เอปสัน (Epson) กางกลยุทธ์ปี 69 ดันพอร์ต B2B แข็งแกร่งสู้ตลาดผันผวน ชูสูตรสำเร็จสินค้าใหม่ที่ทนทานกว่าเดิม บริการรวดเร็ว และเทคโนโลยีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจ…
highlight
- เอปสัน (Epson) รับมือภาวะตลาดผันผวนในปี 2568 ส่งผลตลาดผู้บริโภคชะลอตัว แต่กลุ่มธุรกิจ B2B กลับเติบโตโดดเด่นในหลายผลิตภัณฑ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงลงทุนในโซลูชันที่เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในระยะยาว พร้อมตั้งเป้าเติบโต 5% ในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “Customer Value First” ผ่านสูตรผสานโซลูชัน บริการ และความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ตลาดองค์กร
เปิดสูตรสำเร็จ Epson! ส่งสินค้า B2B รุ่นใหม่ เน้นความทนทาน-บริการรวดเร็ว พร้อมรบตลาดปี 69

ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวม
ตลาดในปี 2568 เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ลูกค้าทุกกลุ่มปรับรูปแบบการตัดสินใจอย่างระมัดระวังมากขึ้น
โดยกลุ่มผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจลดลง จึงชะลอการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าระดับเริ่มต้น ขณะที่กลุ่ม SME เลื่อนแผนการลงทุน และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ให้นานขึ้น
ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ขยายระยะเวลาของกระบวนการจัดซื้อ ควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด และมุ่งลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความ สำคัญเชิงกลยุทธ์หรือจำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวัง แต่ความต้องการพื้นฐานยังคงมีอยู่ในระบบ
ผ่าน 68 รายได้รวมจะทรงตัว พร้อมลุยปี 69 ด้วย “บริการ+ความคุ้มค่า และสินค้าใหม่” พร้อมมุ่งสู่ความยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานปีนี้ เอปสัน คาดว่ารายได้รวมจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันรอบด้าน แม้ว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม B2C จะไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยคาดว่ารายได้จะปรับลดลงประมาณ 5% แต่ในทางกลับกัน
กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจ (B2B) หลายรายการกลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจเติบโตถึง 40% และสแกนเนอร์เติบโตที่ 25% เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ทั้งเครื่องพิมพ์ฉลากสี ColorWorks เติบโตที่ 20% และเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา 10% รวมถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 20% การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงเดินหน้าลงทุนในโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างความคุ้มค่าในระยะสั้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

“แรงขับสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ B2B ของเอปสัน มาจากการมุ่งทำตลาดในระดับ Mid-High อย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กรธุรกิจ และสแกนเนอร์ ควบคู่กับการต่อยอดโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็น EcoFleet Management ที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุน
และเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายงานพิมพ์ โซลูชันเครื่องพิมพ์ฉลากสี รวมถึงโซลูชันหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม SureColor ทั้งเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาและงานสิ่งทอ
ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่รอคอยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด พร้อมกันนี้ เอปสันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างองค์กร และยกระดับศักยภาพทีมงาน B2B ให้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าองค์กร” ยรรยง กล่าว

ยกระดับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
สำหรับแนวโน้มปี 2569 ภาคธุรกิจยังต้องดำเนินงานต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก ขณะเดียวกัน องค์กรต่าง ๆ จะยกระดับความสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความคล่องตัว นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคมีความแตกต่างของความต้องการชัดเจนขึ้น ระหว่างกลุ่มที่เน้นราคาและกลุ่มที่มองคุณค่าในระยะยาว ขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจของภาคธุรกิจในปีถัดไป เอปสัน จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 5% จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคา ภายใต้แนวคิด “Customer Value First” โดยมุ่งสร้างคุณค่ารวม (Total Value) ผ่านการผสานโซลูชัน บริการ และแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
ทั้งในตลาด B2C และ B2B อย่างไรก็ดีจากการคาดการณ์แม้เอปสันจะไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายเดิม แต่ก็สามารถทำได้ไม่แตกต่างกับปี 67 เท่าไร สิ่งที่ เอปสันจะดำเนินต่อจากนี้คือการดำเนินแผนการแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ด้วยการนำเสนอสินใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งในกลุ่ม B2C และ B2B” ยรรยง กล่าว

