NTT เผย เพียง 22.7% ของการทรานส์ฟอร์มดิจิทัล ใน Asia-Pacific เพิ่มประสิทธิภาพได้

NTT

เอ็นทีที (NTT) เผย เพียง 22.7% ของการทรานส์ฟอร์มทางดิจิทัล ในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) เพิ่มประสิทธิภาพได้…

NTT เผย เพียง 22.7% ของการทรานส์ฟอร์มดิจิทัล ใน AsiaPacific เพิ่มประสิทธิภาพได้

หนึ่งปีนับจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนทำให้หลายองค์กรต้องเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มความคล่องตัว และปรับเปลี่ยนกระบวนการ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น โดยผลการวิจัยของ บริษัท เอ็นทีที จำกัด (NTT Ltd.) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

เผยแพร่ในรายงาน 2021 Global Managed Services Report พบว่า 89.7% ของผู้บริหารธุรกิจ และไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเห็นพ้องว่าโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในกระบวนการทำงาน โดย 91.8 เปอร์เซ็นต์ มองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19

เป็นตัวเร่งให้องค์กรต้องเสริมกลยุทธด้านกระบวนการทรานส์ฟอร์มทางดิจิทัล (Digital Transformation) การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน และการเร่งให้เกิดกระบวนการทรานส์ฟอร์มทางดิจิทัล เป็นโอกาสสำคัญที่องค์กรต่างๆ สามารถใช้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ

โดย 92.4% ของทีมเทคโนโลยีจากทั่วโลกยอมรับว่า กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีขององค์กรโดยรวมมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจแทบทั้งหมด (49.8%) หรือบางส่วน (42.6%) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทีมไอทีสามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที

NTT

นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจหันมาใช้บริการ และโซลูชันที่บริหารจัดการโดยฝ่ายไอที เช่น การสนับสนุนการใช้รูปแบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น

แม้องค์กรมีการวางกลยุทธ์ที่ดีขึ้น การขาดการเชื่อมต่อระหว่างส่วนงานธุรกิจและฝ่ายไอทียังคงเป็นประเด็นสำคัญ 69.9% ของทีมปฏิบัติการจากทั่วโลก เชื่อว่าการมีกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ

ขณะที่มีเพียง 48.0% ของทีมไอทีเท่านั้นที่เห็นด้วย นอกจากนี้ 69.6% ของทีมปฏิบัติการทั่วโลก ยังมองว่าความเร็วและความคล่องตัวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี แต่ 53.4% ของทีมไอทีกลับมีความคิดเห็นในทางตรงข้าม

Damian Skendrovic รองประธานบริหาร ของ เอ็นทีที ให้ความเห็นว่า โควิด-19 ทำให้เกิดความท้าทายที่คาดไม่ถึง ธุรกิจต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องของการดำเนินธุรกิจ และระบบไอที รวมทั้งยังต้องทำให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจลำดับความสำคัญขององค์กรของตน ฝ่ายไอทีอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลที่จะต้องบริหารจัดการระบบ

ให้เป็นไปตามความต้องการขององค์กรในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องวางแผนในการพัฒนาระบบและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคตไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเทคโนโลยี และความคล่องตัวที่จะสนับสนุนการเจรจาทางธุรกิจ การจัดลำดับความสำคัญจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงของธุรกิจ

NTT

Bold, brave, and resilient 

ในขณะที่องค์กรระดับโลกพยายามเสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่ายังมีแนวทางการจัดการขององค์กรที่แตกต่างกัน บางองค์กรมองว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของต้นทุนเป็นวิธีเสริมสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ขณะที่หลายองค์กรให้ความสำคัญกับความกล้าเผชิญความท้าทาย

โดยมองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นโอกาสทางการตลาดที่องค์กรสามารถใช้ประโยชน์ในการขยายธุรกิจ ซึ่ง 33.8% ขององค์กรทั่วโลกมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

สิ่งที่น่าสนใจ คือตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 41.7% หากองค์กรมีการบริหารจัดการระบบไอทีโดยบริษัทผู้ให้บริการจากภายนอกอย่างน้อยสามในสี่ของระบบทั้งหมด ในทางกลับกัน หากองค์กรไม่มีการใช้บริการการจัดการระบบไอทีจากภายนอก หรือมีเพียงเล็กน้อย ตัวเลขจะลดลงเหลือเพียง 25.7% เท่านั้น

