NIA เผย บทสรุปนวัตกรรมไทยปี 2021 พร้อมเดินหน้าหนุนนวัตกรรมไทย

NIA

เอ็นไอเอ (NIA) เผย บทสรุปนวัตกรรมไทยปี 2021 พร้อมกางแผนบูม 5 นวัตกรรม พร้อมเดินหน้าหนุนนวัตกรรมไทย รับมือความท้าทายใหม่ปี 2022…

highlight

  • ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ เปิดผลสำเร็จการส่งเสริมนวัตกรรมไทยในปี 2564 ปลื้มจากการสนับสนุนภาคส่วนดังกล่าวได้ทำให้หลากหลายมิติมีภาพรวมการเติบโตที่ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนวัตกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก หรือดีพเทค การเพิ่มโอกาสทางนวัตกรรมในระดับภูมิภาค และเมือง อันดับนวัตกรรมของประเทศไทย การลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงคนรุ่นใหม่ในภาคนวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมเผยแผนการดำเนินงานในปี 2565 ที่ยังคงมุ่งในเรื่องการพัฒนานวัตกรรมท่ามกลางความท้ายทายในมิติต่าง ๆ ของโลก และยังคงส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ และสังคม

NIA เผย บทสรุปนวัตกรรมไทยปี 2021 พร้อมเดินหน้าหนุนนวัตกรรมไทย

NIA
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่าในปีที่ผ่านมาการเติบโตของนวัตกรรมไทย การเติบโตที่เห็นได้ชัดประการแรกคือ เทคโนโลยีเชิงลึก (DeepTech)ที่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการสร้างศักยภาพทางการแข่งขัน และความเปลี่ยนแปลงในบริบทปัจจุบัน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาถือเป็ปีแรกที่ เอ็นไอเอ เป็นผู้ริเริ่มโปรแกรมสนับสนุนนวัตกรรมฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-tech Innovation) ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ทคโนโลยีด้านการแพทย์ (MedTech) เทคโนโลยีด้านอาหาร (FoodTech) เทคโนโลยีการเกษตร (AgTech) เทคโนโลยีอวกาศ (SpaceTech) 

เทคโนโลยีป้องกันประเทศ (Defense Tech) และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (ARI-Tech) โดยเน้นการทำงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย และเทคโนโลยี รวมทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึกให้ไปสู่การพัฒนาเป็น ธุรกิจนวัตกรรม

โดยภาคเอกชน รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ที่พัฒนานวัตกรรมบนฐานนวัตกรรม หรือ Innovationbased enterprise (IBEให้สามารถพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีเชิงลึกที่สามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของอนาคตได้

NIA

เอ็นไอเอ มุ่งส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยเริ่มผันตัวเองเข้ามาทำดีพเทคผ่านโครงการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกระดับภูมิภาค (Deep-Tech Regionalization) ซึ่งเป็นการกระจายองค์ความรู้ นวัตกรรมไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศมากขึ้น และได้ร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC

เช่น บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) สยามคูโบต้า บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จ้ากัด ฯลฯ จัดกิจกรรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพเทคโนโลยีเชิงลึกกลุ่ม ARITech จำนวน 10 ราย โดยเปิดโอกาสให้ได้ทำงานร่วมกันในลักษณะการร่วมรังสรรค์ (Co-Creation) ผ่านกิจกรรม NIA Deep Tech Incubation @EEC 

ซึ่งในช่วงระยะเวลา 5 เดือน เกิดการลงทุนกับสตาร์ทอัพอย่างน้อย 2 ราย ได้แก่ Alto Tech และ MoveMax ทำให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพอีก 2 รายที่อยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุนต่อไป

NIA

ทั้งนี้ เอ็นเอไอ ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2566 จะต้องมีบริษัทที่สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทดีพเทคได้ประมาณ 100 ราย ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทที่มีศักยภาพในการเป็นดีพเทค จำนวน 60 ราย รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนใน Foodtech Startup 

ผ่านโครงการ SPACEF ที่ดำเนินการร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล”

ประเด็นถัดมาที่น่าสนใจคือ การพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่เมืองหรือพื้นที่ย่านที่ดำเนินการอยู่ 12 ย่าน รวมถึงภาคเหนือตอนบน 11 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 12 จังหวัด มีภาคีอยู่ทั้งหมด 217 ภาคีทั้งในส่วนรัฐ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และสถาบันการวิจัย

มีนวัตกรในเครือข่ายประมาณ 12,000 คน โดยมีย่านน้องใหม่คือ ย่านนวัตกรรมอารีย์ ที่มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ARI (AI, Robotics, and Immersive Technology) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับบริษัทโทรคมนาคม หน่วยงานราชการที่ทำเรื่องของดิจิทัล รวมทั้งเอกชนรายอื่น

