ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post) ปรับทัพครั้งใหญ่! ก้าวข้ามสงครามส่งด่วนสู่การเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมรองรับการเติบโตของโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้ยั่งยืน…
Thailand Post ปรับกลยุทธ์ ปี 69 มุ่งสู่แพลตฟอร์มรับ–ส่งพัสดุครบวงจร รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล และ Social Commerce
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจโลจิสติกส์มีการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งด้านความรวดเร็ว และราคา ขณะเดียวกันเทคโนโลยีดิจิทัล และการเติบโตของอีคอมเมิร์ซได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องทบทวนทิศทางการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับ ไปรษณีย์ไทย การปรับตัวจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มความเร็วหรือขยายปริมาณงาน แต่เป็นการต่อยอดจากบทบาทโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สู่การพัฒนาระบบที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้สะดวกขึ้น

“ทางรอด” ยุคโซเชียลคอมเมิร์ซ
ต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ : ไปรษณีย์ไทย มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และบุคลากรกว่า 40,000 คนที่ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ จุดแข็งเหล่านี้เป็นฐานสำคัญในการปรับบทบาทองค์กร โดยมุ่งรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นที่ประชาชนคุ้นเคย
แทนที่จะแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แนวทางสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารจัดการ เพื่อให้ระบบขนส่งทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศในภาพรวม

ก้าวสู่แพลตฟอร์ม รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ : แนวโน้มสำคัญของปี 2569 คือบทบาทของแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้ซื้อผู้ขาย และผู้ให้บริการเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกระแสโซเชียลคอมเมิร์ซที่เติบโตต่อเนื่อง
ไปรษณีย์ไทย จึงเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มขององค์กร เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายย่อย ให้สามารถบริหารจัดการคำสั่งซื้อ การขนส่ง และบริการที่เกี่ยวข้องได้ในจุดเดียวพร้อมเชื่อมโยงกับบริการอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ

เตรียมเปิดตัวซูเปอร์แอป รองรับโซเชียลคอมเมิร์ซ : อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือการเปิดตัวซูเปอร์แอปของไปรษณีย์ไทย โดยมีเป้าหมายเปิดใช้งานในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 แอปพลิเคชันดังกล่าวจะไม่ได้จำกัดเพียงการติดตามสถานะพัสดุ แต่จะรวบรวมบริการที่เกี่ยวข้องไว้บนแพลตฟอร์มเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน
หนึ่งในแนวทางพัฒนาที่สำคัญคือการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านรูปแบบ Creator Commerce เพื่อให้สอดรับกับการเติบโตของโซเชียลคอมเมิร์ซในปัจจุบัน โดยมุ่งหวังให้แพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นอีกช่องทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























