พาร์ทิโพสต์ (Partipost) เปิดตัวในไทย พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสให้คนทั่วไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ แค่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 200 คนก็สามารถเข้าร่วมแคมเปญ และ ถ่าย โพสต์ ก็รับเงินได้เลย..
Partipost เปิดตัวในไทย พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสให้คนทั่วไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์
พาร์ทิโพสต์ แพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัวให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย การขยายตลาดครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ พาร์ทิโพสต์ โดยเปิดโอกาสไม่เพียงแค่อินฟลูเอนเซอร์ไทยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่รวมถึงคนทั่วไปให้สามารถเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ได้
เพียงมีผู้ติดตามมากกว่า 200 คนก็สามารถเป็น Partiposter เข้าร่วมแคมเปญเชื่อมต่อกับแบรนด์ต่าง ๆ และสร้างรายได้ผ่านคอนเทนต์ของตนเอง ด้วยชุมชนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่า 3,000 อินฟลูเอนเซอร์ ในประเทศไทย Partipost พร้อมที่จะปฏิวัติวงการการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ของไทย

โจนาธาน เอ้ก ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง พาร์ทิโพสต์ กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้นำ พาร์ทิโพสต์ มาสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์ ประกอบกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มีผู้บริโภคจำนวนมากที่หันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์
เพื่อหาคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้า แพลตฟอร์มของเราเปิดโอกาสให้ทุกคน ตั้งแต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหน้าใหม่ไปจนถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง สามารถร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำ และสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ชมในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง สิ่งนี้ทำให้เรามองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงที่จะขยายการดำเนินธุรกิจ
และนำเสนอแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อระหว่างแบรนด์ และอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวโน้มสำคัญด้านการตลาดออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ และนาโนอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มนี้มีสามารถสร้างอัตราการมีส่วนร่วม (engagement rate) ที่สูงกว่า
และสร้างการเชื่อมต่อที่จริงใจกับกลุ่มผู้ชมได้ และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเนื้อหาวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram, Reels และ YouTube Shorts ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ควบคู่ไปกับการใช้งานไลฟ์สตรีมมิ่งที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับการเปิดตัวสินค้า, การถาม-ตอบ และกิจกรรมการชอปปิง
สำหรับประเทศไทย หมวดสินค้าที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ความงาม แฟชั่น อาหาร และท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไปยังหมวดหมู่เฉพาะกลุ่มที่มีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน ประเภทคอนเทนต์ยอดนิยม 3 อันดับแรกของไทย
ได้แก่ 1.ความงามและแฟชั่น 2.ศิลปะและบันเทิง 3.อาหารและเครื่องดื่ม โดยภาพรวมของตลาด กลุ่มแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มมีการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด โดยคิดเป็น 39% ของงบประมาณทั้งหมด ตามมาด้วยความงาม และแฟชั่น 17.4% และหมวดหมู่แกดเจ็ต และยานยนต์ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 โดยครองส่วนแบ่งงบประมาณถึง 10.6%
โดยอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะทางที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ฟิตเนส ไลฟ์สไตล์มังสวิรัติ และการรีวิวเทคโนโลยี ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้นำในวงการอย่าง
ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จํากัด, กนกกุล ช้างพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท คลูก เทคโนโลยี (ประเทศไทย)] และตัวแทนของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ จ๊ะจ๋า แดนดาว ยมาภัย และ ฟรัง นรีกุล เกตุประภากร ร่วมแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจ
ผสานความจริงใจเข้ากับเทคโนโลยีอย่างลงตัว

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จํากัด กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมจากภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคยุคใหม่มีความหลากหลาย และเฉพาะตัวมากขึ้น มองหาการสื่อสารที่จริงใจ ตรงไปตรงมา เกี่ยวข้อง และโดนใจ
เปลี่ยนการทำการตลาดจากในอดีตไปโดยสิ้นเชิง นักการตลาด และสื่อสารการตลาดจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว การมาของ Generative AI และเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ที่ล้ำสมัย เข้าถึงง่าย ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เอื้อให้ผู้ที่รู้เท่าทันสามารถคว้าโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของนิเวศน์การตลาด
ผู้บริโภคธรรมดากลับทรงอิทธิพลมากขึ้น สามารถสร้าง และเผยแพร่ความคิดเห็นที่ส่งผลต่อแบรนด์ได้อย่างกว้างขวาง แบรนด์จึงต้องมุ่งสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า ผสานความจริงใจเข้ากับเทคโนโลยีอย่างลงตัว เพื่อหล่อหลอมความเชื่อมั่น และความภักดีของลูกค้าในสภาวะตลาดที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
คลูก เทคโนโลยี หนึ่งในบริษัทที่ได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจากการร่วมงานกับ พาร์ทิโพสต์ โดย กนกกุล ช้างพันธ์ รองผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัท คลูก เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรกับ พาร์ทิโพสต์ ได้ช่วยสนับสนุน และส่งเสริมให้กลยุทธ์การตลาดของเราแข็งแรงขึ้น
ด้วยแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย และเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่กว้างขวางของ พาร์ทิโพสต์ ช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทเป็นอย่างมากในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวยุคใหม่ มองหาข้อมูล และรีวิวที่จริงใจ
ดังนั้นการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มีคอนเทนต์ที่ถูกจุดโดนใจ จะช่วยให้เราสามารถสร้างแคมเปญที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ให้ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวสามารถค้นหา และเลือกกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างแท้จริง

“สำหรับอนาคตของ พาร์ทิโพสต์ ในประเทศไทยเรามุ่งเน้นแผนการตลาดด้วยการเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ และเอเจนซี่ในประเทศ ปัจจุบันเรามี Partiposter กว่า 3,000 คนในไทย และตั้งเป้าขยายจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ไทยเป็น 100,000 ราย ภายใน 6-12 เดือน
เรามุ่งมั่นสนับสนุนการเติบโตของชุมชนอินฟลูเอนเซอร์ไทย ควบคู่ไปกับการช่วยให้แบรนด์บรรลุเป้าหมายทางการตลาด เราหวังว่าจะได้ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์ไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในภูมิภาคนี้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น” โจนาธาน กล่าว

พาร์ทิโพสต์ นำเสนอแพลตฟอร์มที่ใช้งานสะดวก และเข้าใจง่าย มีเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่กว้างขวาง และเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการจัดการ และวิเคราะห์แคมเปญช่วยให้แบรนด์เชื่อมต่อกับผู้ชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสนับสนุนอินฟลูเอนเซอร์ในการเพิ่มการเข้าถึง และการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ หากต้องการสำรวจว่า พาร์ทิโพสต์ สามารถยกระดับประสบการณ์ด้านการตลาด หรืออินฟลูเอนเซอร์ของคุณได้อย่างไร
เข้าเยี่ยมชมได้ที่ www.partipost.com
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























