หัวเว่ย (Huawei) จับมือบางกอกโพสต์ และมูลนิธิอาเซียน เปิดทาง ฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และเอเชียแปซิฟิกหลังโควิดด้วยนวัตกรรมดิจิทัล…
Huawei เปิดทาง ฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และเอเชียแปซิฟิกหลังโควิดด้วยนวัตกรรมยุคดิจิทัล

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับบริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน) มูลนิธิอาเซียน และพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมไอซีทีอีกกว่า 50 รายทั่วไทย จัดงาน “Powering Digital Thailand 2022 Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day“ ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้องประชุมคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ลด์ กรุงเทพมหานคร
งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ปลดล็อคศักยภาพใหม่ทางธุรกิจ ฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในยุคหลังโควิด-19 ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยียุคดิจิทัล ทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงจุดยืนของ หัวเว่ย ที่ยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะผลักดันภูมิภาคอาเซียนให้มุ่งสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ผ่านการลงทุนและอีโคซิสเต็มของพาร์ทเนอร์ในพื้นที่ ภายในงานดังกล่าวยังได้จัดแสดงเทคโนโลยีไฮไลท์ เช่น คลาวด์เพื่อการเกษตร นวัตกรรม AI เพื่ออุตสาหกรรมการผลิต และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพลังงานสะอาด สำหรับประยุกต์ใช้กับประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้ให้เกียรติเข้าร่วมงาน Powering Digital Thailand 2022 Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day และกล่าวปราศรัยเปิดงานว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ
และความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟูประเทศหลังการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ 5G, คลาวด์ และ AI จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล นำไปสู่การต่อยอดนวัตกรรม การสร้างอาชีพ และสร้างความอยู่ดีกินดี
ให้แก่ประชาชน ผมจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) บางกอกโพสต์ และมูลนิธิอาเซียน ได้ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชน
เพื่อใช้เทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และพัฒนาประสิทธิภาพของภาครัฐ ให้เกิดความมั่งคั่ง ยั่งยืน และความมั่นคงให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ด้าน ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ได้ขึ้นกล่าวเปิดงานในครั้งนี้ว่า ภายใต้กลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีให้แก่ประเทศไทย ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทย และระบบเศรษฐกิจของข้อมูลเติบโตเป็นอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เ
ราเชื่อว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะมีสัดส่วนถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายในปี พ.ศ. 2573 หรือเร็วกว่านั้น ซึ่งในระหว่างการการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ เรามุ่งมั่นที่จะประสานความร่วมมือกับหัวเว่ยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อการใช้นวัตกรรมดิจิทัลผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

นอกจากนี้ ณัฐพล รังสิตผล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขึ้นกล่าวในหัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ“ โดยย้ำว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะถูกปรับใหม่ในยุคหลังโควิด-19 จากเทคโนโลยี และนวัตกรรม
ซึ่งนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ ๆ อาทิ 5G, AI, IoT ต่างช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรม และการผลิต เพื่อช่วยให้ประเทศไทยพร้อมรับกับอุตสาหกรรม 4.0
ด้าน ดร. ยาน เรนโต อิง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการวิจัย และพัฒนานวัตกรรม สถาบันวิจัยนวัตกรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย ยังได้ขึ้นกล่าวในงานครั้งนี้ว่า ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เปิดโอกาสให้สามารถเข้าร่วมงานอันทรงเกียรติในครั้งนี้ เราขอขอบคุณหัวเว่ยเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างรูปแบบความร่วมมืออันยอดเยี่ยมกับประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะความร่วมมือกับสถาบันวิจัยนวัตกรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย

ขณะที่ กัว ผิง ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระของ หัวเว่ย ได้ขึ้นกล่าวเปิดงาน Powering Digital Thailand 2022 Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day ว่าโควิด-19 ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นไปอย่างรวดเร็ว
โดยเขายังคงเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19 ของภูมิภาคนี้ ซึ่งเขาได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ 5G, คลาวด์ และ AI จะกลายเป็นเสาหลักของการฟื้นตัวและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศ
“หัวเว่ยจะยังคงสร้างนวัตกรรม และอีโคซิสเต็มของเทคโนโลยีต่อไป เพื่อช่วยให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคสามารถก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วขึ้น เราได้ใช้ 5G, คลาวด์ และ AI เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล และเราจะมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมให้แก่โซลูชันคลาวด์ และ AI ของเราต่อไป
เพื่อสร้างคุณค่าที่แข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งนี้ เราวางแผนจะลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้เพื่อช่วยสร้างอีโคซิสเต็มให้แก่สตาร์ทอัพในภูมิภาค
หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะประสบความสำเร็จในการผลักดันตัวเองเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่ง หัวเว่ย จะวางรากฐานอันแข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ เพื่อรองรับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในอีก 10 ปีข้างหน้า”
พลังงานดิจิทัล ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง

วรชัย พิจารณ์จิตร รองประธานกรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงความร่วมมือระหว่างเครือบางกอกโพสต์และหัวเว่ย ประเทศไทย ในการจัดงานครั้งนี้ว่า ทางบางกอกโพสต์ มูลนิธิอาเซียน และหัวเว่ยได้ร่วมมือกันจัดงาน Powering Digital Thailand 2022 Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day เป็นระยะเวลา 3 วัน
เพื่อร่วมกันศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแอปพลิเคชันจากเทคโนโลยีคลาวด์ 5G, AI หรือพลังงานดิจิทัล ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในแต่ละอุตสาหกรรม เราจะร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งหลายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสำรวจถึงแนวทางการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล
ปลดล็อคศักยภาพใหม่ทางธุรกิจ ตลาดใหม่ โมเดลธุรกิจใหม่ ให้แก่องค์กรธุรกิจทุกรูปแบบและทุกขนาดในประเทศไทยที่กำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19

ด้าน ดร. หยาง มี เอ็ง กรรมการบริหารของมูลนิธิอาเซียน ได้กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานในครั้งนี้ว่า ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ในการยกย่องทั้งหัวเว่ยและบางกอกโพสต์ที่ได้ริเริ่มจัดงาน Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day ในครั้งนี้
ซึ่งถือเป็นการนำผู้นำในส่วนของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ผู้นำความคิด และนักวิชาการต่าง ๆ มาร่วมกันจุดประกายไอเดียนวัตกรรม ICT ใหม่ ๆ และเปิดทางให้เกิดการฟื้นตัวในยุคหลังโควิด-19 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

ด้าน ดร. ลี ขวน หลาน ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่าย ICT และการท่องเที่ยว สำนักงานเลขาธิการอาเซียนได้ กล่าวย้ำว่า ขุมพลังของเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพในการผลักดันให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถขยับขยายโมเดลธุรกิจของพวกเขาไปในระดับภูมิภาค
ดังนั้น ทุกฝ่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกควรจะประยุกต์ใช้แนวทางพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่เรายินดีกับความร่วมมือในการจัดงาน Asia Pacific Innovation Day ระหว่างมูลนิธิอาเซียน บางกอกโพสต์ และหัวเว่ยในครั้งนี้
มุ่งมั่นส่งเสริมวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลของประเทศไทย และภูมิภาค

หลิน ไป่เฟิง ประธานบริหาร หัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิค เน้นว่า ในฐานะหนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายและมีประชากรมากที่สุดของโลก เอเชียแปซิฟิคกำลังเดินหน้าไปสู่การเป็นภูมิภาคด้านดิจิทัลแถวหน้าของโลก ด้วยความร่วมมือกว่า 20 ปี และการให้การสนับสนุนแก่ภูมิภาคนี้
หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลของประเทศไทย และภูมิภาค ครอบคลุมสามด้านคือ การเชื่อมต่อ และความอัจฉริยะ การพัฒนาด้านการลดการปล่อยคาร์บอน และการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัล

ด้าน อาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้ขึ้นกล่าวถึงเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และพันธกิจของหัวเว่ยในตลาดประเทศไทยว่า เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นประเทศไทยผันตัวเป็นขุมพลังด้านดิจิทัลชั้นนำในอาเซียน
ทั้งนี้ หัวเว่ยจะมุ่งมั่นผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่าน 4 แนวทางหลัก แนวทางแรก คือ การเชื่อมต่อที่ครอบคลุมทั่วถึงผ่านเทคโนโลยี 5G โดยการประยุกต์ใช้ ในภาคอุตสาหกรรมแนวดิ่งต่าง ๆ
แนวทางที่สอง คือ หัวเว่ย คลาวด์ โดยเราจะสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะในประเทศไทยผ่านบริการคลาวด์ทุกรูปแบบ ซึ่งปัจุบันหัวเว่ยเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเพียงรายเดียวที่มีศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย ทั้งยังเตรียมขยายศูนย์ข้อมูลแห่งที่สามเพื่อรองรับการให้บริการภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
แนวทางที่สาม คือ การสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรองรับแนวทางการพัฒนาที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศไทย ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามกลยุทธ์ของประเทศ และแนวทางที่สี่คือ การสร้างอีโคซิสเต็มแห่งนวัตกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในประเทศไทย
ด้วยศูนย์ 5G ecosystem innovation center โครงการ Spark Program และโครงการ Huawei ASEAN Academy รวมถึงโครงการสำหรับบ่มเพาะทักษะดิจิทัลต่างๆ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการลดคาร์บอนให้เป็นศูนย์ในภูมิภาคอาเซียน
ซึ่งเรามั่นใจว่าประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานกว่า 30 ปีของหัวเว่ย พร้อมด้วยนักวิจัยในสายอุตสาหกรรมพลังงานมากกว่า 6,000 คน และการแบ่งสัดส่วนรายได้ของเราเกือบ 15% เพื่อใช้เป็นงบประมาณด้านการวิจัยพัฒนาในทุก ๆ ปี จะทำให้เราสำเร็จตามเป้าหมายนี้ได้
หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามองในอีเวนท์ครั้งนี้คือพลังงานอัจฉริยะดิจิทัลพาเวอร์ โดยหัวเว่ยได้เปิดตัวส่วนธุรกิจดิจิทัลพาวเวอร์ในตลาดประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาทดแทนการใช้พลังงานฟอสซิลแบบดั้งเดิม
ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และผลักดันพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการสร้างสังคมอัจฉริยะที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ทั้งนี้ ส่วนธุรกิจดิจิทัลพาวเวอร์ของหัวเว่ยจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในด้านลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การปรับเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า
และด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลในปริมาณมหาศาล ต่อยอดเป็นเทคโนโลยี AI (intelligentalization) ผ่านการใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ

อาทิ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และ Smart PV โครงข่ายการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ ศูนย์ข้อมูลดาต้าอัจฉริยะ และศูนย์พลังงานสีเขียว โดยปัจจุบัน หัวเว่ยได้ให้บริการแก่ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยมากกว่า 1,000 ราย
ทั้งนี้ เทคโนโลยีสำคัญที่ได้รับการจัดแสดงภายในงาน Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day ครั้งนี้ ประกอบด้วย นวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในประเทศไทย
โดยนวัตกรรมแรกได้แก่ Cloud Tractor Training ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้ลองฝึกขับรถแทรกเตอร์การเกษตรผ่านเครือข่าย 5G และเทคโนโลยีคลาวด์ ซึ่งเกษตรกรไทยสามารถใช้ฝึกฝนการขับรถแทรกเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ
ได้แก่ Machine Vision Product Line ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI ไปติดตั้งกับกล้องตรวจเช็คคุณภาพสินค้าจากโรงงานผลิต ด้วยความแม่นยำในการตรวจสอบถึง 90% ช่วยลดการใช้แรงงานคนได้ถึง 70%
ภายในงาน Huawei Cloud & Connect Asia Pacific Innovation Day ยังมีนวัตกรรมที่น่าสนใจอีกหลากหลายรูปแบบซึ่งแสดงกรณีศึกษาและโซลูชันที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล รวมถึงการเสริมสร้างอีโคซิสเต็มที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยได้แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือส่วนของการสร้างนิยามใหม่ให้แก่โครงสร้างพื้นฐาน ที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี 5G, คลาวด์ และ AI จากทุกภาคอุตสาหกรรมจะสามารถผสานรวมกัน และปลดปล่อยคุณค่าที่แท้จริงได้อย่างไร ส่วนที่สองคือการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม
ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมคมนาคมแบบอัจฉริยะ สถานศึกษาอัจฉริยะ ไปจนถึงอุตสาหกรรมการเงินอัจฉริยะ และส่วนที่สามคือส่วนการจัดแสดงของพาร์ทเนอร์ ซึ่งหัวเว่ยได้รวบรวมพาร์ทเนอร์อันทรงคุณค่าที่จะมาช่วยกันสร้างอีโคซิสเต็มที่อุดมสมบูรณ์ในโลกอัจฉริยะ
นวัตกรรมที่น่าสนใจอื่น ๆ ยังรวมถึงสมุดปกขาว Intelligent World 2030 ที่ระบุถึงเทรนด์เทคโนโลยีสำคัญอันน่าจับตามองจากทางหัวเว่ย เทคโนโลยีคลาวด์จากหัวเว่ย เทคโนโลยี 5G Bullet Time เทคโนโลยีเกม VR ผ่าน คลาวด์ และ 5G อุตสาหกรรมสาธารณสุขอัจฉริยะ อุตสาหกรรมการเงินอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการศึกษาอัจฉริยะ เป็นต้น
นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดคอร์สการฝึกอบรม Hands–on Lab ซึ่งจะมีบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากหัวเว่ยคลาวด์เข้ามาให้การฝึกอบรมบริการด้านคลาวด์ของหัวเว่ยให้แก่บุคลากรด้านไอที รวมถึงช่วยฝึกทักษะที่จำเป็นสำหรับการนำเทคโนโลยีการประมวลผลคอมพิวเตอร์แบบคลาวด์ไปติดตั้ง และใช้งานจริง
และยังได้มีการจัดการแข่งขัน Huawei CLOUD Developer Competition เป็นครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ในโจทย์เรื่อง “การสร้างสิ่งที่ดีให้แก่ประเทศไทยและสังคมไทย เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมให้แก่ประเทศที่สวยงามประเทศนี้“
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























