เอ็นไอเอ (NIA) เร่งปั้นไทยสู่ชาตินวัตกรรม เดินหน้าเสริมแกร่ง รัฐ เอกชน เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายลงทุนสู่ภูมิภาค…
highlight
- ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่
งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ (NIA) คนใหม่ เผยเป้าหมาย ในการเดินหน้าขับเคลื่อนดัชนีนวั ตกรรมประเทศไทยสู่อันดับที่ 30 ในปี พ.ศ.2573 ภายใต้บทบาท “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” (Focal Conductor) ที่เชื่ อมการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้ งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ ประกอบการฐานนวัตกรรมในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การสร้างผลกระทบทั้ งด้านเศรษฐกิจ และสั งคม - ชู 7 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) สร้าง และยกระดับความสามารถผู้
ประกอบการฐานนวัตกรรมในอุ ตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกับเครือข่ าย ตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2) ส่งเสริมนวัตกรรมแบบเปิ ด และทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเปิ ดกว้าง 3) ส่งเสริมการเข้าถึง และใช้ ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่ วมกับมหาวิทยาลัย และอุทยานวิ ทยาศาสตร์ 4) เป็นศูนย์กลางการสร้างระบบนิ เวศที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ จากนวัตกรรม 5) ส่งเสริมตลาดนวัตกรรมทั้ งในประเทศ และต่างประเทศ 6) สร้างความตระหนัก และการรับรู้ ความสำคัญของนวัตกรรมในทุกภาคส่ วน และ 7) พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรที่พร้ อมต่อการเปลี่ยนแปลง และเติ บโตอย่างยั่งยืน
NIA เดินหน้าสานต่อการปั้นไทย สู่ “ชาตินวัตกรรม” พร้อมกระจายลงทุนสู่ภูมิภาค

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการคนใหม่ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ เปิดเผยว่า ในปี 2566 นโยบายการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศได้ถูกพูดถึง และกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน
เพื่อนำประเทศไปสู่การแข่งขันระดับมหภาคได้อีกครั้ง โดยการขับเคลื่อนดังกล่าว เอ็นไอเอ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาททั้งในเชิงผู้กำหนดนโยบาย การอำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรมเอื้อต่อศักยภาพการทำงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ
รวมทั้งการรังสรรค์นวัตกรรมในกลุ่มผู้ประกอบการ, สตาร์ทอัพ และภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสำคัญที่จะเร่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ 1 ใน 30 ของประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมโลกภายในปี 2573

“ทั้งนี้ เพื่อยกระดับทิศทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศไทยให้สอดรับกับบริบทโลก เอ็นไอเอ จึงได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Create the Dot–Connect the Dot–Value Creation ผ่านกลไก Groom Grant Growth และแนวทาง “2 ลด 3 เพิ่ม” ได้แก่ ลดความเหลื่อมล้ำ
ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมแบบเปิดผ่านการเปิดรับแนวคิดใหม่จากสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนหรือปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจให้มากขึ้น ลดอุปสรรคการเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมให้กับทุกภาคส่วน และแก้ไขกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งจากภาครัฐ
และเอกชน เพิ่มจำนวนนวัตกรรม และผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การเพิ่มขึ้นของ GDP และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ “ชาตินวัตกรรม“ รวมถึงเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ให้มีโอกาสขยายตลาด และสร้างแบรนด์นวัตกรรมสัญชาติไทยที่พร้อมแข่งขันกับนวัตกรรมจากต่างประเทศ”
“ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” ที่จะดำเนินงานภายใต้ 7 กลยุทธ์

สำหรับในปี 2566-2570 เอ็นไอเอ ได้เปลี่ยนบทบาทจากสะพานเชื่อมสู่การเป็น “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” (Focal Conductor) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่จะดำเนินงานภายใต้ 7 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) สร้าง และยกระดับผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (IBEs) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกับเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เพื่อพัฒนา และขยายผลโครงการสำคัญใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ Food Tech & Ag Tech, Travel Tech, Med Tech, Climate Tech และ Soft power โดยส่งเสริม IBEs ให้คุ้มครองและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าและบริการนวัตกรรม รวมทั้งใช้ เอ็นไอเอ อะคาเดมี่ เป็นกลไกหลัก
ในการพัฒนา IBEs ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้น และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม, สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร,
ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายใน 4 ปี คือ จำนวนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม 10,000 ราย พร้อมสร้างบุคลากร และกำลังคนด้านนวัตกรรม 15,000 ราย และมูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และพื้นที่ 20,000 ล้านบาท
ส่งเสริมนวัตกรรมแบบเปิด และทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเปิดกว้างมากขึ้น

