เจาะแนวทางจาก 4 ผู้ให้บริการ Robot เกาหลี ในงาน “K-AI-ROBOT 2026” ปฏิวัติหน้างานด้วย AI และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ…
highlight
- KAR และ KOMIPO ร่วมเปิดงาน “Robot SME Thailand K-AI-ROBOT 2026” (โรบอท เอสเอ็มอี ไทยแลนด์ เค-เอไอ-โรบอท 2026) Media Day ขนทัพบริษัท SME หุ่นยนต์ชั้นนำจากเกาหลีใต้โชว์โซลูชัน Physical AI และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ตรวจการณ์ ระบบจัดการสายพาน และกริปเปอร์อัจฉริยะ มุ่งขยายความร่วมมือทางธุรกิจ และยกระดับ EEC สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมโลกภายใต้นโยบาย Thailand 4.0
เจาะลึก 4 เทคโนโลยีผู้ให้บริการ AI และ Automation เกาหลีจากงาน “Robot SME Thailand K–AI–ROBOT 2026″

KAR และ KOMIPO ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติระหว่างประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยนำบริษัทหุ่นยนต์ SME ชั้นนำจากเกาหลีใต้ เข้าร่วมจัดแสดงเทคโนโลยี AI และโซลูชันอัจฉริยะ ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ตรวจการณ์ และเทคโนโลยีเพื่อภาคอุตสาหกรรม
พร้อมตั้งเป้าในการมุ่งเพิ่มการรับรู้ และขยายความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอัจฉริยะในประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยมี 4 บริษัทฯ ไฮไลต์ที่นำนวัตกรรมมาจัดแสดง ดังนี้
DOGU ROBOTICS หุ่นยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ “Edge AI“
โดกู โรโบติกส์ (DOGU ROBOTICS) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์จากเกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก และภูมิภาคอาเซียน ด้วยการนวัตกรรมหุ่นยนต์ตรวจการณ์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ล้ำสมัย โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2017 โดกู โรโบติกส์ ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ “ทำให้โลกปลอดภัยยิ่งขึ้น”
และได้สร้างชื่อในฐานะผู้นำเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูง จากการส่งมอบหุ่นยนต์ลาดตระเวน (Security Patrol Robot) ที่สามารถทำงานอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ทั้งในอาคาร สำนักงาน และพื้นที่โล่งแจ้ง เพื่อเฝ้าระวัง บันทึกภาพ และแจ้งเตือนภัย แทนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมนุษย์ ลดความเสี่ยง
และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาความปลอดภัย ผ่านหุ่นยนต์ลาดตระเวน 3 แบบ ได้แก่ หุ่นยนต์ “Iroi” สำหรับภายในอาคาร, หุ่นยนต์ “Patrover” สำหรับภายนอกอาคาร และ “Robjet” หุ่นยนต์แบบโมดูลาร์ที่ปรับแต่งได้ตามสภาพแวดล้อม
โดยปัจจุบันมียอดการส่งมอบหุ่นยนต์ และใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนรายใหญ่ในเกาหลีใต้มากกว่า 100 แห่ง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลี, 2 บริษัทฯ ในอุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยของเกาหลีใต้อย่าง S-1 และ SK Shieldus และอุตสาหกรรมผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้
ความโดดเด่นที่ทำให้หุ่นยนต์ลาดตระเวนของ โดกู โรโบติกส์ เหนือกว่าคู่แข่งคือเทคโนโลยี Edge AI Engine ที่ติดตั้งภายในตัวหุ่นยนต์โดยตรง ทำให้สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง (Autonomous Perception) ซึ่งสามารถตรวจจับอันตราย อาทิ เหตุไฟไหม้, บุคคลล้ม, แก๊สรั่ว หรือการบุกรุก และแจ้งเตือนได้แบบ “เรียลไทม์” (Real-time) แม้ไม่มีการเชื่อมต่อเครือข่าย
อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ SLAM และแผนที่ 3D ความละเอียดสูง ทำให้เคลื่อนที่หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้สมบูรณ์แบบแม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS และตัวระบบเองยังรองรับการควบคุมหุ่นยนต์ได้แบบโครงข่ายซึ่งทำให้สามารถใช้หุ่นยนต์มากกว่า 1 ตัว ในการทำการลาดตะเวณ อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยมีระยะการวิ่งได้กว่า 10 กิโลเมตร