ISG หนึ่งในลูกค้าของเอ็นทีทีได้แสดงวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการก่อสร้างที่มีพลวัตมากที่สุดในโลก ด้วยการส่งมอบสิ่งก่อสร้างที่ช่วยให้ผู้คน และธุรกิจเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ องค์กรจำเป็นต้องมีความหนักแน่นและกล้าเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“เนื่องจากเราได้วางจุดยืนองค์กรเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการก่อสร้างที่มีพลวัตมากที่สุดในโลก เราจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรไอซีที โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิทัลใหม่ ๆ ภายใต้การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การทำงานร่วมกับ เอ็นทีที ทำให้เรามีการควบคุมเชิงกลยุทธ์และมองเห็นภาพการปฏิบัติงานอย่างสมบูรณ์และชัดเจน ซึ่งเราได้วางใจในระบบการทำงานอัตโนมัติและการรองรับปริมาณงานบน Microsoft AzureSkendrovic กล่าว

ปัจจุบันไม่ใช่ทุกองค์กรที่มองว่า Disruption เป็นโอกาสทางธุรกิจ แต่อย่างน้อยหนึ่งในสามได้มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมองเห็นโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนการทำงานแบบกระจายศูนย์และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้

ธุรกิจที่กล้าเผชิญความท้าทาย จะสามารถสร้างความคล่องตัวในรูปแบบใหม่ การมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้จะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

NTT

ความต้องการในปัจจุบัน การส่งมอบในอนาคต อยู่ที่ความเร็ว (Present needs, future delivery – at speed) รายงานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และความสามารถในการปรับใช้นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในอนาคต

ผลการสำรวจพบว่า 93.9% ของผู้บริหารธุรกิจ และไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่มีความสำคัญต่อการวางกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ขณะที่ 43.6% เชื่อว่าพวกเขามีเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ทันที

กระนั้นความเชื่อดังกล่าว อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดขององค์กรระดับโลกจำนวนไม่น้อย เนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องสร้างสมดุลสำหรับความต้องการในปัจจุบัน ขณะที่ยังต้องลงทุนในเทคโนโลยี และการปรับปรุงกระบวนการให้มีความทันสมัยเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโต และขยายธุรกิจ ซึ่งนั่นหมายถึง ความกล้าในการเผชิญความท้าทายใหม่

“การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นแรงกดดันให้กับทีมไอที ขณะที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจคาดหวังว่าจะใช้ความคล่องตัวในการดำเนินงาน ทีมไอทีจึงต้องรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ นับตั้งแต่การจัดการความซับซ้อนของผู้ขายที่มีการนำเสนอการผสานรวมของระบบที่แตกต่างกัน การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ๆ โครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า จนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการขาดทักษะในการก้าวให้ทันกับความต้องการทางธุรกิจ” Skendrovic กล่าว

NTT

เนื่องจากความเร็วในการออกสู่ตลาดเป็นปัจจัยในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำ Digital Transformation จึงเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรที่มีความกล้าเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ มีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ได้ถึง 50%

และการเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการด้านการจัดการไอทีก็ทำให้องค์กรได้รับการสนับสนุนด้านไอทีไปมากกว่าครึ่ง การลดความกดดันของทีมไอทีด้านการจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ด้วยการใช้ระบบอัติโนมัติบนแพลตฟอร์ม DevOps จะทำให้ความพยายามในกระบวนการทรานส์ฟอร์มทางดิจิทัลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยทีมไอทีสามารถมุ่งเน้นไปที่ การพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลาเฉลี่ยนใจการซ่อมแซมระบบ (Mean Time to Repair: MTTR) ดีขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และพัฒนาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ

“ขณะที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลบวกเสมอไป จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่องค์กรจำเป็นต้องตระหนักว่า การทรานส์ฟอร์มจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่สำหรับการเสริมสร้างความคล่องตัวขององค์กร การขยายธุรกิจ และการพัฒนานวัตกรรม” Skendrovic กล่าวสรุป

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.