โดยเน้นการให้ทุนที่เปิดกว้าง และเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนอื่น ๆ การให้ทุนรายสาขาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับภูมิภาค การเสริมสร้างสมรรถนะการขอทุน และการจัดทำข้อเสนอโครงการร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรม เช่น มหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทย
กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนในภูมิภาค การลดกระบวนการและเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินในโครงการให้ทุน การใช้คูปองนวัตกรรมเพื่อให้ทุนได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนไม่ว่าจากธนาคารของรัฐหรือแหล่งทุนอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยมีเป้าหมายใน 4 ปี คือ เงินทุน และกองทุนสนับสนุนนวัตกรรมที่ เอ็นไอเอ บริหารจัดการ 2,000 ล้านบาท โครงการและธุรกิจนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุน 1,500 โครงการ มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นในธุรกิจนวัตกรรม 2,000 ล้านบาท ความคุ้มค่า และผลกระทบของเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม 5 เท่า และสร้างกลไกสนับสนุนรูปแบบใหม่ 3 กลไก
ส่งเสริมการเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค การพัฒนาย่านนวัตกรรม เมืองนวัตกรรม และระเบียงนวัตกรรมในภูมิภาค
โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการด้านนวัตกรรมเหมือนที่ดำเนินการสำเร็จแล้วในจังหวัดพัทลุง และเชียงใหม่ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมในพื้นที่ชายแดนโดยร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวง อว.
เช่น กรมการพัฒนาชุมชน หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัย รวมทั้ง DEPA CEA เพื่อเพิ่มพื้นที่จังหวัดนวัตกรรมให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อการสร้างผลลัพธ์และผลกระทบในแต่ละภูมิภาค โดยมีเป้าหมายใน 4 ปี คือ IBEs เข้ามามีส่วนร่วมกว่า 3,000 ราย
ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมใน 40 มหาวิทยาลัย และ 16 อุทยานฯ เกิดการลงทุนนวัตกรรมในภูมิภาค 20,000 ล้านบาท อันดับดัชนีนวัตกรรมเมืองปรับขึ้น 5 อันดับ จังหวัดศูนย์กลางพัฒนานวัตกรรม 12 จังหวัด ย่านนวัตกรรม 12 ย่าน และสำนักงานภูมิภาค 3 แห่ง
เป็นศูนย์กลางการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