นอกจากนี้ผู้ดูแลสามารถสื่อสาร และควบคุมระยะไกลได้ง่ายผ่านซอฟต์แวร์ Planner ที่รองรับการสั่งงานด้วย Natural Language ผ่านระบบ LLM ทำให้การตั้งค่าสถานการณ์การทำงานทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งด้วยความสามารถในการทำงานที่ทนทานใช้งานได้ทุกสภาพอากาศทำให้หุ่นยนต์ลาดตระเวนของ โดกู โรโบติกส์
ทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับสถานที่สำคัญ ๆ อาทิ โรงพยาบาล, สนามบิน, อาคารสำนักงาน, โครงการที่อยู่อาศัย และโรงงาน ทั้งในอาคาร หรือกลางแจ้ง ฯลฯ

Kyung Soon Kang ผู้อำนวยการ บริษัท โดกู โรโบติกส์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน โรบอท เอสเอ็มอี ไทยแลนด์ เค-เอไอ-โรบอท 2026 ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในครั้งนี้ คือโอกาสในการขยายตลาดการให้บริการหุ่นยนต์ลาดตระเวนของ โดกู โรโบติกส์ ในไทย พร้อมทั้งกับการขยายความร่วมมือกับพาทเนอร์ชั้นนำในไทย
เพื่อส่งมอบบริการแบบไร้รอยต่อ ทั้งในเรื่องของซ่อมบำรุง และการให้บริการ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายแรกที่ โดกู โรโบติกส์ ต้องการส่งมอบบริการในไทยคือ กลุ่มของโรงพยาบาล และท่าอากาศยาน ก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้มีการเข้าไปนำเสนอให้ทางการท่าอากาศยานของไทยแล้ว ซึ่งเราคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้
นอกจากนี้ โดกู โรโบติกส์ ยังเตรียมจัดตั้งสาขาในสหรัฐอเมริกา ณ เมืองซีแอตเทิล และซานโฮเซ่ เพื่อเป็นฐานที่มั่นหลักในอเมริกาเหนือ โดยตั้งเป้าเริ่มส่งออกหุ่นยนต์ภายในปี 2025 และเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ในปี 2026 ได้แก่ Patrover R หุ่นยนต์ที่สามารถขึ้นบันได และวิ่งในพื้นที่ทุรกันดารได้ และ Patrover Q หุ่นยนต์ขับเคลื่อนสี่ขา (Quadruped) เพื่อการตรวจการณ์ในพื้นที่ที่เข้าถึงยากที่สุด
ยกระดับอุตสาหกรรมด้วย Physical AI สำหรับสายพานลำเลียง ในโรงไฟฟ้า และโรงงานยุคใหม่
เอชพีซี ฮงซอง (HPC Hongsung Co.,Ltd) ผู้นำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสายพานลำเลียงจากประเทศเกาหลีใต้ ประกาศยุทธศาสตร์รุกตลาดเอเชีย และประเทศไทยอย่างเต็มตัว ด้วยการนำเสนอโซลูชัน “Physical AI” นวัตกรรมที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) เข้ากับเครื่องจักรความแม่นยำสูง เพื่อยกระดับระบบสายพานลำเลียง และอุปกรณ์สิ่งแวดล้อมในโรงไฟฟ้า และโรงงานสู่ความอัจฉริยะ
ปัจจุบัน ปัญหาการเบี่ยงเบนของสายพานลำเลียง (Belt Misalignment) ในอุตสาหกรรมหนัก เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน, เหมืองแร่ หรือโรงงานซีเมนต์ มักนำไปสู่ความเสียหายของอุปกรณ์ และอุบัติเหตุร้ายแรง ซึ่งวิธีการเดิมต้องใช้แรงงานคนในการหยุดเครื่อง และปรับแก้ด้วยมือ
เอชพีซี ฮงซอง ต้องการที่จะส่งมอบโซลูชัน ระบบปรับแนวสายพานลำเลียงอัตโนมัติแบบไฮดรอลิก เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผ่านการวิเคราะห์รูปแบบด้วย AI เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนที่ของสายพาน และวิเคราะห์ความผิดปกติล่วงหน้า, การปรับแนวสายพานให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ร่วมกับเซนเซอร์ตรวจจับระยะไกลกว่า 1 กิโลเมตร
ซึ่งทำให้ไม่ต้องหยุดกระบวนการผลิต และการลดความเสี่ยงจากการการควบคุมด้วยมือ เพื่อความปลอดภัยของพนักงานในสายการผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการประยุกต์ใช้ Physical AI กับอุปกรณ์สิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุง และยืดอายุการใช้งานเครื่องจักรให้ยาวนานยิ่งขึ้น

อี ฮยอง-อุค (Lee Hyung-wook) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอชพีซี ฮงซอง กล่าวว่า นวัตกรรมอุตสาหกรรมที่แท้จริงในยุค Physical AI ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจในเครื่องจักร และกระบวนการหน้างานอย่างแท้จริง เราไม่ได้เริ่มต้นจากซอฟต์แวร์ แต่เรานำเทคโนโลยี AI มาต่อยอด
