ทรู-ดีแทค (true-dtac) คอนเฟิร์มลูกค้าสามารถโรมมิ่งสัญญาณทั้ง 2 ค่ายได้แล้ว 77 จังหวัด ยืนยันสัญญาณครอบคลุมยิ่งขึ้น เร็วแรงยิ่งขึ้น…
true–dtac คอนเฟิร์มลูกค้าสามารถโรมมิ่งสัญญาณทั้ง 2 ค่ายได้แล้ว 77 จังหวัด
พร้อมแล้วเปิดใช้สัญญาณโรมมิ่ง ดีแทค–ทรู ครบ 77 จังหวัด เพื่อลูกค้าใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งดูหนัง, ซีรีส์, โซเชียลมีเดีย, ฟังเพลง, LIVE สด, ซื้อของออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้
โดยลูกค้าดีแทคสามารถโรมมิ่ง 5G คลื่น 2600MHz ของ ทรู และลูกค้าทรูสามารถโรมมิ่งคลื่น 700MHz ของ ดีแทค เพื่อใช้งานทั้ง 4G และ 5G พร้อมทั้งจุดเชื่อมต่อ Wi–Fi มากขึ้น ตอบสนองไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

ประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้เราได้บริหารจัดการคลื่นความถี่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีโครงข่ายพร้อมรองรับการใช้งานสำหรับลูกค้าภายใต้แบรนด์ทรูมูฟ เอช และดีแทค ด้วยคลื่นความถี่ และเครือข่ายประสิทธิภาพสูงครบทุกมิติการใช้งาน
และครอบคลุมทั่วประเทศ เราได้เปิดให้บริการโรมมิ่งเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้งานด้วยประสบการณ์ที่ดีที่สุด พร้อมทั้งตั้งทีมงานที่คอยติดตามควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับมาตรฐานสูงสุดในการให้บริการ และเรายังเดินหน้าพัฒนาสัญญาณอย่างต่อเนื่องเพื่อลูกค้า
จากการสำรวจโดยทีมงานเน็ตเวิร์กพบว่าทั้งลูกค้าดีแทคและลูกค้าทรู ได้รับประสบการณ์ใช้งานดีขึ้นกว่าเดิม โดยลูกค้าดีแทคใช้งานโรมมิ่ง 5G คลื่น 2600MHz ของทรูได้รับประสบการณ์ใช้งานความเร็วดีขึ้นเฉลี่ยประมาณ 400%
สำหรับลูกค้าทรูโรมมิ่งคลื่น 700MHz ของดีแทคได้รับประสบการณ์ความเสถียรของคลื่นสัญญาณ 4G ในอาคาร (indoor coverage) และเพิ่มความครอบคลุมของสัญญาณทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจุดที่ลูกค้าเคยพบปัญหาการใช้งานให้ดีเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% (จากการสำรวจ 51 จังหวัด)

ลูกค้าดีแทค 5G หรือลูกค้าดีแทคปัจจุบันที่เปลี่ยนมาใช้แพ็กเกจ 5G และลูกค้าใหม่ที่สมัครแพ็กเกจ 5G จะสามารถโรมมิ่งคลื่น 2600MHz ของทรู เพื่อใช้สัญญาณ 5G อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับการใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้น
โดยสามารถใช้เพ็กเกจ 5G ตามเดิม ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ไม่ต้องสมัครใช้งาน เพียงแค่อยู่ในพื้นที่เปิดให้บริการคลื่นย่าน 2600MHz ของทรู โดยหน้าจอมือถือจะแสดงว่า ดีแทค–ทรู เมื่อ โรมมิ่ง ใช้งาน
ด้าน ลูกค้าทรู สามารถโรมมิ่งการใช้งาน 4G และ 5G บนคลื่น 700MHz ของดีแทค เพื่อใช้งานคลื่นย่านความถี่ต่ำที่ครอบคลุมภูมิภาคและการใช้งานในพื้นที่ห่างไกล และเพิ่มสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเมือง เช่น อาคารสูง และคอนโดมิเนียมที่พักอาศัย โดยหน้าจอมือถือจะแสดงว่า ทรู–ดีแทค เมื่อ “โรมมิ่งในประเทศ“ (Local Roaming) ใช้งาน

“ทรู คอร์ปอเรชั่น“ เป็นผู้นำด้านโทรคมนาคม และเทคโนโลยีของไทย ภายใต้แบรนด์ ทรูมูฟ เอช และ ดีแทค ด้วยคลื่นความถี่และเครือข่ายประสิทธิภาพสูงครบทุกมิติ และครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างสรรค์แพ็กเกจที่มีความหลากหลาย เหมาะสำหรับแต่ละกลุ่มลูกค้าให้สามารถเลือกใช้ได้ตรงกับความต้องการ
สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคน ทั้งบริการเสียง อินเทอร์เน็ต คอนเทนต์ รวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ อย่างลงตัว พร้อมกับการขยายสัญญาณ 5G เพิ่มความครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุม 98% ของประชากรทั่วประเทศภายในปี 2569
นอกจากนั้น “ทรู คอร์ปอเรชั่น“ ยังมุ่งเน้นในการเพิ่มคุณภาพสัญญาณ และพัฒนาคลื่นความถี่ทุกย่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งคลื่นความถี่ ต่ำ–กลาง–สูง ของทั้ง บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC และ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด หรือ DTN ทั้งการยกระดับประสบการณ์การใช้บริการคลื่นย่านความถี่ต่ำ
คือ 700MHz, 850MHz (ภายใต้สัญญากับ NT) และ 900MHz ในเรื่องความครอบคลุมและการทะลุทะลวงเข้าถึงภายในอาคารสูง คลื่นย่านความถี่กลางที่รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G และ 4G คือ คลื่น 2600MHz, 2300MHz (ภายใต้สัญญากับ NT), 2100MHz และ คลื่น 1800MHz
ทั้งเรื่องความจุ (Capacity) เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่หนาแน่น เหมาะกับการให้บริการในพื้นที่ชุมชนหรือเมืองใหญ่ได้อย่างลงตัว และคลื่นย่านความถี่สูง 26GHz สำหรับพื้นที่ที่มีความต้องการโดยเฉพาะ เช่น พื้นที่อุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

วิเคราะห์การโรมมิ่งสัญญาณ และสิทธิพิเศษจากทั้ง 2 ค่าย รวมกันแล้วดีขึ้นจริง?
การออกมาประกาศถึงความคืบหน้าของการ “โรมมิ่ง“ สัญญาณของ ดีแทค–ทรู ในวันนี้ทั้งสองค่ายได้เคยออกมายืนยันว่าจะสามารถดูแลลูกค้า 55 ล้านคน (ดีแทค 21.2 ล้านราย และทรูมูฟ เอช 33.8 ล้านราย) ได้ดีขึ้นเพราะลูกค้าทั้ง 2 ค่าย จะสามารถใช้ช่วงคลื่นความถี่ที่มีอยู่ทั้ง 25GHz, 700MHz (ของดีแทค),
700MHz, 850MHz (ภายใต้สัญญากับ NT), 900MHz, 1800MHz, 2100MHz, 2600MHz และ 2300MHz (ภายใต้สัญญากับ NT) ขณะที่ช่วงคลื่น 700MHz นั้นน่าจะทำให้สัญญาณครอบคลุม และเกิดประโยชน์กับพื้นที่ตามจังหวัดต่าง ๆ (นอกเหนือกรุงเทพฯ) ได้ดีมากขึ้น
และยังรวมถึงการนำเสนอสิทธิประโยชน์ทั้งจาก ทรู–ดีแทค ได้ดีมากขึ้น ขณะที่ในแง่มุมของช่องทางการให้บริการก็จะมีมากขึ้นด้วยนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ย่อมหมายถึงจำนวนสาขาที่จะให้บริการ อาจจะยุบรวมกันด้วยนั่นเอง ดังนั้นนับจากนี้ในเรื่องของการขยายช่องทางจำหน่าย และบริการ นั้นน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกเยอะ
หากมองกันในแง่ดีลูกค้าดีแทค นั้นก็จะสามารถใช้งาน อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ จาก ทรู ออนไลน์ หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ของทรู ที่ในส่วนนี้ดีแทคไม่มีให้บริการแก่ลูกค้ามาก่อน ประด็นที่น่าสนใจคือ หลังจากนี้คือ ลูกค้าดีแทค ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของทรู จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานให้แก่ ทรู ได้มากน้อยแค่ไหน
และจากการชี้แจ้งเพิ่มเติมทั้ง 2 ค่าย ยืนยันว่า “ลูกค้ารายเดือน“ จะยังให้บริการตามใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามใบอนุญาตจาก กสทช. คือ ลูกค้าดีแทค บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) จะเป็นผู้ดูแล และลูกค้าทรูมูฟเอช บริษัท ทรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) จะเป็นผู้ดูแลเหมือนเดิม
ขณะที่ในส่วนของช่องทางติดต่อ ก็ยังจะเป็น dtac Call Center โทร. 1678 และ www.dtac.co.th ในส่วนของ ทรู ก็ยังเป็น True Call Center โทร. 1242 และ www.true.th ซึ่งการยกันทำงานในครั้งนี้น่าจะเป็นไปตามข้อกำหนดที่ทาง กสทช. ระบุว่า 2 ค่าย จะต้องไม่ทำให้ผู้ใช้บริการลำบาก หรือยุ่งยากนั่นเอง (ระยะ 3 ปี)
แน่นอนว่าในช่วงเริ่มต้นนี้ลูกค้าของ ทรู–ดีแทค จะยังไม่ได้ผลกระทบแต่อย่างใด เพราะยังคงแยกกันทำงานเช่นเดิม เพียงชื่อเจ้าของจะอยู่ภาบใต้ชื่อ “บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” ขณะที่ในเรื่องของ “อำนาจผูกขาดใตลาด“ ที่ทั้ง 2 ค่าย ยืนยันว่าจะไม่มีการเพิ่มราคาแพ็คเกจรายเดือนนั้น จากเท่าที่ตรวจสอบจนถึง ณ ปัจจุบัน
พบว่าอัตราค่าบริการรายเดือน (Postpaid) ของ เอไอเอส และ ทรู–ดีแทค นั้น แทบไม่ต่างกัน โดยเริ่มตั้งแต่ 399 / 499 / 599 / 699 / 899 และแพงสุดอยู่ 1,199 บาทต่อเดือน แม้ดูเหมือนไม่ต่างแต่หากมองย้อนไป ปี 64-65 จะเห็นว่ายังมีอัตราค่าบริการต่ำสุดที่สามารถใช้งานได้คือ 299 บาท (ปี 64)
หรือ 369 (ปี 65) ต่อเดือน แต่ผ่านมา 2 ปี ค่าบริการต่ำสุดดังกล่าวไม่มีผู้ให้บริการรายไหนมีแล้ว ซึ่งหมายความว่าเราอาจเห็นลูกค้าจำเป็นต้องจ่ายค่าบริการต่ำสุดได้แค่ 399 ต่อเดือน เท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้มีรายได้น้อยการเพิ่มขึ้นเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม 100 บาท หรือ 40 บาท อาจจะไม่มีกำลังเพียงพอ

