“รองนายกฯ ประเสริฐ” ลงพื้นที่สมุทรปราการแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนกัดเซาะชายฝั่ง

รองนายกฯ ประเสริฐ

“รองนายกฯ ประเสริฐ” ลงพื้นที่สมุทรปราการ ติดตามแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทยตอนบน เดินหน้า “แผนแม่บทรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ” ย้ำทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาอย่ารอให้เสียหาย…

รองนายกประเสริฐ” ลงพื้นที่สมุทรปราการแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนกัดเซาะชายฝั่ง

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการเพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอันเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบนโยบายเชิงรุกแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันการจัดทำแผนแม่บทระดับประเทศในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น โดยมี ฉัตริน จันทร์หอม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี,

อรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ, ศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

รองนายกฯ ประเสริฐ
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และน้ำทะเลหนุนสูงได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง พื้นที่เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนกว่า 12 ล้านคนในเขตอ่าวไทยตอนบน

หากไม่เร่งดำเนินการอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยพื้นที่ชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนบน ซึ่งครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีความยาวชายฝั่งรวมทั้งสิ้น 147.33 กิโลเมตร

จากการสำรวจพบว่าพื้นที่บางส่วนประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระดับต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็นพื้นที่กัดเซาะรุนแรง 0.43 กิโลเมตร พื้นที่กัดเซาะปานกลาง 1.09 กิโลเมตร และพื้นที่กัดเซาะน้อย 0.1 กิโลเมตร
ในด้านการแก้ไขปัญหา พบว่ามีพื้นที่ที่มีการดำเนินการแก้ไขแล้วรวม 120.76 กิโลเมตร

รองนายกฯ ประเสริฐ

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่แม้ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ยังคงประสบปัญหาการกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง โดยในจำนวนนี้พบว่ามีพื้นที่ที่ยังคงถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงอีก 4.52 กิโลเมตร และพื้นที่ที่ยังคงถูกกัดเซาะในระดับปานกลางอีก 3 กิโลเมตร โดยรัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

จัดทำแผนแม่บทการป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยครอบคลุมการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อให้ได้แนวทางที่มีความเหมาะสม ยั่งยืน และสามารถนำไปใช้จริงในระดับพื้นที่ คาดว่าแผนแม่บทจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปี 2569

รองนายกฯ ประเสริฐ

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 2 ประเด็นเร่งด่วน ที่ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนแม่บท ได้แก่ 1.ปัญหาน้ำท่วม และน้ำทะเลหนุนสูง ให้เกิดการเร่งขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางและพัฒนาโครงสร้างระบายน้ำ ให้สำรวจ และปรับระดับผิวถนนให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ

หากจำเป็นให้พิจารณาสร้างประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ หรือเขื่อน และจังหวัดควรบรรจุโครงการที่เกี่ยวข้องไว้ในแผนบูรณาการน้ำ และขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล และ 2.ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟูป่าชายเลน และควบคุมการบุกรุกพื้นที่ชายฝั่ง และพิจารณาใช้มาตรการทางวิศวกรรม

เช่น การถมทะเลเพื่อเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เขื่อนกันคลื่น กำแพงป้องกันน้ำทะเล โดยคำนึงถึง “หลักการเลียนแบบธรรมชาติมากกว่าฝืนธรรมชาติ” เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในพื้นที่ใกล้เคียง

รองนายกฯ ประเสริฐ

รองนายกฯ ประเสริฐ

“รัฐบาลหวังว่าจากมาตรการดังกล่าว จะช่วยให้ประเทศไทยมีแนวทางการรับมือกับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความชัดเจน เป็นรูปธรรมเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้ในการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองนายกฯ ประเสริฐ

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay