รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์น้ำฯ หนองคาย “รองนายกฯ ประเสริฐ” นำทีมบูรณาการข้อมูล–ทรัพยากร รับมือฝนหนัก ลดผลกระทบประชาชนริมโขง…
highlight
- “รองนายกฯ ประเสริฐ” ลงพื้นที่เปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือย้ำทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล และทรัพยากรทั้งภายในประเทศ และเชื่อมโยงกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เร่งเดินหน้าเชิงป้องกันเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน
“รองนายกฯ ประเสริฐ” เปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) จ.หนองคาย รับมืออุทกภัยลุ่มโขง

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ลงพื้นที่เป็นประธานการประชุมเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2568
พร้อมด้วย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สทนช. โดยมี สมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, ผู้แทนจังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร, จังหวัดนครพนม, จังหวัดบึงกาฬ, จังหวัดเลย, จังหวัดอุดรธานี
และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดหนองคาย จากนั้นรองนายกรัฐมนตรี และคณะลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยบริเวณพระธาตุหล้าหนอง และชุมชนจอมมณี อ.เมืองหนองคาย รวมถึงจุดประปาเทศบาลเมืองท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

ที่ประสบปัญหาด้านน้ำอุปโภคบริโภค โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่รายงานสภาพปัญหา และแผนการดำเนินการ พร้อมกันนี้รองนายกรัฐมนตรียังได้พบปะเยี่ยมเยียนประชาชน เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ด้วย
ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ประเสริฐเปิดศูนย์น้ำฯ หนองคาย รับมือฤดูฝน

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนมาระยะหนึ่งแล้ว และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูง
ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มกระทบหลายพื้นที่ของไทย และได้รับรายงานว่ามีโอกาสที่ระดับน้ำจะล้นตลิ่งในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญ และมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนริมแม่น้ำโขงที่อาจได้รับผลกระทบ จึงได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์
และร่วมกำกับการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะใช้เป็นกลไกสำคัญในการประสานงาน และบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในการเตรียมความพร้อมรับมือ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

รวมถึงใช้เป็นที่ร่วมประชุมวางแนวทางการบรรเทา และควบคุมสถานการณ์ให้การปฏิบัติเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดโดยมีเป้าหมายป้องกัน และลดผลกระทบจากน้ำท่วมต่อประชาชนให้มากที่สุด โดยการประชุมในวันนี้เป็นการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ
พบว่าแต่ละจังหวัดมีการเตรียมความพร้อมไว้อย่างเข้มแข็ง ได้แก่ การจัดทำข้อมูลคาดการณ์ ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การวางแผนปรับเกณฑ์บริหารจัดการน้ำและอ่างเก็บน้ำตามสถานการณ์ การเตรียมความพร้อมอาคารชลศาสตร์ โทรมาตร เครื่องจักรเครื่องมือต่าง ๆ การตรวจสอบความแข็งแรงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ
ทำนบ พนังกั้นน้ำ และเขื่อน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพทางระบายน้ำ เป็นต้น เพื่อให้การดำเนินการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และได้มอบหมาย ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลผ่านศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าฯโดยให้เฝ้าระวัง และเผยแพร่สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง
และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลในการประสานงานร่วมกับ สปป.ลาว ให้ สทนช. กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนที่ภูมิประเทศความละเอียดสูงเพื่อนำไปประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง และใช้วางแผนเตรียมความพร้อมเชิงรุก ให้จังหวัด กรมชลประทาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เร่งกำจัด และแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ สำหรับการเตือนภัยให้จังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมประชาสัมพันธ์ ใช้ระบบแจ้งเตือนภัย เช่น Cell Broadcast (CB) หรือระบบส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉิน ควบคู่กับช่องทางอื่น ๆ

เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และทันสถานการณ์ นอกจากนี้ จังหวัดต้องร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมความพร้อมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที โดยให้เตรียมพร้อมด้านทรัพยากร เช่น เรือท้องแบน เครื่องสูบน้ำ และชุดปฐมพยาบาล
รวมถึงกำหนดจุดศูนย์พักพิงชั่วคราวในกรณีต้องมีการอพยพประชาชนด้วย จึงขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในความตั้งใจของรัฐบาล ที่จะทำงานอย่างจริงจัง และบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การรับมือกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
“รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำโขง โดยการเปิดศูนย์น้ำฯ หนองคาย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเขื่อน–ฝน–น้ำโขงแบบเรียลไทม์ พร้อมประสาน สปป.ลาว วางแผนพร่องน้ำล่วงหน้า ลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ชายแดน”
MRCS–สปป.ลาว ผนึกกำลังแบ่งข้อมูลเขื่อน รับมือน้ำหลากลุ่มโขง

ด้าน เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ในภาพรวมพบว่าสถานการณ์อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จำนวนรวม 10,634 แห่ง ปริมาตรน้ำปีนี้มากกว่าปี 2567 โดยมีปริมาตรน้ำรวมกัน 1,170.43 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)
หรือคิดเป็น 62% ของความจุเก็บกัก จากการคาดการณ์ปริมาณฝน ONE MAP โดยกรมอุตุนิยมวิทยาร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน มีแนวโน้มปริมาณฝนตกสะสมจำนวนมาก ประกอบกับสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS) ได้คาดการณ์
และประเมินสถานการณ์ว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและล้นตลิ่งทั้งในพื้นที่ประเทศไทย (บริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร) พื้นที่ สปป.ลาว รวมถึงบางพื้นที่ของประเทศกัมพูชา
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น สทนช. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประสานงานด้านอุทกภัย และโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ (Ad Hoc Task Team for Joint Flood and Hydropower Coordination) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ร่วมกับ MRCS และ สปป.ลาว
โดยได้กำหนดการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศไทย และ สปป.ลาว ในการแบ่งปันข้อมูลการบริหารจัดการเขื่อน โดยเฉพาะแผนระบายน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ เพื่อจำลองแนวทางเร่งพร่องน้ำ และชะลอเก็บกักน้ำเพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำโขงในเขตประเทศไทยและ สปป.ลาว ในช่วงฤดูน้ำหลาก และได้เห็นชอบแนวทางความร่วมมือต่าง ๆ ที่จะดำเนินการต่อไป
ได้แก่ การจัดประชุมระดับประเทศเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลร่วมด้านอุทกวิทยาและเขื่อน การเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงอุทกภัย และการจัดทำร่างแผนความร่วมมือบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อน โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์ ร่วมกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ real-time เป็นต้น

“การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ เพื่อบูรณาการข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ครอบคลุมทั้งในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ โดยภายในประเทศ สทนช. จะทำหน้าที่ประสาน และอำนวยการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ร่วมแก้ไขสถานการณ์น้ำหลาก และอุทกภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการผ่านกลไกของสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และ สปป.ลาว เพื่อให้ศูนย์บริหารจัดการน้ำฯ มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ
ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและลดความเสียหายจากอุทกภัยให้ได้มากที่สุด” เลขาธิการ สทนช. กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