และต้องเลือกไปใช้บริการแบบระบบเติมเงิน (Prepaid) แทน และทางเลือกก็มีแค่ เอไอเอส หรือ ทรู–ดีแทค เท่านั้น ขณะที่ในส่วนของบริการ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ที่ทาง ทรู กล่าวว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าดีแทคได้ใช้งานนั้นในความเป็นจริงยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่เคยถูกพูดถึง
แน่นอนว่าในส่วนของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ที่เป็นบ้านอาจไม่มีปัญหา เพราะสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ได้ หากไม่พอใจ แต่ในส่วนของผู้ใช้บริการที่อยู่อาศัยใน อพาร์ทเม้นท์ หรือ คอนโดมิเนียม อาจจะไม่มีสิทธิเช่นนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าด้วยข้อตกลงกับนิติบุคคลของอาคาร หรือสัญญาแบบใด
ทำให้ผู้พักอาศัยใน อพาร์ทเม้นท์ หรือ คอนโดมิเนียม หลายแห่งจำเป้นต้องใช้งาน อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ที่ทางอาคารนั้น ๆ มีให้เท่านั้น หากไม่พอใจก็ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรานอื่นได้ ในวันนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าจำนวนผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ของผู้ใช้บริการรนาหนึงยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ
ในส่วนของการ “โรมมิ่งในประเทศ” สัญญาณนั้นจากการชี้แจ้งล่าสุด ทาง ทรู–ดีแทค ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่เครื่องของตนเองเพื่อเปิดปุ่ม “โรมมิ่ง“ เพื่อให้สามารถใช้สัญญาณของทั้ง 2 ค่าย ได้ แต่ระบบจะทำการ “สวิตซ์“ สัญญาณให้เป็น ดีแทค–ทรู หรือ ทรู–ดีแทค อัตโนมัติ
จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไปจับสัญญาณในพื้นที่ให้บริการของประเทศเพื่อนบ้าน และทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ที่แพงโดยไม่ได้ตั้งใจ และสามารถใช้ช่วงคลื่นความถี่ที่มีอยู่ได้เลย อย่างไรก็ดีที่ยังต้องตั้งข้อสังเกตคือการ “โรมมิ่งในประเทศ“ หรือกาสวิตซ์รสัญญาณระหว่างกันของทั้ง 2 ค่าย หลังจากนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในอนาคต หรือไม่ (หลัง 3 ปี)
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























