Review : Huawei Watch 3 สมาร์ทวอทช์อัจฉริยะครบจบในเครื่องเดียว

Huawei Watch 3

รีวิว Huawei Watch 3 สมาร์ทวอทช์อัจฉริยะที่ตอบทุกโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน สุขภาพ และความบันเทิง…

สำหรับแฟน ๆ หัวเว่ย ที่ตั้งตารอ สมาร์ทวอทซ์ (Smartwatch) เครื่องใหม่ล่าสุด อย่าง หัวเว่ย วอทซ์ 3 (Huawei Watch 3) วันนี้ไม่ต้องรออีกต่อไปแล้วเพราะ หัวเว่ย ได้ประกาศพร้อมจำหน่าย หัวเว่ย วอทซ์ 3 ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ โดยชูจุดเด่นที่การออกแบบการใช้งานให้ล้ำสมัย

และเป็นสมาร์ทวอทซ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นหนึ่งใน สมาร์ทวอทซ์ ที่น่าจับตามองในตลาดปัจจุบัน อีกหนึ่งรุ่น โดยมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครอบคลุมครบ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การดูแลสุขภาพ ความบันเทิง อีกทั้ง ยังเป็น สมาร์ทวอทซ์ รุ่นแรก ๆ ของ หัวเว่ย

Huawei Watch 3

ที่มาพร้อม ระบบปฏิบัติการที่เปิดตัวมาใหม่ล่าสุด ของ หัวเว่ย อย่าง HarmonyOS ซึ่งแน่นอนว่าการที่ไม่ได้รันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android OS) ยอมทำใฟ้หลาย ๆ คน อาจมีข้อสงสัย และกังวล ไม่มากก็น้อย แต่อย่าเพิ่งด่วยสรุปว่าตัว หัวเว่ย วอทซ์ 3 นั้นจะไม่ดี

เพราะล่าสุด แอดมิน ได้เจ้า หัวเว่ย วอทซ์ 3 รุ่น Active Edition (สายดำ) มาทดสอบ ซึ่งหากว่าอยากรู้ว่า หัวเว่ย วอทซ์ 3 นั้นมีดีอย่างไร เรามาไปอ่านกับการ รีวิว เครื่องกันได้เลยครับ

Huawei Watch 3

Review : Huawei Watch 3 สมาร์ทวอทช์อัจฉริยะครบจบในเครื่องเดียว

ตามสไตล์ของ หัวเว่ย ที่กว่าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาซักรุ่น ก็จะค่อนข้างเน้นให้ดูเรียบหรู แต่ต้องสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย เรียกว่าจะขายทั้งทีก็ต้องจูงใจผู้บริโภคด้วย ฟีเจอร์ และฟังก์ชั่น ที่เรียกว่าอัดยัดเข้ามาเต็มทีกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าการทำเครื่องออกมาให้ดีคือโจทย์ที่

หัวเว่ยต้องการมอบประสบการณ์ และมุ่งสร้างวิถีชีวิตอัจฉริยะที่ไร้รอยต่อ (Seamless Smart AI Life) อย่างที่ตั้งใจเอาไว้นั่นเอง ซึ่งหากใครเคยใช้สมาร์ทวอทซ์ รุ่นพี่ของหัวเว่ยอย่างเจ้า หัวเว่ย วอทซ์ GT 2 Pro มาแล้วก็จะเข้าใจว่า ทำไมหัวเว่ยถึงพัฒนา หัวเว่ย วอทซ์ 3 ออกมาได้ดูดี ไม่แตกต่างกับรุ่นพี่อย่าง หัวเว่ย วอทซ์ GT 2 Pro

Huawei Watch 3

แน่นอนว่าด้วยสเปคเครื่องนั้นอาจจะไม่เต็มเหมือนกับ หัวเว่ย วอทซ์ GT 2 Pro ซึ่งเป็น สมาร์ทวอทซ์ ที่ดีที่สุดของ หัวเว่นนปีที่ผ่านมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวเว่ย วอทซ์ 3 นี้ ไม่ได้ขี้เหร่ เพราะจัดเต็มทั้งเรื่องของดีไซน์ และฟีเจอร์การใช้งานที่ครบมากที่สุดรุ่นของ สมาร์ทวอทซ์ ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน

ซึ่ง หัวเว่ย ก็ตั้งเป้าให้ หัวเว่ย วอทซ์ ซีรี่ย์ นี้ เป็นหัวหอก ในการบุกตลาด สมาร์ทวอทซ์ ในไทย และแข่งขันกับแบรนด์อื่น ๆ ที่ ทยอยเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทวอทซ์ในประเทศไทย มากขึ้น โดยชูจุดเด่นในเรื่องของความหลากหลายที่มากกว่า ดีกว่า และคุมค่ามากกว่า นั่นเอง

Huawei Watch 3

สเปคข้อมูล (Specification) : หัวเว่ย วอทซ์ 3

  • ขนาด : 46.2 มม × 46.2 มม × 12.15 มม. (ไม่รวมเซ็นเซอร์) 
  • หน้าจอ : AMOLED 1.43 นิ้ว 466×466 พิกเซล PPI 326 (ระบบสัมผัส และสั่งการ ทัชสกีน)
  • น้ำหนัก : 333 กรัม
  • สี : Black
  • วัสดุกรอบนาฬิกา : วัสดุ Stainless steel และ ceramic
  • สายนาฬิกา : สายยางซิลิโคนสีดำ แบบ Fluoroelastomer
  • GPS : with A-GPS / GLONASS / BDS / GALILEO / QZSS
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 2.4 GHz รองรับ 5.2 – BR (Bluetooth Basic Rate)+BLE (Bluetooth Low Energy) / Wifi 2.4 GHz / NFC
  • เซ็นเซอร์ : Acceleration sensor / Gyro sensor / Geomagnetic sensor / Optical heart rate sensor / Ambient light sensor / Barometric pressure sensor
  • หน่วยความจำภายใน : 16GB / 2GB RAM
  • แบตเตอรี่ : 450 mAh 
  • ระยะเวลาในการใช้งาน : 4G (3 วัน) / โหมด Ultra-Long Lasting (14 วัน)
  • ปุ่ม : ปุ่มเม็ดมะยมลายขีดแบบหมุนควบคุมสั่งการได้ / ปุ่มลัด (เข้าโหมดออกกำลังกาย)
  • ระบบปฏิบัติการ : Harmony OS 2.0
  • เทคโนโลยีชาร์จ : ชาร์จไร้สาย (Wireless charging 10W)
  • มาตรฐานการกันน้ำ : มาตรฐานการกันน้ำ 5ATM
  • การเล่นเพลง : รองรับ
  • ราคา : 12,990 บาท
  • วันจำหน่าย : 14 กรกฎาคม 2564

หลังจากที่ได้ทดสอบ และทดลองใช้ หัวเว่ย วอทซ์ 3 มาได้ซักพัก คงต้องบอกว่าแม้ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้นของ หัวเว่ย วอทซ์ ซีรี่ย์ ในปี 2564 แต่ประสิทธิภาพของตัวเครื่องนั่นก็ไม่ได้แย่ และออกไปค่อนข้างดี เริ่มตั้งแต่ตัววัสดุ ที่ใช้ประกอบตัวเรือนถือว่าดูแข็งแรงทนทานมาก

โดยตัวเรือนนั้นใช้วัสดุอย่าง Stainless steel ในส่วนของตัวเรือน ขณะที่ด้านส่วนของฝาหลังที่มีเซ็นเซอร์ นั้นก็ใช้ ceramic ทำให้ตัวเครื่องข้างข้างทนทาน เมื่อบวกกับกระจกหน้าจอ AMOLED 1.43 นิ้ว ที่กันกระแทก และรอยขีดข่วนได้ดีในระดับหนึ่ง ทำให้สบายใจเวลาใช้งานเป็นประจำ 

ในส่วนการตั้งค่าการใช้งานตัวเครื่องก็เรียกว่าใช้งานค่อนข้างง่ายไม่ยุ่งยากเท่าไร เมื่อเรากดที่ปุ่มเม็ดมะยม 1 ครั้งก็จะเป็นการเข้าสู่หน้าจอหลัก และอีกหนึ่งครั้งก็จะเข้าสู่เมนูการใช้งานต่าง ๆ ทีมี หลากหลายให้เลือกใช้งาน โดยในส่วนนี้ตัวหน้าที่เป็นระบบทัชสกีนที่ค่อนข้างแตกต่างกัยสมาร์ทวอทซ์รุ่นอื่น ๆ ที่มีในตลาด

Huawei Watch 3

ซึ่งจะเป็นการปัดหน้าจอตัวเรือนเพื่อเปลี่ยนไปหน้าอื่น ๆ แต่เป็นระบบทัชสกีนที่คล้ายกับการสั่งงานบนหน้าจอของสมาร์ทโฟน ที่สามารถขยาย และย่อ ได้โดยใช้ 2 นิ้ว ซึ่งส่วนนี้แอดมินถือว่าค่อนข้างดี ถึงดีมาก เพราะในสมาร์ทวอทซ์รุ่นอื่นฟังก์ชั่นการใช้จะไม่สามารถปรับ ขยาย และย่อ ได้

Huawei Watch 3

ซึ่งสำหรับคนที่นิ้วใหญ่ ก็มักจะเป็นปัญหากดพลาดไปโดนฟังก์ชั่นที่ไม่ได้ต้องการใช้งาน แต่ใน หัวเว่ย วอทซ์ 3 เราสามารถขยายเมนูให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้กดเลือกใช้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในหน้าเมนู นี้ เราจะสามารถเลือกเข้าใช้ฟังก์ชั่นต่าง ๆ อาทิ การวัดอุณภูมิผิวหนัง, การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, เข็มทิศ, ปฏิทิน, การโทร, การตั้งเวลา, การเล่นเพลง, การออกกำลังกาย, การตรวจจับความเครียด, การนอน, การวิ่ง, รายชื่อผู้ติดต่อ, สภาพอากาศ, โน๊ต, ตั้งปลุก, การจับเวลา ฯลฯ ได้

Huawei Watch 3

ในส่วนของ การตั้งค่า เมื่อกดเข้าไปเราจะสามารถเข้าสู่การตั้งค่าการเชื่อมต่อ WiFi, Bluetooth, เครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์, NFC รวมไปถึงการตั้งค่าหน้าปัดนาฬิกา ที่สามารถตั้งค่าการแจ้งเตือน, การตั้งมุมมองในการแสดงบนเมนู และยังสามารถกำหนดในแสดงแบบกำหนดเองได้ 

นอกจากนี้ยังสามารถเข้ามาเพื่อกำหนดความสว่างของหน้าจอตัวเรือน, กำหนดสลีป ได้ตั้งแต่ 10 วินาที ไปจนถึง 5 นาที และยังสามารถกำหนดเวลาในการแสดงภาพของหน้าปัดหน้าจอ ได้ตั้งแต่ 5 นาที ไปจนถึง 20 นาที เลยทีเดียว ขณะที่ในการส่วนของการการตั้งค่าเสียง และการสั่น ก็สามารถกำหนดรับเสียงตั้งแต่ปิดไปจนถึงดังสุด (แอดไม่แนะนำให้ตั้งดังสุดนะครับ เพราะนอกจากจะเสี่ยงให้ลำโพงพังเร็วแล้ว ยังจะทำให้ตกใจด้วย) ในส่วนนี้ เรายังสามารถตั้งระดับดังของโหมด AI Voice ได้อีกด้วย

Huawei Watch 3

นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่าหน้าปัดได้อย่างอิสระกับฟีเจอร์ DIY Watch Faces ซึ่งสามารถตั้งค่าหน้าปัดเป็นภาพถ่ายของตัวเอง หรือภาพที่ชื่นชอบ มีหน้าปัดที่ติดตั้งมาให้เลือกใช้งานมากกว่า 30 แบบ และสามารถไปที่ Watch Face Store เพื่อดาวน์โหลดหน้าปัดรูปแบบใหม่ ๆ ได้

ขณะที่ในส่วนของฟังก์ชั่น โน๊ต นั้นก็ช่วยให้เราบันทึกเสียงบนนาฬิกาได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้วผ่านแอปพลิเคชัน Note ช่วยให้การทำงานสะดวกสบาย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

Huawei Watch 3

และเรายังสามารถตั้งเสียงเรียกเข้าเหมือนที่เราตั้งในโทรศัพท์ได้ โดย มีให้เลือกเสียงเรียกเข้าถึง 31 เสียง กันเลยทีเดียว ซึ่งเราก็สามารถตั้งค่าให้ เปิด/ปิดเสียงเรียกเข้า หรือเปิดให้ตัวเรือนสั่นเมื่อปิดเสียง หรือสั่นเมื่อมีสายเรียกเข้า ก็ได้ แน่นอนว่าเราสามารถเปิดห้ามรบกวนเวลานอนได้อีกด้วย

และหากว่ากลัวว่าคนจะมากดหน้าจอเล่น เราก็สามารถเข้าไปตั้งรหัส ที่การตั้งค่า PIN ได้ รวมถึงยังสามารถกดเปิดให้ตัวเรือนล็อคอัตโนมัตเมื่อถอดออกได้ อีกทั้งเรายังสามารถเข้าดู แอปฯ ต่าง ๆ ที่มีในตัวเครื่องได้ ซึ่งเมื่อเข้ามาก็จะเจอแอปที่แสดงอยู่ในหน้าเมนูที่กล่าวไปข้างต้น

Huawei Watch 3

นอกจากนนี้เรายังสามารถเข้าเช็คเปอร์เซนต์ของแบตเตอรี่ขนาด 450 mAh ภายในตัวเครื่องได้ ซึ่งก็จะแสดงระยะเวลาที่เหลือในใช้พลังของตัวเครื่องได้ ซึ่งจะระบุตั้งแต่ วัน/ชั่วโมง/นาที (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าการแสดงผล และการใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทำให้กินพลังงานเยอะ)

ซึ่งจากการทดสอบใช้งานหนัก ๆ พบว่าพลังงานค่อนข้างหมดเร็ว แต่อย่างไรก็ด้วยการที่ตัวเครื่องนั้น รองรับการชาร์จแบบ Reverse Charging โดยแตะ หัวเว่ย วอทซ์ 3 เข้ากับสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่รองรับการชาร์จแบบเดียวกัน เพื่อรับพลังงานจากสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องพึ่งแท่นชาร์จ ก็น่าจะพอช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้น

อย่างไรก็ดีตัวยังมีโหมดประหยัด UltraLong Lasting มาให้ ซึ่งจะช่วยประหยัดดพลังงานให้เครื่องใช้งานได้นานขึ้น แต่ต้องแลกมากับการที่หน้าต่างจะเปลี่ยนไปจากที่ตั้งเอาไว้ และหากกดให้กลับไปใช้โหมดปกติ ตัวเครื่องจะบังคับให้ restart ซึ่งผลที่ได้คือหน้าจอจะกับไปสู่หน้าจอที่เลือกเช็ตเอาไว้ในตอนตั้งค่า

และสิ่งที่ผู้ใช้งานห้ามพลาด คือการเข้าไปตั้งค่าความความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพราะในส่วนนนี้จะช่วยให้ผู้ที่ใช้งานเจ้า หัวเว่ย วอทซ์ 3 สามารถเปิดการระบุตำแหน่ง (GPS), การเปิด SOS ที่คอยตรวจสอบการหกล้มได้อัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเมื่อเปิดใช้งานการแจ้งเตือนฉุกเฉิน หากนาฬิกาตรวจพบการหกล้มของผู้ใช้

และหากปราศจากการตอบสนองนาน 1 นาที จะปรากฎข้อความสอบถามว่าต้องการให้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือไม่ หรือจะใช้การกดปุ่ม ปิด/เปิด ตัวเครื่อง ติดต่อกัน 5 ครั้ง เพื่อขอความช่วยเหลือ

ขณะที่ในส่วนของฟีเจอร์การเข้าถึงที่มีอยู่นั้นจะเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ไม่ควรพลาดลองเล่น เพราะเราสามารถเข้าไปกำหนดท่าทางของมือเพื่อสั่งงาน อาทิ ยกมือขึ้นเพื่อปลุก, กำมือ และปล่อย อย่างรวดเร็วเพื่อรับสายเรียกเข้า

Huawei Watch 3

นอกจากนี้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หัวเว่ย วอทซ์ 3 ยังใส่ดูแลสุขภาพรอบด้าน มาให้เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย การวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ระหว่างออกกำลังกาย การติดตามคุณภาพการนอนหลับ รวมถึงติดตามระดับความเครียด พร้อมฟีเจอร์ฝึกกำหนดลมหายใจ ให้ควบคุมอารมณ์ และจัดการความเครียดได้อีกด้วย

Huawei Watch 3

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

การออกแบบแพคเกจจิ้ง (Packaging Design) ตัวกล่องนั้นจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีดำ พร้อม โลโก้ หัวเว่ย และชื่อรุ่นอุปกรณ์ ในสีทองแดงจาง ๆ ครับ และภาพผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย วอทซ์ 3 ด้านหลังสกีนคุณสมบัติ และความสามารถของตัวเครื่อง และชื่อรุ่น, รหัสตัวเรือน, สีของตัวเครื่อง ขณะที่ คิวอาร์โค้ด (QR Code) สำหรับใช้แสกนไปโหลดแอปพลิเคชั่น Huawei Health นั่นจะอยู่ภายในกล่องครับ

  • ตัวเครื่องนาฬิกา
  • แท่นชาร์จพร้อมสายเคเบิล
  • คู่มือการใช้งาน
  • ข้อมูลความปลอดภัย
  • ใบรับประกันสินค้า
  • ใบ คิวอาร์โค้ด (QR Code) สำหรับใช้แสกนไปโหลดแอปพลิเคชั่น Huawei Health

Huawei Watch 3

การเชื่อมต่อตัวเครื่อง

ต้องโหลดแอปพลิเคชั่น Huawei Health มาติดตั้งที่ตัวเครื่องสมาร์ทโฟนก่อนนะครับ ซึ่งเมื่อโหลดมาเรียบร้อยก็เปิดสัญญาณ บลูทูธ (Bluetooth) ที่ตัวเครื่อง และเข้าไปที่แอปพลิเคชั่น เพื่อเตรียมเชื่อมต่อครับ โดยแค่เปิดแอป Huawei Health แล้วไปที่ อุปกรณ์ ไปที่ กดเพิ่มอุปกรณ์ จากนั้นเลือกชื่อนาฬิกาของคุณ แตะ จับคู่ และแตะชื่อบลูทูธ ที่ถูกต้อง (ซึ่งในส่วนนี้ แอดมินขอแนะนำให้ทำระหว่างการวางเครื่องไว้กับแท่นชาร์จครับ หากใช้วิธีการแสกน หรือค้นหา แม้ว่าจะเชื่อต่อได้ตัวเครื่องก็จะไม่เข้าหน้าจอหลักครับ) 

ซึ่งเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.2 ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 0 หรือสูงกว่า และ iOS เวอร์ชั่น 9.0 หรือสูงกว่า

โดยเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จเราจะเห็นหน้าจอที่เป็นภาพของ หัวเว่ย วอทซ์ 3 ซึ่งแสดงเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ จำนวนก้าวที่เดิน กิโลแคลอรี่ที่เผาผลาญ ระยะทางที่เดิน (กม.) และการเลือกหน้าปัดแสดงผลของ หัวเว่ย วอทซ์ 3 ครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะคล้าย ๆ กับ สมาร์ทวอทซ์ รุ่น ๆ อื่น ของ หัวเว่ย ที่มีให้เลือกหลายหลายแบบตามความชอบ

ซึ่งจะมีทั้งแบบฟรี และเสียเงินซื้อ ครับ ถัดไปก็จะเป็นฟีเจอร์การติดตามสุขภาพ, การเจ้งเตือนการใช้งาน, การจัดการ eSIM, การเข้า หัวเว่ย แอปสโตร์ ขณะที่ โหมดอื่น ๆ เราจะสามารถเข้าไปตั้งเปิดการควบคุมกรเล่นเพลง, การแจ้งเตือนเมื่อตัดสัญญาณเชื่อมต่อบลูทูธ และการเรียกคืนค่าโรงงานครับ

เรียกว่า หัวเว่ย วอทซ์ 3 เอาใจคนรักการออกกำลังกายมาก ๆ เพราะใส่โหมดการออกกำลังกาย มากกว่า 100 โหมด พร้อมเก็บข้อมูลการออกกำลังกายทุกฝีก้าวด้วยเซ็นเซอร์เซ็นเซอร์เร่งความเร็ว (Acceleration sensor) และเซ็นเซอร์ไจโรสโคป (Gyro sensor)

ซึ่งจะคอยตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ รวมถึงการนับก้าว อัตราการเผาผลาญแคลอรี่ ระยะเวลาที่ลุกขึ้นยืน รวมไปถึงสามารถระบุกิจกรรมปัจจุบันได้โดยอัตโนมัติ

กลับไปที่ตัวเรือนเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จเราได้เห็นหน้าจอของตัวเรือนแบบ AMOLED ขนาด 1.43 นิ้ว 466x466 พิกเซล PPI 326 ซึ่งตัวหน้าจอนั้นสามาถใช้ควบคุมการใช้งานด้วยการ ปัดขึ้น-ลง หรือซ้าย-ขวา และย่อขยายด้วยนิ้ว ผ่านระบบสัมผัสหน้าจอที่มีอัตราการตอบสนองที่รวดเร็วมากครับ 

Huawei Watch 3

สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นความพิเศษมาก ๆ ของ หัวเว่ย วอทซ์ 3 ก็คือตัวเครื่องนั้นรองรับการใช้งาน eSIM (ซึ่งในส่วนนี้ต้องไปขอเปิดใช้งานกับผู้ให้บริการโครงข่ายสัญญาณมือถือนะครับ) ซึ่งเมื่อเปิดเเล้วก็จะสามารถใช้งานในเรื่องของการรับสาย และโทรออกได้นั่นเองครับ รวมถึงดาวน์โหลด และจัดการแอปพลิเคชันยอดฮิตได้โดยตรงบนสมาร์ทวอทช์

เช่น หัวเว่ย Music (พร้อมเพลงจาก GMM กว่า 20,000 เพลง), Coolism (แอปฟังวิทยุออนไลน์จากคลื่นคลูลิซึ่ม FM93), Thai Fast Dictionary (แอปฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ), Thai Airways (แอปตารางการบินของสายการบินไทย), Releep (แอปช่วยจัดการด้านสุขภาพ) และอื่น ๆ

โดยตอนที่ทดลองใช้แอดมินลองใช้โดยไม่ไปขอเปิดใช้ eSIM ผลที่ได้คือโทรออกได้นะครับ แต่เบอร์ที่โชว์ที่ตัวเรือนนาฬิกาของเรานั้นจะเป็นเบอร์แปลก ๆ ครับ นอกจากนี้ยังเปิด Bluetooth เพื่อทำการค้นอุปกรณ์เสริม อย่าง หูฟัง ไร้สาย และเชื่อมต่อได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสมาร์ทโฟนทำให้สามาถฟังเพลงผ่านตัว หัวเว่ย วอทซ์ 3 ได้

Huawei Watch 3

การออกแบบ (design)

ด้านการดีไซน์ออกแบบตัวเครื่องนั้นถูกออกแบบให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าจอกว้างขนาด 1.43 นิ้ว ที่ให้ความละเอียดแบบ 466x466 พิกเซล (PPI 326) ทำให้ภาพที่ได้สวยในระดับหนึ่งครับ แต่ไม่ถึงกลับคม และอย่างที่กล่าวไปว่าตัวเรือนนั้นดีไซน์คล้ายกับรุ่นพี่ อย่าง หัวเว่ย วอทซ์ GT 2 Pro

ทำให้คล้ายกัน แต่ที่แตกต่างคือการสั่งงานนั้นจะเป็นการสั่งงานผ่านปุ่มเม็ดมะยม ซึ่งแตกต่างกับ หัวเว่ย วอทซ์ GT 2 Pro ที่สั่งงานผ่านปุ่ม 2 ปุ่ม และไม่สามารถหมุดเพื่อเลื่อนหน้าจอได้นั่นเอง ส่วนตัวบอดี้นั้นเป็นการผสมผสานกันระหว่าง Stainless steel และ ceramic ครับ ทำให้แข็งแรงทนทาน และไม่ทำให้ตัวเครื่องหนักเกินไป ขณะที่ตัวสายนั้นซิลิโคนที่มีความอ่อนนุ่ม และมีช่องให้ล็อคให้เยอะ แต่แอบเสียดายที่ไม่มีสายสำรองมาให้ 

อย่างไรก็ดี ตัวเครื่องยังใส่โซลูชัน MeeTime มาให้ด้วย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้วิดีโอคอลด้วยคุณภาพระดับ FullHD แต่เราต้องไปเปิดใช้งานก่อนนะครับ โดยเปิดสมาร์ทโฟน หัวเว่ย ของเราขึ้นมากดไปที่การโทรเข้า-ออก มองไปที่มุมขวาด้านล่างจะเห็น MeeTime กดเข้าไป ทำตามขั้นตอนที่เครื่องบอก แล้วเข้าไปที่ตัวเรือนกดเมนูโทรเพื่อเชื่อมต่อครับ ก็จะสามารถใช้งานได้ครับ 

ข้อสรุปการใช้งานหลังจากทดสอบ

การใช้งานมาซักพัก หัวเว่ย วอทซ์ 3 ถือว่าค่อนข้างลงตัวในการใช้งาน มีความหลากหลายในส่วนฟังก์ชั่น และฟีเจอร์การใช้งาน แต่แอบเสียดายที่แอปนั้นอาจจะไม่หลากหลายเหมือนตอนที่รันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แต่เมื่อดูจากทิศทางของ หัวเว่ย แอป แกลลอรี่ ที่เดินหน้าจับมือกับนักพัฒนาอยู่เรื่อย ทำให้มีแอปฯ เพิ่มมากขึ้น

ก็น่าจะช่วยให้ผู้ใช้ไม่ติดขัด โดยส่วนตัวแล้วการเปลี่ยนมาใช้ระบบปฏิบัติการของตัวเองอย่าง HarmonyOS ถือว่าไม่แย่เท่าไร แต่แอบเสียดายที่ตัวเรือนที่ให้แบตเตอรี่มาให้เพียง 450 mAh ทำให้เมื่อใช้งานแอปบนเครื่องหนัก ๆ ทำให้พลังงานหมดเร็วมากกว่าที่ควรเป็น ซึ่งอาจจะจำเป็นจะต้องพกแท่นชาร์จติดตัวได้ด้วยนะครับ 

แต่อย่างไรก็ด้วยการที่ตัวเครื่องนั้น รองรับการชาร์จแบบ Reverse Charging พอช่วยจะใช้งานได้นานขึ้นครับ ขณะที่เมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน UltraLong Lasting มาให้ แต่ค่อนข้างยุ่งยากในการเปลี่ยนกลับไปใช้โหมดปกติเพราะตัวเครื่องจะ restart และกลับไปที่หน้าจอจะกับไปสู่หน้าจอที่เลือกเช็ตเอาไว้ในตอนตั้งค่า

สำหรับการเปลี่ยนสายของตัวเรือนนั้นถือว่าทำได้ง่ายครับ แต่แอบเสียดายที่มีสายมาให้เพียง 1 คู่ เท่านั้น แต่หากใครอยากได้สายเพิ่มก็น่าจะสามารถไปหาซื้อได้ที่ HUAWEI Experience Store, และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือที่ HUAWEI Store, JD Central, Lazada, Shopee เพื่อสั่งซื้อเครื่อง และสายครับ

Huawei Watch 3

ข้อดี

  • หน้าจอ AMOLED 1.43 นิ้ว 466×466 พิกเซล PPI 326 ใหญ่ และคมชัดในระดับที่ดี รองรับการควบคุมการใช้งานด้วยการ ปัดขึ้น-ลง หรือซ้าย-ขวา และย่อขยายด้วยนิ้ว
  • มีปุ่มเม็ดมะยมลายขีดแบบหมุนควบคุมสั่งการได้ / ปุ่มลัด (เข้าโหมดออกกำลังกาย)
  • รองรับชาร์จไร้สาย (Wireless charging 10W) และการชาร์จแบบย้อนกลับ (Reverse Charging)
  • บอดี้ Stainless steel และ ceramic ทำให้แข็งแรงทนทาน และไม่ทำให้ตัวเครื่องหนักเกินไป
  • รองรับการใช้งาน eSIM ทำให้สามารถโทรออก และรับสาย รวมถึงพลังเพลงได้ผ่านตัวเรือน
  • สามารถเชื่อมต่อหูฟังไร้สายได้โดยตรงไม่ต้องผ่านสมาร์ทโฟน
  • บันทึกเสียงบนนาฬิกาได้ผ่านแอปพลิเคชัน Note
  • มีโหมดการออกกำลังกาย มากกว่า 100 โหมด
  • รองรับการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2), วัดความเครียดในแต่ละวัน, วัดอุณภูมิผิว, ติดตามการพักผ่อน

ข้อเสีย

  • แบตเตอรี่มาให้เพียง 450 mAh เมื่อใช้งานแอปบนเครื่องหนัก ๆ ทำให้พลังงานหมดเร็ว
  • มีสายนาฬิกา เพียงคู่เดียว
  • เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนครั้งแรกบนแอปพลิเคชั่น Huawei Health ได้ยากหากไม่วางบนแท่นชาร์จ
  • หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง (16GB / 2GB RAM) ถือว่าให้มาไม่เยอะ แต่เพียงพอสำหรับแอปฯที่มีให้ติดตัวเครื่อง 
ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.