพ และ AI สุด… […]