งานวิจัยเดลล์ (Dell) เทคโนโลยีส์ เผย การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber ​​Attack) และเหตุฉุกเฉินที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สำรวจถึง 84%…

highlight

  • องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นจัดการข้อมูลโดยเฉลี่ยเป็นจำนวน 13.31 เพตาไบท์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ 693% จากปี 2016
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยประมาณของการสูญเสียข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อหนึ่งองค์กรในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาโดยเฉลี่ย
  • มากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรทั้งหมดต่างพยายามที่จะค้นหาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ อาทิ 5G และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอดจ์ (75%) และ AI กับ ML แพลตฟอร์ม (72%)

Dell เผย 84% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบจาก Cyber ​​Attack ที่เพิ่มสูงขึ้น

ผลวิจัยดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก 2020 ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ หรือ Global Data Protection Index 2020 Snapshot เผยให้เห็นว่าองค์กรในเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยกำลังจัดการข้อมูลที่มากกว่าที่เคยเป็นในช่วงปีที่ผ่านมา 64% ด้วยการเพิ่มสูงขึ้นของข้อมูลทำให้เกิดความท้าทายอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (77%) รายงานว่าโซลูชันการปกป้องคุ้มครองข้อมูลในปัจจุบันจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในทางธุรกิจในอนาคตได้ทั้งหมด รายงานสรุปดังกล่าวซึ่งเป็นดัชนีการป้องกันข้อมูลทั่วโลกที่จัดทำขึ้นในทุก 2 ปี ได้ทำการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 1,000 คนใน 15 ประเทศ

ที่อยู่ในองค์กรภาครัฐ และองค์กรเอกชนที่มีพนักงานกว่า 250 คน เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของความท้าทายต่างๆ และเทคโนโลยีชั้นสูงมีต่อความพร้อมในด้านการปกป้องข้อมูล จากจำนวนผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีทั้งหมด 1,000 คน หนึ่งในสี่มาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น

การค้นพบในระดับภูมิภาคยังแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในเชิงบวกจากจำนวน 75% ขององค์กรในภูมิภาคในปี 2019 สูงขึ้นจากจำนวน 74% ในปี 2018  ที่มองข้อมูลในฐานะสินทรัพย์ที่มีค่า และกำลังวางแผนที่จะดึงมูลค่าของข้อมูลออกกมาหรือกำลังวางแผนที่จะทำเช่นนั้นในอนาคต

 

ข้อมูลคือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจ และเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่การปฏิรูปทางดิจิทัลขององค์กร

เบธ ฟาเลน ประธาน ด้านการปกป้องข้อมูลของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า เมื่อเราเข้าสู่ทศวรรษหน้าของข้อมูล (next data decade) กลยุทธ์การปกป้องข้อมูลที่ยืดหยุ่น เชื่อถือได้และทันสมัย คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัปดสินใจได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น รวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งจัดการกับผลกระทบจากการดิสรัปชั่นที่มีราคาแพง

การเติบโตอย่างมหาศาลของข้อมูลผสานเข้ากับมูลค่าของข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังสร้างให้เกิดโอกาสต่าง ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังสร้างความเสี่ยงใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นจากการที่องค์กรต้องรับมือกับการที่ว่าจะปกป้องข้อมูลได้อย่างน่าเชื่อถือ และยั่งยืนได้อย่างไร

ด้าน อเล็กซ์ เล่ย รองประธาน โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูล เดลล์ เทคโนโลยีส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น กล่าวว่า จากการที่มูลค่าข้อมูลขององค์ กรระดับเอนเทอร์ไพรส์เพิ่มสูงขึ้น มูลค่าของการสูญเสียข้อมูลก็เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2020 และปีถัดไป ๆ องค์กรที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดการข้อมูล

Dell

และการป้องกันที่ครอบคลุมในสภาพแวดล้อมแบบมัลติ-แพลตฟอร์ม และมัลติ-คลาวด์ จะได้รับการเตรียมพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น กระตุ้นการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับผลลัพธ์ในการดำเนินธุรกิจ

Dell
Alex Lei, VP, Data Protection Solutions, APJ, Dell Technologies

เหตุฉุกเฉิน และภัยภิบัติที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ

จากการศึกษา พบว่า องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กำลังจัดการข้อมูลจำนวนถึง 13.31 เพตาไบต์ (PB) ซึ่งเพิ่มขึ้น 64% จากจำนวนเฉลี่ย 8.13 เพตาไบต์ (PB) ในปี 2018 และเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 693% จากการจัดการข้อมูลจำนวน 1.6 เพตาไบต์ขององค์กร

ซึ่งในปี 2016 ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อข้อมูลทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มจำนวนสูงขึ้นของเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ (disruptive events) ต่างๆ ทั้งจากการโจมตีทางไซเบอร์ไปจนถึงการสูญหายของข้อมูล และการเกิดการหยุดการทำงานของระบบ (system downtime)

องค์กรส่วนใหญ่ (84% ในปี 2019 เมื่อเทียบกับ 80% ในปี 2018) ได้รับความเสียหายจากเหตุฉุกเฉินเหล่านี้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ จำนวนอีก 70% หวาดกลัวว่าองค์กรของพวกเขาจะประสบเหตุการฉุกเฉินนี้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้นคือการค้นพบว่าองค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการปกป้องข้อมูลมากกว่าหนึ่งรายนั้นมีความเสี่ยงมากกว่าเกือบ 4 เท่าด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ที่ป้องกันการเข้าถึงข้อมูล (42% ขององค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการสองรายหรือมากกว่ากับ 11% ของผู้ใช้ผู้ให้บริการเพียงรายเดียว)