NIA

ในปีที่ผ่ามา เอ็นไอเอ มุ่งเน้นการกระจายโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่เพื่อดึงศักยภาพของแต่ละย่าน เช่น การให้เทศบาล และประชาชนมีส่วนร่วมในการผังย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้ และย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก จังหวัดเชียงใหม่

รวมถึงการร่วมกับเทศบาลต่าง ๆ ในการสร้าพื้นที่สาธารณะในลักษณะของย่านนวัตกรรม ซึ่งต้องมีพื้นที่ทดลอง (Innovation Lab) ที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานท้องถิ่น ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และเอกชน รวมถึงการจัดตั้ง Startup Global Hub ที่ให้บริการข้อมูลธุรกิจ การจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย

การให้สมาร์ทวีซ่ากับชาวต่างชาติ ที่ทำงานด้านนวัตกรรมในประเทศ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับเมืองและระดับจังหวัด นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยการส่งเสริม และสนับสนุนเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพในพื้นที่ผ่าน นิลมังกรแคมเปญ 

เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการทั้งเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และกิจการเพื่อสังคมในพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาค โดย เอ็นไอเอ มุ่งหวังว่า 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างน้อย 3 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่ายอดขายรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 630 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30%

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2564 (Global Startup Ecosystem Index 2021) ที่ประเทศไทยครองอันดับที่ 50 และมีถึง 4 เมืองที่ติดใน 1,000 อันดับแรกของเมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด กรุงเทพสามารถกระโดดขึ้น 19 อันดับจากอันดับ 90 สู่อันดับที่ 71  

โดยมีความโดดเด่นในเรื่องของอีคอมเมิร์ซ และเทคโนโลยีการค้าปลีก เชียงใหม่ อยู่ในอันดับที่ 397 ภูเก็ต อันดับที่ 442 (พุ่งขึ้น 428 อันดับจากเดิม อันดับที่ 870) และสุดท้ายเมืองน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาติดอันดับเป็นปีแรกคือพัทยาที่อยู่ในอันดับที่ 833

นอกจากการขับเคลื่อนทางระบบเศรษฐกิจแล้ว เอ็นไอเอ ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักมี 4 กลุ่ม คือ เอกชน ภาครัฐที่เป็นรัฐบาลส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา-สถาบันวิจัย และประชาสังคม ในการพัฒนา นวัตกรรมสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มจังหวัดยากจน

โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำ ผ่านโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมที่อาศัยรูปแบบกลไกการขยายผลนวัตกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งด้วยนวัตกรรมรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาต้นแบบหรือโมเดลที่สำเร็จแล้วร่วมกับองค์กรเครือข่ายขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ

ให้สามารถกระจายสู่ชุมชน หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในปีที่ผ่านมาเกิดนวัตกรรมพร้อมใช้งานจำนวน 89 ผลงาน ใน 11 จังหวัด มีผู้ได้รับผลประโยชน์ 44,568 คน สร้างให้เกิดมูลค่าผลลัพธ์เชิงสังคมรวม 196.56 ล้านบาท 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมรายสาขาและโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมสำหรับเมือง ที่กำหนดโจทย์ปัญหาสำหรับนวัตกรรมเพื่อใช้ในเมือง และสร้างต้นแบบการแก้ปัญหาที่เกิดจากการขยายตัวของสังคมเมืองอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เยาวชน ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ เอ็นไอเอ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการวางรากฐานระบบการศึกษาเพื่อให้เกิดสังคมใหม่ที่มีแนวคิดด้านนวัตกรรม และการสร้างสรรค์ตั้งแต่วัยเยาว์ จึงได้ริเริ่มพัฒนาแนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่เรียกว่า STEAM4INNNOVATOR ขึ้น

โดยเป็นกระบวนการหลักที่ใช้ในการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมสำหรับกลุ่มเยาวชน ที่เน้นการบูรณาการเรื่องการพัฒนาศักยภาพด้านธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน STEAM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) 

ศิลปศาสตร์ (Arts) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของศาสตร์ต่างๆ และมีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมร่วมอยู่ด้วยได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างสังคมนวัตกรรมและวัฒนธรรมของการสร้างสรรค์ขึ้นในประเทศไทย

ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับและถูกนำไปขยายผลอย่างแพร่หลายในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษามากกว่า 50 แห่ง นักเรียนมากกว่า 10,000 คน ได้รับการถ่ายทอดผ่านการเรียนการสอนในห้องเรียน รวมถึงได้พัฒนาโครงการอบรมคุณครู (Trainer’s Lab)

