ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) ประกาศพร้อมเดินหน้าเต็มกำลัง หลังเสร็จสิ้นภารกิจควบรวม ดีแทค (dtac) ยืนยันลูกค้าดีแทค ยังใช้บริการได้ตามเดิม แต่ได้โครงข่ายมีคุณภาพ และบริการที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมชูสโลแกน “Better Together ชีวิตดีกว่า เมื่อมีกัน และกัน”…
highlight
- ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศพร้อมรวมพลัง ดีแทค–ทรู สู่ 7 กลยุทธ์หลัก ครอบคลุมทุกมิติ ด้วยการสนับสนุ
นจากพันธมิตรระดับโลกทั้ง เทเลนอร์ และเครือซีพี ยืนยันลูกค้าดีแทคยังใช้งานได้ตามเดิมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ลั่น!! พร้อมนำ 7 กลยุทธ์ เปลี่ยนผ่านวิ ถีชีวิตคนไทย ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวขึ้ นสู่ผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดบทบาทใหม่ “True Corporation” หลังควบรวม dtac เสร็จสิ้น!! ยันลูกค้า dtac ยังใช้บริการได้เหมือนเดิม แต่พิเศษมากขึ้น
“ทรู คอร์ปอเรชั่น“ บริษัทใหม่ ที่รวมศักยภาพจุดแข็ง ดีแทค และ ทรู มุ่งสู่ผู้นำด้านโทรคมนาคม และเทคโนโลยีของไทย ชูแนวคิด ชีวิตดีกว่า เมื่อมีกัน และกัน (Better Together) ผสานพลังรวมกัน 1+1 เท่ากับ อินฟินิตี้ สร้างศักยภาพความเป็นไปได้ใหม่ที่ไม่รู้จบ พร้อมนำ 7 กลยุทธ์หลักสู่การเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตคนไทย
ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวขึ้นสู่ผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล เผยทะยานสู่ผู้ให้บริการชั้นนำ พร้อมกับภารกิจดูแลผู้ใช้งานมือถือทั้ง 2 แบรนด์ ในวันนี้ คือ ทรูมูฟ เอช 33.8 ล้าน และดีแทค 21.2 ล้านเลขหมาย พร้อมผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตทรูออนไลน์ 5 ล้านราย และผู้ใช้งานโทรทัศน์ทรูวิชั่นส์ 3.2 ล้านราย

เร่งขับเคลื่อนโทรคมนาคม-เทคโนโลยีสร้างระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจรสู่การสร้างโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม
โดยหลังจากที่ประกาศความสำเร็จในการตวบรวม และได้รับหนังสือรับรองบริษัทใหม่ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการไปเมื่อวานนี้ วันนี้ ดีแทค และ ทรู ได้กลายเป็นบริษัททางด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (มูลค่าของกิจการ)
และทำให้ “ทรู คอร์ปอเรชั่น“ มีมูลค่าตลาดรวมกัน (Market Capitalization) ประมาณ 2.94 แสนล้านบาท (สิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) และได้ร้องขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งห้ามการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว
เพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้งสอง 2 บริษัท และการดำเนินการอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จ และจำเริ่มเนินธุรกิจร่วมกันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่ดีที่สุด และไม่สร้างผลกระทบต่อการใช้งานโครงข่ายให้แก่ผู้บริโภค และผู้ใช้ริการเดิมที่มีอยู่ของทั้ง 2 บริษัท (ดีแทค และทรู)
1+1 = Infinity

มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความต้องการของเราคือการมุ่งเป็นผู้นำเทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่จะเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตคนไทย และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวสู่แถวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล จึ้งทำให้เราได้ออกจากกรอบความคิดแบบเดิมในการทำธุรกิจโทรคมนาคม
เพื่อปลดล็อกสู่การเติบโตในระยะยาว นี่คือการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศไทย และปูทางให้ประเทศไทยก้าวสู่ตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดในโลกดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการสร้างบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีใหม่ครั้งนี้ ในชื่อ “ทรู คอร์ปอเรชั่น“ จะเป็นการนำสิ่งที่ดีที่สุดของทั้ง
ทรู และดีแทคมา ผนึกรวมกัน (Best of Both) เพื่อขยายขนาดขึ้น (Scale) และส่งมอบคุณค่า (Value Creation) ที่มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความแข็งแกร่งจากผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งจากองค์กรไทย คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างเทเลนอร์ กรุ๊ป
นอกจากนี้ การควบรวมกันเป็น “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จะทำให้ทั้ง 2 บริษัท ได้ประโยชน์จากการผนึกกำลังร่วมกัน (Synergy) ทั้งด้านการลงทุนและรายได้ ซึ่งจะขับเคลื่อนร่วมกัน อาทิ โครงข่ายโทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, เครือข่ายไอที, การจัดซื้อ, การขาย, การตลาด, ช่องทางการค้าปลีก และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ได้ดีขึ้น

“การรวมกันของเราจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคชาวไทย และเป็นการทรานสฟอร์มประเทศไทยสู่วิถีดิจิทัลที่เร็วยิ่งขึ้น ยกระดับภาคธุรกิจให้พร้อมแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก ตลอดจนเชื่อมโยงทุกระบบเร่งสร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย” มนัสส์ กล่าว
นับจากนี้ไป “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัลในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับดิจิทัลสตาร์ทอัพซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยร่วมกับพันธมิตรระดมทุนจำนวน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.3 พันล้านบาท โดยจะจัดตั้งกองทุน Venture Capital (VC)
รวมทั้งจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมที่สนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลเพื่อวางรากฐานสำหรับผลักดันสู่อนาคตของสตาร์ทอัพไทยในระดับยูนิคอร์น ซึ่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และความเชี่ยวชาญที่พัฒนาจากเทเลนอร์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติอีกด้วย
ควบรวมเพื่อเสริมแกร่งบริการให้ดียิ่งขึ้นแต่ “ดีแทค” ยังคงให้บริการเหมือนเดิม

ชารัด เมห์โรทรา รองประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “พันธกิจขององค์กรคือเร่งพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง สนับสนุนคนเก่งรุ่นใหม่ด้านดิจิทัล และการนำเสนอนวัตกรรมบริการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า ตลอดจนสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืน
และสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจ และก้าวสู่ความเป็นผู้นำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดย “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จะมุ่งสู่บทบาทของผู้นำด้านโครงข่ายอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการขยายโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุม 98% ของประชากร ในปี 2569 พร้อมพัฒนา และขยายเครือข่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตามรายงานโดยการวิจัยของ GSMA คาดว่า 5G ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศไทยแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท) ภายในปี 2573
ทั้งนี้ “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จะยังคงให้บริการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์ “ทรู“ และ “ดีแทค“ โดยลูกค้าสามารถใช้สัญญาณคุณภาพดีขึ้นทันทีจากสัญลักษณ์เครือข่าย dtac–True และ True–dtac บนหน้าจอมือถือ ซึ่งเป็นก้าวแรกในการพัฒนาคุณภาพสัญญาณโมบายล์อินเทอร์เน็ตด้วยการ “โรมมิ่ง“ สัญญาณข้ามโครงข่าย
ระหว่างกันเพื่อใช้งาน 5G และ 4G บนคลื่น 2600MHz และ 700MHz โดย ลูกค้าดีแทค สามารถใช้งาน 5G บนคลื่น 2600MHz และลูกค้าทรูสามารถใช้งาน 4G และ 5G บนคลื่น 700MHz จากทั้ง “ทรู“ และ “ดีแทค” ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่น 700MHz มากที่สุดในตลาด โดยปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว ทั้งนี้จะขยายครบทั้ง 77 จังหวัด ประมาณกลางเดือนมีนาคม 66 นี้

“เรามีเป้าหมายสูงสุดในการส่งมอบสินค้า และบริการที่ดียิ่งกว่าเดิมสำหรับผู้บริโภค และจะดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดและการแข่งขันที่สูงเพื่อลูกค้าเราจะได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ครอบคลุมถึงธุรกิจบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และบริการดิจิทัล พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์เพื่อลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง” ชารัด กล่าว
ผสานพลังเดินหน้า 7 กลยุทธ์หลัก มุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร เพื่อนำประเทศไทยสู่อนาคตดิจิทัล

ผู้นำด้านโครงข่ายโทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างแท้จริง (Be the Undisputed Network and Digital Infrastructure Leader) : การผสานศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทใหม่ ทั้งโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล
อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานสากล ระบบคลาวด์ ไม่เพียงแต่จะสร้างประสบการณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ยอดเยี่ยม แต่จะมุ่งสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการต่อยอดนวัตกรรมบริการดิจิทัลต่าง ๆเพื่อคนไทย
ทั้ง IoT, AI Analytic, Machine Learning, Cyber Security ที่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนวิถีดิจิทัล (Digital Transformation) ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
เติบโตเป็นผู้นำนอกเหนือจากบริการหลัก เพื่อส่งมอบคุณค่า และประสบการณ์ที่เหนือกว่า (Champion Growth Beyond the Core) : นอกจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแล้ว บริษัทใหม่จะเดินหน้าขยายธุรกิจพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยจะมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัล โซลูชัน
รวมถึงระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบวงจร พร้อมร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลในทุกภาคส่วน (Digital Inclusion ) สร้างประสบการณ์ใหม่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนร่วมสนับสนุนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วยิ่งขึ้น
สร้างมาตรฐานประสบการณ์ใหม่เพื่อลูกค้าในประเทศไทย (Set the Bar for Customer Experience in Thailand) : ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยในการวิเคราะห์ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้ตรงใจมากขึ้น ทั้งการนำเสนอสินค้าบริการ การมอบสิทธิพิเศษ ตลอดจนช่องทางการเข้าถึง O2O ผ่านการผนึกพลังทั้งออฟไลน์
ในเครือทั่วประเทศและออนไลน์แบบ 24 ชม.ทำให้ลูกค้าจะได้สัมผัสสุดยอดประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง และไร้รอยต่อในทุกจุดบริการ รวมทั้งยกระดับบริการหลังการขายที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ทำให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และราบรื่น

