สภาอุตสาหกรรมฯ (FTI) จับมือภาครัฐ-เอกชน กางแผนหนุนพลังงานใช้ E20 คือทางรอดเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ…
FTI ชี้ “E20 คือทางรอดระยะยาว” ดัน รัฐ-เอกชน ลดนำเข้าพลังงาน

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดทุกภาคส่วนต่างเร่งส่งสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับมุมมอง และตระหนักอย่างจริงจังว่า “แก๊สโซฮอล์ E20” คือทางรอดระยะยาว ของประเทศ
ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานทางเลือกชั่วคราวในระยะสั้น พร้อมแนะทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่าน E20 จากเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่พลังงานหลักจากวัตถุดิบที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อลดภาระการนำเข้าพลังงาน และสร้างมูลค่าหมุนเวียนให้ภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนความสำเร็จระดับโลกจากประเทศบราซิล และอินเดีย ต้นแบบการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน
สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น “ความผันผวนด้านพลังงาน” ที่ผูกโยงเศรษฐกิจประเทศไทยไว้กับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชะลอการเติบโตของภาคธุรกิจ และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ข้อมูลจากงานสัมมนา “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาส หรือภาพลวง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า หากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ามหาศาลกว่า 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยมีเงินตราไหลออกนอกประเทศสูงถึง 3,600 ล้านบาท ในทุก ๆ วัน คำถามสำคัญคือ เราจะหยุดยั้ง “ภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ” นี้ได้อย่างไร?
เพื่อแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องประสานพลังร่วมกันขับเคลื่อน “แก๊สโซฮอล์ E20” ให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติ โดยยกระดับบทบาทของ E20 จากเดิมที่เป็นเพียง “น้ำมันทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์”
ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ถอดโมเดลความสำเร็จ Ethanol ระดับโลก : บราซิล และ อินเดีย

ประเทศไทยไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง การที่ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันดิบด้วยเอทานอลที่เป็นพลังงานชีวภาพ (Biofuel) เราสามารถถอดบทเรียนจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ ที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ
บราซิล | ผู้นำด้านเอทานอลโลก : พลิกฟื้นประเทศจากที่เคยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ในยุค 1970 สู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานในปัจจุบัน ด้วยนโยบายเอทานอลที่ชัดเจน และต่อเนื่อง ปัจจุบันบราซิลกำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลขั้นต่ำถึง 30% (E30) ในน้ำมันเบนซิน และรถยนต์ใหม่กว่า 90% เป็นระบบ Flex-Fuel
ที่ยืดหยุ่นรองรับการเติมเอทานอลได้ทุกสัดส่วนจนถึงเอทานอลบริสุทธิ์ (E100) นโยบายนี้สร้างงานในระบบเศรษฐกิจชีวภาพกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 730 ล้านตัน
อินเดีย | พลิกวิกฤตเป็นโอกาส : จากปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพง และมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในเมืองใหญ่ รัฐบาลอินเดียได้เร่งผลักดันนโยบายเอทานอลอย่างก้าวกระโดด จนสามารถบังคับใช้ E20
ทั่วประเทศได้สำเร็จในปี 2025
ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 5 ปี เทียบกับปี 2014 ที่มีสัดส่วนผสมเอทานอลเพียง 1.5% ช่วยประหยัดงบประมาณนำเข้าน้ำมันดิบได้กว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้สะสมให้เกษตรกรอินเดียกว่า 4.7 แสนล้านบาท ทั้งยังคงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการผสมเอทานอลขึ้นเป็น 27%
E20 พลังงานหลักเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพ และความได้เปรียบที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
โดยการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ซึ่งผลิตจากพืชพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะปลูกและผลิตได้อย่างต่อเนื่อง คืออ้อย และมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)
และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามโมเดล BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว
การส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลจึงมิใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยและก๊าซชีวภาพ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงอื่น ๆ
คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมโดยรวมประมาณกว่า 1.34 แสนล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต
รวมไปถึงภาคบริการโดยเฉพาะการขนส่ง และโลจิสติกส์ และการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 4 ล้านคน จากพื้นที่เพาะปลูกโดยรวม 20 ล้านไร่ และขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และปุ๋ยเคมี
จากต่างประเทศ ส่งเสริมทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ดังนั้น เอทานอลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการพัฒนาด้านพลังงานกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรม แต่เป็นนโยบายที่เปรียบเสมือน “การยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์หลายทาง”
สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดคุณค่าสูงสุด และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตอ้อย และมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก ประกอบกับการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง จึงมีศักยภาพในการยกระดับเอทานอลให้เป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ
โดยภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ผ่านนโยบายผลักดันการใช้น้ำมัน E20 อย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืน

ด้าน ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero การต่อยอดนโยบายที่มีอยู่ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง และเลือกใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศได้อย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น สร้างรายได้ให้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะทำให้มีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน
และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.12 ล้านตัน การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ควบคู่ไปกับการผลักดันการประหยัดพลังงานในด้านอื่น ๆ จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ
สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ภาคเกษตรกร และอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน ระยะยาว
สร้างประโยชน์ร่วมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน

การร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงาน E20 ของประเทศไทยจะสร้างผลประโยชน์มหาศาลกลับคืนมาในหลากหลายมิติ โดยเริ่มจากการลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อสกัดกั้นการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศ
และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก
ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 ในภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์นี้ยังช่วยยกระดับ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และมันสำปะหลังทั่วประเทศ
ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-economy) มูลค่าสูงภายในประเทศ เพราะ E20 ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่คือ “ทางรอด” ของประเทศไทยที่จะมาร่วมพลิกอนาคตพลังงานไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคนตั้งแต่วันนี้
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