NIA

เพื่อให้สามารถนำไปใช้พัฒนาเยาวชนต่อไป ซึ่งเยาวชนที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวสามารถต่อยอดเกิดเป็นธุรกิจนวัตกรรมได้จริง เช่น ผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช Paepo Meat จากวิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส โรงเรือนเพาะเห็ดแบบเคลื่อนที่ จาก FutureFarm agriculture innovation

หุ่นยนต์ยานพาหนะตรวจตราอัจฉริยะสำหรับการจับกุ้ง Volta และผลงาน TAOYAA (ต้าวหยะ) แอปพลิเคชั่นสำหรับเป็นตัวกลางระหว่างคนที่จะขายขยะกับร้านที่รับซื้อขยะ โดยมีพาร์ทเนอร์เป็นไรเดอร์ ของนักเรียนมัธยม โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา ซึ่งจะนำร่องใช้ในตำบลเกาะแก้ว จังหวัดภูเก็ต และมีแผนขยายไปใช้ในจังหวัดอื่นต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Startup Thailand League ซึ่งในปีนี้ มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 40 แห่งทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน มีนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 48,000 คน มีทีมนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันไอเดียธุรกิจสตาร์ทอัพ 400 ทีม

และมีนักศึกษาที่ผ่านการอนุมัติ และได้รับเงินสนับสนุนในการจัดทำผลงานต้นแบบ 200 ทีม เงินรางวัลรวมกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งผลงานเด่นในปีนี้ ได้แก่ ทีม ErythroSed จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมคุณภาพของเครื่องตรวจวัดอัตราการตกตะกอนเม็ดเลือดแดง (ESR) 

และการตรวจประเมินความชำนาญทางผู้ปฏิบัติการในการตรวจ ESR โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ ทีม Theeotech จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้ผู้ผลิตสื่อ เช่น Youtuber หรือสถานีโทรทัศน์ สามารถสร้างคำบรรยายภาษามือได้ด้วยตัวเอง

เพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางการได้ยินให้สามารถเข้าใจสื่อผ่านภาพเคลื่อนไหวภาษามือ 3 มิติได้ และทีม Perm จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ที่ต้องการข้อมูลไปเทรน machine learning กับผู้ที่มีข้อมูลอยู่ในมือในรูปแบบไร้ตัวกลาง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจดทะเบียนบริษัทแล้ว 4 ทีม (มูลค่าจดทะเบียน 4 ล้านบาท) และมีทีมนักศึกษาไปต่อยอดในกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยี และนวัตกรรม (TED Fund) SIBB โครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (R2M) และธนาคารออมสิน กว่า 48 ทีม และได้รับทุนสนับรวมประมาณ 4.8 ล้านบาท

สุดท้ายนี้ เอ็นไอเอ ยังมีเป้าหมายสนับสนุนนวัตกรรมที่ทันต่อบริบทความท้าทายของโลก ซึ่งประกอบด้วย การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจากการกลายพันธุ์ของเชื้อ ความท้าทายจึงอยู่ที่การพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และการส่งเสริมนวัตกรรมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตวิถีใหม่ 

ปัญหาด้านเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 โดยเน้นส่งเสริมนวัตกรรมที่สอดรับกับโครงสร้างแรงงานของประเทศ การพัฒนาแรงงานทักษะสูงฐานเทคโนโลยีเชิงลึก รวมถึงการกระจายธุรกิจนวัตกรรมให้เพิ่มมากขึ้นในระดับภูมิภาค

เพื่อรองรับการย้ายกลับถิ่นฐาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างมลพิษกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมด้านพลังงานและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนแบบการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Environmental, Social, and Governance; ESG) 

ด้วยการสร้างระบบนิเวศด้านนี้ให้มีความเข้มแข็ง มีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุน รวมถึงกำหนดแนวทางและมาตรฐานในการประเมินผลกระทบให้เป็นรูปธรรม  และเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น ARI, Metaverse และ Biomed 

โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและการยอมรับในเทคโนโลยีเหล่านี้ อาทิ สังคมไร้เงินสด การประชุมออนไลน์ การทำงานแบบ WFH การแพทย์ทางไกล การพัฒนาวัคซีน แม้บางครั้งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นเทคโนโลยีอุบัติใหม่ที่ยังต้องมีการพัฒนาต่อยอดเพิ่มเติม

แต่ก็ได้รับการคาดหวังว่าจะสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม เช่น จักรวาลนฤมิต หรือ Metaverse ที่อยู่ในกระแสความสนใจในปัจจุบัน

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.