จากประสบการณ์เครื่องจักรหลาย 10 ปี เราพร้อมแล้วที่จะนำโซลูชันที่พิสูจน์ผลสำเร็จแล้วมาสร้างทางออกที่คุ้มค่าร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมไทย

“การขยายธุรกิจของ เอชพีซี ฮงซอง เข้าตลาดไทยในครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค 4.0 ที่เน้นการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล โดยระบบ Physical AI ของเราสามารถประยุกต์ใช้กับระบบสายพานลำเลียงเดิมที่มีอยู่ได้
ทำให้ช่วยยกระดับการลำเลียงให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องใช้คนแต่สามารถดำเนินการได้ผ่านระบบไฮดรอลิกส์แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้คนเข้าไปปรับแก้ อีกทั้งสามารถควบคุมได้แบบรวมศูนย์ผ่านแฟลตฟอร์มกลาง สำหรับเป้าหมายในไทย เราต้องการรุกเข้าไปยังอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยก่อน
และจะขยายไปยังอุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ โดยปัจจุบัน เอชพีซี ฮงซอง ได้ร่วมมือกับพาทเนอร์อย่างน้อย 2 รายแล้วในประเทศไทย เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างดีที่สุด ขณะที่ในอนาคตก็จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมจากพาทเนอร์รายอื่น ๆ ต่อไป”
ริปเปอร์อัจฉริยะแบบไม่ต้องสอน (Teaching-less) ชูเทคโนโลยีคุมแรงบิดมอเตอร์ แทนเซนเซอร์ราคาแพง
ในยุคที่ระบบอัตโนมัติ (Automation) คือหัวใจสำคัญของการผลิต แอลพีเทค (LPTech Co.,Ltd) สตาร์ทอัพดาวรุ่งจากเกาหลีใต้ ได้เปิดตัว “Teaching-less Smart Gripper” กริปเปอร์อัจฉริยะ หรือ แขนหุ่นยนต์สำหรับหยิบจับ (Pick and Place Robot Arm) ที่สามารถหยิบจับวัตถุได้ทุกรูปแบบ
โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ซับซ้อน โดย กริปเปอร์ รุ่นหลัก อย่าง LPTG-FS03 ของ แอลพีเทค ใช้เทคโนโลยีการควบคุมแรงบิดของมอเตอร์ (Motor Torque Control) ซึ่งแตกต่างจากกริปเปอร์ทั่วไปในท้องตลาด และเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ แอลพีเทค
โดยมีจุดเด่นในด้านการคำนวณ และปรับแรงในการหยิบจับได้เองตามขนาด และรูปร่างของวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นของนิ่มอย่างอาหาร หรือชิ้นส่วนโลหะที่แข็งแรง ทำให้สามารถเริ่มใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าระบบ หรือป้อนข้อมูลการเรียนรู้ล่วงหน้า ช่วยลดเวลาในการติดตั้ง (Setup Time) ลงอย่างมหาศาล
อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้คอนโทรลเลอร์แยกต่างหาก ทำให้การตอบสนองรวดเร็ว และประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนรวม (Total Cost of Ownership : TCO) ทั้งค่าอุปกรณ์เสริม และค่าบำรุงรักษา ได้อย่างมหาศาล โดยตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2024 แอลพีเทค สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 2,000 ล้านวอน
และได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งในเกาหลีใต้ และเวียดนาม ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรในหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส, โปแลนด์, เปรู และอินโดนีเซีย

ปาร์ค ฮยอง-ซุน ประธานเข้าหน้าที่บริหาร แอลพีเทค (LPTech Co.,Ltd) กล่าวว่า วันนี้ความสามารถในการแข่งขันของโรงงานอัจฉริยะไม่ได้อยู่ที่ตัวหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “มือ” หรือ “กริปเปอร์” ที่ต้องทำงานได้เหมือนมนุษย์ เราจึงมุ่งมั่นที่จะลดอุปสรรคในการเข้าสู่ระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการผลิตในระดับสากลในแต่ผู้ใช้งาน ซึ่งจุดเด่นที่แตกต่างที่สุดคือความสามารถในการหยิบจับที่แม่นยำโดยไม่ต้องติดตั้งเซนเซอร์สัมผัส หรือเซนเซอร์แรงดันราคาแพง และสามารถเริ่มใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าวิสัยทัศน์ (Vision) ที่ซับซ้อน หรือการเรียนรู้ล่วงหน้า
และสามารถปรับแรงในการหยิบจับโดยอัตโนมัติตามขนาด และรูปร่างของวัตถุ ทำให้ขอบเขตการใช้งานกระบวนการบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดหลากหลาย เช่น อาหาร และโลจิสติกส์ ไปจนถึงกระบวนการแบตเตอรี่ที่ต้องการความแม่นยำในการทำซ้ำที่สม่ำเสมอ
