ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post) เดินหน้ายกระดับ Green Logistics เต็มรูปแบบด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาใช้ในระบบขนส่งทั่วประเทศ มุ่งสร้างเสถียรภาพให้โลจิสติกส์ไทยท่ามกลางวิกฤตพลังงานปี 2569 พร้อมวางแผนบริหารจัดการพลังงานครบวงจรเพื่อลดต้นทุน และก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว…
Thailand Post รุกหนัก Green Logistics! ใช้รถอีวี-พลังงานสะอาด ปูพรมระบบขนส่งสีเขียวทั่วประเทศ

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ไทยได้ยกระดับการบริหารจัดการระบบขนส่งในภาพรวม โดยพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ระดับประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์คัดแยก การเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่ง และการใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อวางแผนการดำเนินงาน (Data-Driven Logistics) เพื่อควบคุมต้นทุน และรองรับปริมาณงานได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ และประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม SME และธุรกิจ E-Commerce ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ

พร้อมกันนี้ ไปรษณีย์ไทย ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต้นทุนพลังงานในหลายระดับ เพื่อการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ โดยขยายการใช้ระบบ Fleet Card และประสานความร่วมมือกับพันธมิตรสถานีบริการน้ำมัน เพื่อจัดจุดสำรองเชื้อเพลิงสำหรับรถขนส่ง
ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตาม และประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ สามารถปรับแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการวางแผนรองรับกรณีน้ำมันขาดแคลน โดยใช้เครือข่ายพันธมิตรที่มีรถยนต์ไฟฟ้า และการปรับรูปแบบการขนส่งบางส่วน
ไปสู่ระบบราง เพื่อให้บริการสำคัญยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาเสถียรภาพของระบบโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ ในระยะยาว ไปรษณีย์ไทยมีแผนเร่งรัดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้รถ EV อย่างต่อเนื่อง
ควบคู่กับการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ในศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาการขนส่งทางรางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายโลจิสติกส์

ทั้งนี้ การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงานไปรษณีย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับองค์กรสู่โลจิสติกส์สีเขียว โดยช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้เฉลี่ยประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการนำจ่ายในพื้นที่เมืองและชุมชน
ซึ่งมีลักษณะการวิ่งระยะสั้นและหยุดส่งบ่อย ขณะเดียวกัน ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยกว่า 20-30% ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายประเทศในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