เชื่อมโยงการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสนับสนุน IBEs ทั้งทางด้านการเงินและมิติอื่น โดยเน้นการใช้นวัตกรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเครือข่ายการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ การสร้างพื้นที่สนับสนุนสตาร์ทอัพเหมือนกับ Station F ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส
การจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบนวัตกรรมไทย การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและผลักดันกฎหมายที่ส่งเสริมระบบนวัตกรรมไทยให้เข้มแข็ง เช่น นโยบายด้านการเงิน และภาษีที่สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม IP Tax Redeem หรือนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย การขยายสิทธิประโยชน์ในย่านนวัตกรรมร่วมกับ BOI
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น การสร้างระบบ Certified IBEs เป็นต้น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการติดตาม เชื่อมโยง และประสานงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศในการยกระดับนวัตกรรมของประเทศไทย โดยอาศัยกลไกการทูตนวัตกรรม (Innovation Diplomacy) ที่มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
การยกอันดับประเทศไทยในดัชนีนวัตกรรมโลก GII ของ WIPO จากอันดับที่ 43 ในปี 2565 เป็นอันดับที่ 30 ในปี 2573 โดยมีเป้าหมายใน 4 ปี คือ เครือข่ายข้อมูลนวัตกรรมที่เชื่อมโยงสู่ระบบ 15 เครือข่าย จำนวนผู้ใช้บริการ 50,000 ราย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 5 ข้อ และนวัตกรรมเชิงนโยบาย/ภาครัฐ 30 นวัตกรรม
ส่งเสริมการตลาดนวัตกรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศให้กับผลิตภัณฑ์ และบริการ ของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในลักษณะของ Business Brotherhood
โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่มาสนับสนุนการขยายธุรกิจของ IBEs เช่น การส่งเสริมการตลาดของสินค้านวัตกรรมร่วมกับซีพีออลล์ แม็คโคร สยามพิวรรธน์ และกลุ่มบริษัทในเครือเซ็นทรัล รวมทั้งการส่งเสริม IBEs ให้รู้จักการสร้างแบรนด์ การตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
โดยขยายความร่วมมือในลักษณะที่มีกับ Shopee ในโครงการ InnoMall กับแพลตฟอร์มอื่น เช่น TikTok และ Line รวมถึงจัดทำแค็ตตาล็อกสินค้านวัตกรรมในรูปแบบภาษาไทยและอังกฤษ การขยายตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ
โดยมีเป้าหมายใน 4 ปี คือ จำนวน IBEs ที่เข้าร่วมโครงการ 1,000 ราย และมูลค่าเติบโตจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท
สร้างความตระหนัก และการรับรู้ความสำคัญของนวัตกรรมในทุกภาคส่วน
ผ่านโครงการ Innovation Thailand การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรม งาน SITE งาน Ubon Art Fest เพื่อสร้างแนวร่วมในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมไทย โดยมีเป้าหมายใน 4 ปี คือ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง online และ onsite ไม่น้อยกว่า 50,000 ราย จำนวนผู้เข้าชม Content Online ไม่น้อยกว่า 2,000,000 ครั้ง
พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นทำงานแบบ Cross Functional
ด้วยการลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน สนับสนุนการปรับหมุนเวียนงาน (Job Rotation) ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีการใช้ Project–based Management และกำหนดเป้าหมายเพื่อวัดผลสำเร็จ (OKR) ที่ชัดเจน และสอดคล้องกันทั้งองค์กร
การบริหารงานบุคลากรที่เป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม เน้นการทำงานเป็นทีมเพื่อมุ่งสู่พันธกิจขององค์กร พร้อมทั้งน้อมนำแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง และหลัก ESG มาใช้ในการดำเนินงาน
แผนระยะสั้น ภายในระยะ 1 ปี ผลักดันร่าง พรบ. ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น สร้างพื้นที่สนับสนุนสตาร์ทอัพ การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และผลักดันกฎหมาย ที่ส่งเสริมระบบนวัตกรรมไทย พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลนวัตกรรม และสร้างแพลต์ฟอร์ม Innovation Thailand

ภายในระยะ 1 ปี เอ็นไอเอ ได้ตั้งเป้าหมายสร้างความก้าวหน้าทางนวัตกรรมไทยทั้งในเชิงมูลค่า และเชิงภาพลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่าง พรบ. ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นให้สำเร็จ การสร้างพื้นที่สนับสนุนสตาร์ทอัพโดยมีโมเดล Station F ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ
ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่มีการรวมตัวของสตาร์ทอัพ และนักลงทุน ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก บริษัทที่ปรึกษาการทำธุรกิจ สำนักงานของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก โปรแกรมการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน นอกจากนี้ ยังจะสร้างเครือข่ายการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวง อว.
การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและผลักดันกฎหมายที่ส่งเสริมระบบนวัตกรรมไทยให้เข้มแข็ง เช่น นโยบายด้านการเงินและภาษีที่สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม IP Tax Redeem หรือนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย การขยายสิทธิประโยชน์ในย่านนวัตกรรมร่วมกับ BOI การเชื่อมโยงฐานข้อมูลนวัตกรรม และสร้างแพลต์ฟอร์มสำหรับ Innovation Thailand เป็นต้น” ดร.กริชผกา กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