ปัจจุบัน แอลพีเทค กำลังมุ่งเน้นการวิจัย และพัฒนา (R&D) รุ่นถัดไปที่สามารถหยิบจับชิ้นส่วนจิ๋วขนาดต่ำกว่า 5 มม. หยิบจับได้แม่นยำโดยไม่ต้องใช้เซนเซอร์ โดยจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต และเติบโตเป็นบริษัทชิ้นส่วนระดับโลกผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
“เทคโนโลยีของ แอลพีเทค ในปัจจุบันมีต้นต่อการใช้งานที่ประหยัดกว่าคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดถึง 50% ทำให้การลงทุนในการใช้งานจะคุ้มค่า และช่วยคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว สำหรับตลาดไทย เราเล็งที่จะทำงานร่วมกับพาทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภายในปี 2026 นี้ แอลพีเทค ตั้งเป้ายอดขายทะยานสู่ 10,000 ล้านวอน (ประมาณ 260 ล้านบาท) ผ่านยุทธศาสตร์การจัดตั้งนิติบุคคลในต่างประเทศ และการดึงดูดเงินลงทุนจากสถาบันระดับโลก” ปาร์ค ฮยอง-ซุน กล่าวเสริม
แพลตฟอร์มบริหารจัดการหุ่นยนต์นำทางแบบ No–code สร้างคอนเทนต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อโปรแกรมเมอร์
บริษัท เอ็นดีเอส โซลูชัน (NDS Solution Co., Ltd.) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคีออส (Kiosk) ระดับแถวหน้าจากเกาหลี ประกาศรุกคืบเข้าสู่ตลาดหุ่นยนต์บริการนำทางอย่างเต็มตัว โดยเปิดตัว “Q-Wayfinder” แพลตฟอร์มบูรณาการอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อทลายขีดจำกัดเดิม ๆ ในการพัฒนาคอนเทนต์หุ่นยนต์
โดยเน้นการใช้งานที่ง่าย รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนภายใต้สภาพแวดล้อมแบบ No-code โดย Q-Wayfinder คือที่แพลตฟอร์มรวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ในที่เดียว และช่วยแก้ปัญหาต้นทุนด้านการพัฒนาหุ่นยนต์บริการนำทาง ที่ต้องพึ่งพานักพัฒนาระดับสูงในการเขียนโปรแกรมเชื่อมต่อระบบที่ซับซ้อน
เช่น ระบบนำทางด้วยเสียง (Voice API) การคำนวณเส้นทาง หรือการควบคุมมอเตอร์ ให้ง่ายขึ้้น ด้วยการทำให้ฟังก์ชันระดับสูงกลายเป็นโมดูลสำเร็จรูปที่ใช้งานง่าย ช่วยให้บุคลากรสายดีไซน์ หรือฝ่ายจัดการทั่วไปสามารถปรับแต่งฟังก์ชันหลักได้ด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เฟซที่เข้าใจง่าย (Intuitive Interface)
โดยตัวแพลตฟอร์ม Q-Wayfinder นั้นจะช่วยทำให้การควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ซับซ้อน และการเชื่อมต่อ External API กลายเป็นโมดูลมาตรฐาน ทำให้สามารถจัดการทุกอย่างได้ในโปรแกรมเดียว ตั้งแต่การตั้งค่าเซนเซอร์, สีหน้าของหุ่นยนต์ ไปจนถึงการจัดการระบบเครือข่าย
อีกทั้งยังรองรับเชื่อมต่อกับ ChatGPT ผ่าน Google API ทำให้สามารถสื่อสารได้มากกว่า 10 ภาษา และมีระบบจดจำใบหน้าเพื่อส่งโฆษณา หรือข้อมูลที่เหมาะสมตามเพศ และช่วงวัยของผู้ใช้งาน ช่วยให้เกิดการทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ
โดย Q-Wayfinder มีให้เลือกทั้งเวอร์ชันปกติสำหรับโครงการขนาดใหญ่ และเวอร์ชันไลท์ (Light) สำหรับธุรกิจขนาดกลาง และเล็ก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานหุ่นยนต์ด้วยงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด

ตัวแทนจาก เอ็นดีเอส โซลูชัน กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือการทำให้การสร้างระบบนำทางที่แม่นยำเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ และลดกำแพงด้านเทคโนโลยีลงเพื่อให้ธุรกิจทุกระดับสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในสำหรับการให้บริการในประเทศไทย
ในช่วงแรกเราจะจัดตั้งสำนักงานเพื่อเอาไว้สำหรับเทรนนิ่งเพื่อให้ผู้ใช้มีความเข้าในการใช้ แพลตฟอร์ม Q-Wayfinder ของเรา อย่างไรก็ดีหากมีพาทเนอร์ในไทยที่สนใจเราก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกัน เนื่องจากตลาดไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย”
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