แต่การใช้ผู้ให้บริการด้านการปกป้องข้อมูลจำนวนหลายหลายกำลังเพิ่มขึ้น 83% จากการที่องค์กรเลือกที่จะใช้โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลจากผู้ให้บริการมากกว่า 2 ราย คิดเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 25% จากปี 2016 ซึ่งค่าใช้จ่ายของดิสรัปชั่นยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ

โดยต้นทุนโดยเฉลี่ยของการหยุดทำงานหรือ downtime ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นขึ้น 61% จากปี 2018 ถึง 2019 ส่งผลต่อการประมาณมูลค่าต้นทุนรวมอยู่ที่ 794,308 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 เพิ่มขึ้นจาก 494,869 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 ขณะเดียวกัน

ขณะที่ค่าใช้จ่ายโดยประมาณของการสูญเสียข้อมูลเพิ่มขึ้นจาก 939,703 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 เป็น 1,301,524 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 โดยเฉลี่ย โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญสำหรับองค์กรที่ใช้ผู้ให้บริการปกป้องข้อมูลมากกว่า 1 ราย

โดยมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการหยุดทำงานของระบบสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า และเกือบ 12 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการสูบเสียของข้อมูลโดยเฉลี่ย

เทคโนโลยีเกิดใหม่ ความท้าทายสำหรับโซลูชันการปกป้องข้อมูล

จากการที่เทคโนโลยีเกิดใหม่ หรือ emerging technologies ยังคงก้าวหน้าและเป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์ดิจิทัล องค์กรต่างกำลังเรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น การศึกษาระบุว่าองค์กรผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเกือบทั้งหมดกำลังลงในเทคโนโลยีใหม่ หรือเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้

ใน 5 อันดับแรก (top 5ดังนี้ แอปพลิเคชันคลาวด์ หรือ cloud-native applications (64%), ซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการ (software-as-a-service: SaaS) (58%). ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) (50%), 5G และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เอดจ์ (49%) และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์/เอ็นด์ พ้อยต์ (end point) (45%)

อย่างไรก็ดี 3 ใน 4 (75%) ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้สร้างความซับซ้อนในการป้องกันข้อมูลให้มากขึ้น ในขณะที่ 72% ระบุว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการปกป้องข้อมูล นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งของผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างพยายามค้นหาโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่เพียงพอ ได้แก่

  • 5G และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เอดจ์ (75%)
  • แพลตฟอร์ม AI และ ML (72%)
  • คลาวด์-เนทิฟ แอปพลิเคชัน (64%)
  • อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์/เอ็นด์ พ้อยต์ (59%)
  • กระบวนการอัตโนมัติในหุ่นยนต์ (56%)

Dell

การศึกษายังพบว่า 77% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่เดิมขององค์กรของพวกเขาจะไม่สามารถตอบสนองความท้าทายทางธุรกิจในอนาคตได้ทั้งหมด โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุความไม่มั่นใจในส่วนต่าง ๆ ดังนี้

  • การกู้คืนข้อมูลจากการโจมตีบนไซเบอร์ (70%)
  • การกู้คืนข้อมูลจากเหตุการณ์การสูญหายของข้อมูล (66%)
  • การทำตามกฏระเบียบของการกำกับดูแลข้อมูลในระดับภูมิภาค (65%)
  • การทำตามวัตถุประสงค์ตามระดับการให้บริการสำรองและกู้คืนข้อมูล (60%)

การปกป้องข้อมูลผนึกกำลังเข้ากับคลาวด์

องค์กรธุรกิจตอบรับรูปแบบการผสมผสานการใช้งานคลาวด์รูปแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันเมื่อมีการใช้งานแอปพลิเคชันทางธุรกิจใหม่ๆ และเพื่อปกป้องเวิร์กโหลดต่าง ๆ อาทิ คอนเทนเนอร์ แอปพลิเคชันคลาวด์-เนทิฟและแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการ (SaaS)

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าองค์กรผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคชื่นชอบการใช้งานพับบลิคคลาวด์/SaaS (46%), ไฮบริดคลาวด์ (38%) และไพรเวทคลาวด์ (36%) เนื่องจากสภาพแวดล้อมการใช้งานแอปพลิเคชันที่ใหม่กว่าเช่นนี้

ขณะเดียวกัน 76% ขององค์กรที่สำรวจระบุว่าเป็นข้อบังคับหรือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้บริการการปกป้องข้อมูลที่จะให้การปกป้องแอปพลิเคชันคลาวด์-เนทิฟ จากการที่มีการเคลื่อนย้ายของข้อมูล ทั้งที่ผ่านไปจากหรืออยู่โดยรอบสภาพแวดล้อมของเอจด์

ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกล่าวว่าต้องการการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์มากกว่า โดย 60% ระบุเป็นไพรเวทคลาวด์ และ 59% ต้องการพับบลิคคลาวด์เนื่องจากแนวทางในการจัดการและปกป้องข้อมูลของพวกเขาสร้างขึ้นในพื้นที่ของเอจด์ (edge locations)

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.pexels.com

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.