ดีอี (DE) เผย 3 เดือนหลังบังคับใช้ พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ยับยั้งมูลค่าความเสียหายได้กว่า 5,800 ล้านบาท…
DE เผย พ.ร.ก.ปราบอาชญากรรมออนไลน์ ยับยั้งความเสียหายกว่า 5,800 ล้านใน 3 เดือน
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตามที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์
โดยเฉพาะการปราบปรามการก่อเหตุของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยยกระดับ “ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์” (Anti Online Scam Operation Center : AOC) เป็น “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” หรือ ศปอท.
ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรับแจ้งเหตุ รับคำร้องทุกข์ สั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ประสานงานวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ครบวงจร และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบัน ศปอท. ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.),
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.), สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ฯลฯ ซึ่งมีผลทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ปรากฎเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผลการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในช่วงวันที่ 14 เมษายน-20 กรกฎาคม 2568 (ระยะเวลา 3 เดือนหลังบังคับใช้ พ.ร.ก.) สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์จำนวน 19,676 URLs และแพลตฟอร์มหลอกลวงจำนวน 14,143 URLs พร้อมระงับบัญชีธนาคารได้เป็นจำนวน 181,989 บัญชี
ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ ศปอท. สามารถจัดการคดีอาชญากรรมออนไลน์ได้แล้วจำนวน 88,995 คดี ช่วยยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงประชาชนได้เป็นจำนวน 5,895.96 ล้านบาท
ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการปิดกั้นเว็บไซต์ ซึ่งสามารถตรวจสอบ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้รวดเร็ว (เทียบเท่าการทำงานโดยเจ้าหน้าที่จำนวน 94 คน) ช่วยลดขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลลงได้ 5 วันทำการ และคาดว่าจะเพิ่มจำนวน URLs ที่ถูกสั่งปิดในปี 2568 ได้ถึงร้อยละ 70.7 (โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 175 URLs)

อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการดำเนินการด้านการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดให้หน่วยงานเอกชนมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหาย
เกิดการป้องกันการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่รัดกุม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถลดมูลค่าความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังกำหนดมาตรการที่จะช่วยเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของมิจฉาชีพ
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