วางแนวทาง “Defense & Premiumization” รับมือทิศทางตลาด B2C ปี 69 แข่งดุ
สำหรับกลยุทธ์ในกลุ่ม B2C จะยึดแนวทาง “Defense & Premiumization” ที่มุ่งรักษาส่วนแบ่งตลาด และฐานลูกค้าในตลาดที่เอปสันเป็นผู้นำอยู่ พร้อมกับยกระดับพอร์ตสินค้าไปสู่รุ่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์ และออนไลน์
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ และการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าไฮไลท์ของกลุ่ม B2C ในปี 2569 ได้แก่ เครื่องพิมพ์ EcoTank รุ่นใหม่ และโปรเจคเตอร์ Lifestudio ซีรี่ส์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Lifestudio Pop ที่เน้นความกะทัดรัด และดีไซน์สนุก หรือ Lifestudio Flex ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสบการณ์ภาพระดับพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยี Google TV และระบบเสียงโดย Bose
ขณะที่ตลาด B2B เอปสัน จะเดินหน้ากลยุทธ์ “Acceleration & Expansion” มุ่งเร่งขยายตลาดด้วยโซลูชันสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจ เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม เครื่องพิมพ์ฉลากสี โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง ตลอดจนโซลูชันเฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ผ่านการเสริมความแข็ง แกร่งพันธมิตร (Strengthen Partner) เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ พร้อมพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังพัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical Penetration) ที่ออกแบบให้ตรงกับความต้องการ
แบบเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มสาธารณสุข การศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดองค์กรได้ดียิ่งขึ้น และสุดท้าย เอปสันยังมุ่งสร้างคุณค่าผ่านโซลูชัน (Value Creation)
เพื่อผลักดันการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาสู่เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ช่วยลดต้นทุนโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ทั้งยังลดการใช้พลังงาน และลดของเสีย

ยกระดับบริการสู่รูปแบบอัตโนมัติมากขึ้น
ในส่วนงานบริการ บริษัทฯ เดินหน้ารักษาระดับการบริการในคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “Operational Excellency” ผ่านข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานการตอบสนอง และการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
ตั้งแต่ระยะเวลาเข้าดูแล การซ่อมบำรุง ไปจนถึงความพร้อมของอะไหล่ พร้อมเริ่มใช้งานระบบ Service CRM ใหม่ เพื่อบริหารจัดการเคสแบบเรียลไทม์ รองรับการกระจายงานอัตโนมัติ (Smart Routing) การแจ้งเตือน และแดชบอร์ดติดตามผลแบบ 360 องศา ช่วยลดระยะเวลาให้บริการ และเสริมความต่อเนื่อง
ในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครือข่ายศูนย์บริการรวม 175 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกแห่งมีทีม On-site Service ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และจะเดินหน้าขยาย และปรับโครงสร้างพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายงาน และความรวดเร็วในการเข้าดูแลลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะจัดทำระบบอบรม และการรับรองมาตรฐานสำหรับทักษะด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
เพื่อยกระดับศักยภาพช่างเทคนิคให้รองรับโซลูชันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น พัฒนา Partner Community Hub เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับพาร์ทเนอร์ในการเข้าถึงข้อมูล คู่มือ บริหารจัดการงานบริการ และติดตามสถานะเคลมได้
ตลอดจนจัดตั้ง Thailand & Regional Parts Central Hub เพื่อบริหารคลังอะไหล่ และการกระจายสินค้าให้มีความพร้อมสูงสุด ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าองค์กร พร้อมกันนี้ เอปสันยังวางแนวทางการสร้างการเติบโต และเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม
โดยยึดความยั่งยืน และ ESG เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ มองว่า ESG ไม่ใช่เครื่องมือทางการตลาด แต่เป็นทั้งต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจที่เอปสันและลูกค้าต้องลงทุนร่วมกัน โดย เอปสัน เดินหน้านำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อาทิ เทคโนโลยี Heat-Free ในเครื่องพิมพ์ EcoTank ระบบรีไซเคิลกระดาษ PaperLab เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และโปรเจคเตอร์ กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับ
แบรนด์ แต่ยังเปิดโอกาสให้เอปสันเข้าถึงตลาดใหม่ และลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว
ควบคู่กันนี้ เอปสัน ยังให้ความสำคัญกับโครงการที่สนับสนุนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี คือการนำขวดหมึกเอปสันที่ใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นชุดโต๊ะเรียน เพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงาน และชุมชนต่างๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถนำขวดหมึกใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 50,000 ขวด

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำแคมเปญด้าน Plastic Reduction ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2568 ได้ใช้ชื่อว่า “วิถีไทยไร้พลาสติก” ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบไทย เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางในการลดการใช้พลาสติกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “Leaf Plastic Behind” เวิร์คช็อปพับภาชนะจากใบตองเพื่อทดแทนภาชนะพลาสติก และ “The Cooking Shack” กระต๊อบทรงไทยที่สร้างจากขวดน้ำและกล่องพลาสติกใช้แล้ว ซึ่งนำไปทำการทดลองเชิงสังคมเพื่อสะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน
ก่อนนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านควนจง จังหวัดสงขลา และโรงเรียนวัดเดชานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ และเรือนเพาะปลูกสำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนต่อไป

“ตลอดช่วงที่ผ่านมา เอปสัน ได้ปรับเพิ่มน้ำหนัก และความเข้มข้นในการทำตลาดกลุ่ม B2B อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างรุนแรง บริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B อย่างมีนัยสำคัญ
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในโซลูชันของ เอปสัน จากนี้ไป บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับความแตกต่างของแบรนด์ผ่านจุดยืนด้านความยั่งยืน
และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นคุณค่าหลักที่องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เอปสันมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในตลาดปัจจุบัน” ยรรยง กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























