เอ็มจี (MG) ฉลองแบรนด์ครบรอบ 100 ปี นำรถ 4 รุ่นใหม่หลากหลายรุ่นลุยงาน Motor Show 2024 พร้อมเผย MG CyberSter รถสอปร์ตไฟฟ้าสุดล้ำรวมโชว์อย่างเป็นทางการ…
MG ฉลองครบรอบ 100 ปี ขนรถ 4 รุ่นใหม่ลุยงาน Motor Show 2024

ซู๋ว หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเร่วมงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการสร้าง “สีสัน” ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นการเดินหน้าแบรนด์สู่หมุดหมายใหญ่ในการเป็น Top 3 ของอุตสาหกรรม
พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงแนวทาง และทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligent) เข้ามาใช้ในการทำงาน รวมถึงแนะนำผลิตภัณฑ์ เอ็มจี ให้กับลูกค้าภายในงาน ด้วยยนตรกรรมที่มีความหลากหลาย
พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ครอบคลุมในทุกไลฟ์สไตล์ โดย เอ็มจีนำทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่มา เปิดตัวพร้อมกันมากที่สุดถึง 4 รุ่น อีกทั้งยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับยนตรกรรมที่ครบในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน โดยทั้ง 4 รุ่น ที่นำมาร่วมโชว์ พร้อมเปิดให้ผู้สนใจได้จับจอง ได้แก่

New MG Cyber Ster รถสอปร์ตสปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้า เปิดประทุน 2 ที่นั่ง ดีไซน์ที่โดดเด่นจากการออกแบบโดย SAIC’s Advanced Design Studio ลอนดอน สหราชอาณาจักร สะกดทุกสายตาด้วยประตูปีกนกแบบปุ่มสัมผัสเปิด-ปิด และหลังคาซอฟต์ท็อป กระจังหน้าเรียวยาว ไฟหน้ Eye of the Storm
และไฟท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธงยูเนียนแจ็ค เส้นด้านข้างของตัวรถมีความโค้งมน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสีทูโทน ตกแต่งด้วยวัสดุ Soft touch เบาะนั่งแบบ Y-Shape ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ใช้วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแบบ Nappa สลับหนัง Alcantara
พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำไม่ว่าจะเป็นจอ Dashboard Triple-Screen ขนาด 7 นิ้ว ขนาด 10.25 นิ้ว และขนาด 7 นิ้ว จำนวน 3 จอเรียงต่อกัน พร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART พร้อมระบบเสียงคุณภาพจาก Bose พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง

ขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมดิสก์เบรก ให้พละกำลังสูงสุดที่ 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ความจุ 77 kWh
สามารถวิ่งได้ระยะทาง 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC พร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ Double Wishbone และด้านหลังแบบอิสระ Multi-link จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน Advanced Synchronized Protection System จัดเต็ม 26 ระบบ และระบบความปลอดภัย ADAS

New MG4 Electric รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมจุดเด่นอันหลากหลาย อาทิ การกระจายน้ำหนัก แบบสมมาตร 50:50 ตัวถังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังอิสระแบบ 5-Link Suspension
พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน Advanced Synchronized Protection System 26 ระบบ ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.8 วินาที
แบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ความจุ64 kWh (NMC) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ภายนอกตัวถังสีใหม่สีเขียว Wild Hunter Green พร้อมด้วยหลังคาแบบทูโทน (Blacktop) ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เบาะที่นั่ง ผสมผสานระหว่างหนังสังเคราะห์และหนังอัลคันทาร่าพร้อมเพิ่มเติมระบบ One Pedal (เฉพาะในรุ่น XPOWER)
ขณะที่ รุ่น Standard Range (49kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 423 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC มาพร้อม ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และ Aero Whell Cover และ รุ่น Long Range (64kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC
มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมสีตัวถังใหม่สีส้ม (Fizzy Orange) โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมปรับเปลี่ยน และเพิ่มเติมฟังก์ชันทั้งภายนอก และภายในรถ
อาทิ Adaptive Grille ช่วยระบายความร้อนของรถแบบอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งใบปัดน้ำฝนด้านหลัง หน้าจอสีระบบสัมผัสที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นจาก 10.25 นิ้ว เป็นขนาด 12 นิ้ว เพิ่มช่องวางแก้วด้านข้างประตู และเพิ่มราวมือจับสำหรับผู้นั่งโดยสาร (Assist Grip) 3 ตำแหน่ง

New MG MAXUS 7 รถ E-MPV ไซส์กลาง ขนาด 7 ที่นั่ง สำหรับกลุ่มครอบครัวสมัยใหม่ ที่มาพร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่ทันสมัย งานดีไซน์ที่โดดเด่น ทั้งงานออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ประตูสไลด์ด้านข้างเปิดปิดด้วยไฟฟ้าพร้อมฝาท้ายไฟฟ้า ที่เปิดประตูแบบเก็บซ่อนในตัวรถ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ
ภายในดีไซน์เรียบหรูด้วยโทนสีดำ และสีน้ำตาลคอนโซลหน้าแบบ Dual Layer พร้อมที่วางแก้ว และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ห้องโดยสารให้ความสบายที่มากกว่า พร้อมที่นั่งแบบ Captain Seat ในแถวที่ 2 พร้อมฟังก์ชันช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่
ตอบโจทย์ทุกความบันเทิงด้วยหน้าจอดิจิตอลแสดงผลอัจฉริยะขนาด 12.3 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกัน และรองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ตัวรถยังรองรับเป็นแหล่งพลังงานได้ด้วยระบบ V2L ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าระดับ 6.6 kW ได้
ด้านสมรรถนะตัวรถขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดที่ 245 แรงม้า มอบแรงบิดที่ 350 นิวตัวเมตร จากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP
โดย MAXUS 7 เปิด Pre-bookingล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ของ เอ็มจี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท ใช้เป็นส่วนลดได้ 20,000 บาท

New MG5 Pro สปอร์ตคูเป้ซีดานที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ Black Chrome Gladius Grille Desigv เสริมความเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุ Smoke Chrome รอบคัน และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำ ไฟหน้า และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ใหม่
ห้องโดยสารที่กว้างสุดในเซกเมนต์ ที่มาพร้อมฟังก์ชัน และดีไซน์ แบบครบครัน โดยเฉพาะการออกแบบคอนโซลกลางแบบ Driver-focus cockpit ที่ให้องศาที่เหมาะกับตำแหน่งคนขับ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง หลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
ด้านความบันเทิง MG5 Pro ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย เสริมความสะดวกในการใช้งานด้วยระบบกุญแจแบบ Digital Key ที่สามารถรับ-ส่งโค้ด ผ่านทางแอพพลิเคชั่น i-SMART โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้กุญแจในการสตาร์ท
และชับขี่ได้อย่างมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System อาทิ ดิสก์เบรก 4 ล้อ มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Detection System, ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ, ระบบควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้ง, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน และถุงลมนิรภัย 6 จุด
ที่สำคัญ MG5 Pro ยังมาพร้อมสีตัวถังที่มีให้เลือกมากถึง 6 สี โดยมีสีใหม่อย่างสีเขียว Mineral Green เป็นสีไฮไลท์

ส่วนขยาย
* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว)
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th
