“รองนายกฯ ประเสริฐ” ลุยภาคเหนือแก้ปัญหา “สารปนเปื้อน” ในแม่น้ำต่อเนื่อง

รองนายกฯ ประเสริฐ

“รองนายกฯ ประเสริฐ” ลงพื้นที่ “ภาคเหนือ” ติดตามความคืบหน้าแก้ไขปัญหา “สารปนเปื้อน” แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก พร้อมกำชับป้องกันการกระจายตัวสู่ “แม่น้ำโขง” เร่งตรวจสุขภาพ และคัดกรองโรคจากโลหะหนักครอบคลุมทุกกลุ่มเสี่ยง พร้อมสั่งเร่งเตรียมการรับมืออุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ…

highlight

  • รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ “เชียงใหม่-เชียงราย-ลำพูน” ติดตามความคืบหน้าแก้ไขปัญหา “สารปนเปื้อน” เร่งจัดหาน้ำดื่มสะอาดสำรองให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และวางแผนระยะยาวในการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่สะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐาน พร้อมกำชับ สทนช. วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

รองนายกประเสริฐ” ลุยภาคเหนือแก้ปัญหา “สารปนเปื้อน” ในแม่น้ำ “กกสายรวก” ต่อเนื่อง กำชับเร่งป้องกันการกระจายตัวสู่ “แม่น้ำโขง

รองนายกฯ ประเสริฐ

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ภาคเหนือต่อเนื่อง พร้อมติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และการป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำพูน

โดยมี นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, วิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย พัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), ไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ สทนช.

และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ สำนักงานชลประทานที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นนายประเสริฐพร้อมคณะได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการขุดลอกแม่น้ำปิง บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ อำเภอเมืองเชียงใหม่

รองนายกฯ ประเสริฐ
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน

ตนพร้อมคณะจึงลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา และเร่งหาแนวทางแก้ไขการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และป้องกันปัญหากระจายตัวสู่แม่น้ำโขง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยได้รับฟังรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำพบว่า บางจุดยังมีปริมาณสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐาน

จึงได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่เสี่ยง และเผยแพร่ผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และข้อมูลที่เสี่ยงต่อสุขภาพแก่สาธารณชนได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ และให้มีระบบการเตือนภัยด้านคุณภาพน้ำที่รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วถึง

รองนายกฯ ประเสริฐ

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเสี่ยง โดยให้คัดกรองโรคจากสารหนู และโลหะหนักอื่น ๆ รวมทั้งติดตามผลอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

นอกจากนี้ ให้การประปาส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงมหาดไทย เร่งจัดหาน้ำดื่มสะอาดสำรองให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และวางแผนระยะยาวในการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่สะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน เพียงพอ และครอบคลุมทุกพื้นที่

รวมถึงให้กรมทรัพยากรน้ำ เร่งศึกษา สำรวจ ออกแบบจุดชะลอน้ำ ฝายดักตะกอน ตามที่ได้มีการวางแผน พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน และเร่งสำรวจแหล่งน้ำผิวดินแห่งใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

รองนายกฯ ประเสริฐ
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

“รวมทั้งได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อภาคการเกษตร และการท่องเที่ยว กำหนดมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้คำแนะนำในการปรับตัว และฟื้นฟูอาชีพ และมอบหมายให้จังหวัดเร่งรัดดำเนินงานตามโครงการการป้องกัน

และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณแล้ว และให้พิจารณาโครงการจำเป็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสารพิษ และฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน เสนอต่อรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการดำเนินการต่อไป พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ สทนช. วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว

และยั่งยืนผ่านกลไกความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (LMC)” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

ติดตามความก้าวหน้ามาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ

รองนายกฯ ประเสริฐ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ มีปริมาณฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ และคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นรวมถึงเร่งรัดดำเนินโครงการที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับสถานการณ์ มอบหมายให้จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำพูน เตรียมความพร้อมในทุกด้านสำหรับการรับมือในช่วงฤดูฝนนี้

รองนายกฯ ประเสริฐ

โดยบูรณาการมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ร่วมกับแผนป้องกัน และแก้ไขภาวะน้ำท่วมและแผนป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด รวมทั้งให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา, กรมชลประทาน, กรมการทหารช่าง, เร่งขุดลอกแม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำปิง

รวมถึงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำชั่วคราวในแม่น้ำสาย ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่แล้วเสร็จตามแผน ให้ทั้ง 3 จังหวัด เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้พร้อมรองรับสถานการณ์น้ำท่วม และน้ำหลากในพื้นที่ได้ทันที และโดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่องด้วย

รองนายกฯ ประเสริฐ

ด้าน พัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีปริมาตรน้ำรวม 393.15 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 56%

ขณะที่จังหวัดเชียงราย มีปริมาตรน้ำรวม 67.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 46% ของความจุ และจังหวัดลำพูน มีปริมาตรน้ำรวม 24.78 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 59% ของความจุ ซึ่งอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำเพิ่มเติมได้อีก อย่างไรก็ตาม หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์

เร่งแผนแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง

รองนายกฯ ประเสริฐ

พร้อมทั้งเร่งรัดดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก) ระยะเร่งด่วน รวมถึงลำน้ำอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในลำน้ำให้สามารถระบายน้ำ และรองรับน้ำหลากได้อย่างเต็มศักยภาพ

กรณีแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทย และเมียนมา ปัจจุบันในส่วนของประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการขุดลอกแม่น้ำรวก ประมาณ 53% และก่อสร้างพนังกั้นน้ำชั่วคราว-กึ่งถาวร ประมาณ 61% ของแผน

ในขณะที่เมียนมาได้เริ่มดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสาย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ความก้าวหน้าประมาณ 3% การขุดลอกแม่น้ำปิง และแม่น้ำกก ที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผนโดยเร็ว เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ และลดผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด

รองนายกฯ ประเสริฐ

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay