เอ็นไอเอ (NIA) เปิดกระจกสะท้อนเมืองท่องเที่ยวท็อปฮิตกับวิกฤตการณ์ทางอากาศพร้อมนวัตกรรมฟอกปอดคนล้านนา ให้คลีนขึ้นกว่าที่เคย…
NIA เปิดกระจกสะท้อนเมืองท่องเที่ยวท็อปฮิตกับวิกฤตการณ์ทางอากาศ
เชียงใหม่ ในวิกฤตสูดอากาศฤดูหนาว!! เมื่อความชุกของฝนลดลง เริ่มได้สัมผัสสายลมเย็นที่พัดผ่านเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูหนาวและเทศกาลแห่งความสุขกำลังวนมาอีกครั้ง แน่นอนว่าหลายจังหวัดทางภาคเหนือจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่นับว่าเป็นจังหวัดมีเสน่ห์เป็นลำดับต้น ๆ ของโลก เรียกได้ว่าเป็นช่วง High–Season ที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจคึกคักเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์ แต่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่ต่างก็ได้รับเม็ดเงินจากบรรดานักท่องเที่ยวผู้มาเยือนถิ่นล้านนาด้วยเช่นกัน

แต่ขณะเดียวกัน ฤดูหนาวกลับเป็นฤดูกาลที่คนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือต้องต่อสู้กับฝุ่นควัน PM 2.5 เป็นพิเศษ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อม เมื่อมวลความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้ลมสงบ ฝุ่นละอองถ่ายเทได้ยากจึงเกิดการสะสมของฝุ่นละออง และฝุ่น PM 2.5
ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดให้ฝุ่น PM 2.5 อยู่กลุ่มสารก่อมะเร็งที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งปอด โรคที่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย และเพิ่มโอกาสให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และโรคหลอดเลือดในสมองได้
ดังนั้น ปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศให้การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็น “วาระแห่งชาติ“ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562

ที่ผ่านมาจะเห็นการแก้ปัญหาของหลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และเครือข่ายประชาสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “สวนเจริญประเทศ“ ป่ากลางเมืองเชียงใหม่ ขนาด 9 ไร่ ที่เกิดจากการยืนหยัดของชุมชน “สวนผักคนเมือง“ เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นสวนผักกลางเมืองเชียงใหม่ “สวนสาธารณะริมน้ำปิงแห่งใหม่“
พื้นที่เพื่อการเชื่อมวิถีชีวิตคนเชียงใหม่กับแม่น้ำให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง “การพัฒนารถไฟฟ้าสำหรับนักเรียน“ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงการ และ “การจัดการมลพิษอากาศในเมือง“ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น

ส่อง 3 นวัตกรรมลดปัญหาฝุ่นระดับโลก โอกาสในการพัฒนาโซลูชั่นด้านอากาศของไทย
Smog Free Tower : หอคอยปลอดควัน เครื่องฟอกอากาศกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีขนาดสูง 7 เมตร เทียบเท่าตึกสูงสี่ชั้น แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะใช้กำลังไฟเพียง 1,400 วัตต์ ซึ่งจากการทดสอบพบว่าตัวเครื่องสามารถจับฝุ่นละออง PM 10 ได้มากถึงร้อยละ 70
และ PM 2.5 ได้ถึงร้อยละ 25 มีระบบการทำงานคล้ายกับเครื่องฟอกอากาศในโรงพยาบาล สามารถฟอกอากาศได้ถึง 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ปัจจุบันมีการติดตั้งที่เมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์
Air–Purifying Billboard : เครื่องฟอกอากาศบนป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ ตัวป้ายสามารถฟอกอากาศได้มากถึง 3.5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือเทียบเท่ากับต้นไม้จำนวนกว่า 1,200 ต้น ผลงานจากมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี เมืองลิมา ประเทศเปรู
Photosynthesis Bike : จักรยานลดฝุ่นด้วยการเลียนแบบการสังเคราะห์แสงของพืช โดยการกรองคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านอุปกรณ์ระหว่างช่องแฮนด์จักรยาน และมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ฝังอยู่ในเฟรมจักรยานเป็นตัวช่วยสร้างออกซิเจน แม้ว่าผลงานนี้ยังเป็นแค่ไอเดียแต่คาดว่าจะสามารถนำมาใช้จริงได้ในอนาคต
เอ็นไอเอ เร่งปั้นนวัตกร เพื่อร่วมสร้างสังคมสีเขียวด้วยนวัตกรรม

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมด้านการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก และยังต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง ดังนั้น การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและต้นทุนต่ำอย่างหนึ่งก็คือ การส่งเสริมให้คนในเขตเมืองเลือกใช้รถสาธารณะ
และการเดินแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น หรือช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กตั้งแต่ระเบียงหรือเขตพื้นที่บ้าน ขณะที่ภาครัฐต้องจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับยานพาหนะที่ปล่อยควันดำ เพิ่มมาตรการควบคุมการปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มทางเท้า เพิ่มพื้นที่สาธารณะ
รวมถึงศึกษานวัตกรรม และวิธีแก้ปัญหาจากประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ เพราะปัญหาฝุ่นควันเป็นปัญหาที่เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างก็พบเจอเช่นกัน

“ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยกระดับความรุนแรงขึ้น อาจทำให้โลกต้องเผชิญกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ ดังนั้น เอ็นไอเอ จึงให้ความสำคัญ และพร้อมสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 หรือแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน โครงการนวัตกรรมสำหรับเมือง และชุมชน
ด้านนวัตกรรมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นต้นแบบการขยายผลให้เข้าถึงปัญหาตามบริบทของพื้นที่และก่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหา ส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างยั่งยืน ดังตัวอย่างในพื้นที่ภาคเหนือ

เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ที่มีการปลูกข้าวโพดจำนวนมาก จึงเกิดเป็นนวัตกรรมกระดาษจากเปลือกข้าวโพด : บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นต้นแบบการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ด้วยการรับซื้อเปลือกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นกระดาษคุณภาพ
โดยใช้กระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน และออกแบบพัฒนาเป็นปลอกสวมแก้วจากกระดาษ และที่รองแก้ว นอกจากนี้ ยังนำแนวคิดเกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลมาใช้สำหรับการวางแผนการตลาด สร้างรายได้แก่เกษตรกร สร้างแบรนด์ให้กับบรรจุภัณฑ์ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม

และส่งเสริมการลดมลพิษจากการเผาทำลายเปลือกข้าวโพดด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม หรืออีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการจัดการระบบนิเวศป่าเปียกชุมชน จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยการพัฒนาระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้ป่าชุ่มชื้นขึ้น
ลดการเกิดไฟป่า อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบการจัดการด้านการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนผ่านเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานและยกระดับการแปรรูปของป่าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในการยังชีพ
การสร้างรายได้ และดูแลทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนพร้อม ๆ กันได้อย่างยั่งยืน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองที่ไร้ฝุ่นควัน เพื่อทำให้หน้าหนาวในฝันของชาวเมืองเหนือกลับมาสดใสได้อีกครั้ง”
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