เติมเต็มชีวิตอัจฉริยะยิ่งขึ้นเพื่อทุกสไตล์ลูกค้าชาวไทย (Enhance Smart Life for Customers) : ทรู คอร์ปอเรชั่น จะส่งมอบประสบการณ์ชีวิตอัจฉริยะเพื่อคนไทย ยกระดับวิถีชีวิต และไลฟ์สไตล์ทั้งความสะดวกสบาย การดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
ซึ่งจะไม่จำกัดเฉพาะชีวิตคนเมืองเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมคนไทยทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายสื่อสารดิจิทัลที่กว้างไกล และครอบคลุมยิ่งขึ้น
ยกระดับมาตรฐานสำหรับลูกค้าองค์กร (Raise Standards for Enterprise Customers) : บริษัทใหม่จะเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจทั้งลูกค้า SME ธุรกิจองค์กร และภาคอุตสาหกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ อาทิ IoT, Robotics, AI Analytics และ Blockchain
พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งใน และต่างประเทศ สู่การพัฒนานวัตกรรมโซลูชันครอบคลุมทุกมิติ เพื่อสร้างความต่าง และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย ทุกภาคส่วนทั้งอุตสาหกรรม, การเกษตร, สาธารณสุข และค้าปลีก
สร้างสุดยอดองค์กรที่น่าทำงาน (Build the Best Place to Work) : บริษัทใหม่จะเป็นองค์กรแนวหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงาน ดึงดูดคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก เป็นองค์กรที่สนับสนุนกลุ่มคนหลากหลาย
ผสานความแตกต่าง ควบคู่กับการสร้างคนให้มีจิตวิญญาณเป็นเจ้าของกิจการ เป็นที่ทำงานที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้มีความสามารถ (Talent) ทุกเจเนอเรชัน พร้อมกับมีสวัสดิการ และสุขภาวะที่ดี (Well being)

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มคุณค่าขับเคลื่อนองค์กรในระยะยาว (ESG Best in class: Sustainable Organization to Create Long Term Value) : มุ่งเน้นการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม มาร่วมสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับทุกชีวิต นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
“เราตั้งเป้าจะก้าวไปเป็นหนึ่งในองค์กรนายจ้างที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นเสริมสร้างพลังในการทำงาน ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับสูง คนเก่งด้านดิจิทัล และผู้ที่ต้องการก้าวหน้าในบริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เราเป็นองค์กรที่สนับสนุนกลุ่มคนหลากหลาย ครอบคลุมทุกความแตกต่าง” มนัสส์ กล่าวเสริม

ในอนาคต “ทรู คอร์ปอเรชั่น“ จะมุ่งสู่การการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืนในแนวทาง ESG (Environment, Social, and Governance) ทั้งด้านด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยด้านสิ่งแวดล้อมได้กำหนดเป้าหมายก้าวสู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutral
ภายในปี พ.ศ. 2573 และ Net zero ภายในปี พ.ศ. 2593 รวมทั้งการลดปริมาณขยะฝังกลบ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ภายในปี พ.ศ. 2573 สำหรับด้านสังคมจะลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลโดยเดินหน้า โครงการทรูปลูกปัญญา, dtac Safe Internet, ดีแทค เน็ตทำกิน โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างทักษะ และเชื่อมต่อ
ดิจิทัลให้กับประชากรกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง ซึ่งรวมถึงเด็ก และเยาวชน, ผู้หญิง, ผู้พิการ, ชนกลุ่มน้อย, กลุ่มคน LGBTI และผู้สูงวัย และด้านบรรษัทภิบาลจะดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ต่อต้านคอร์รัปชัน (Zero Tolerance Corruption) การทุจริตต้องเป็นศูนย์ และคำนึงถึงด้านสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานสำคัญ
บทวิเคราะห์ บทบาท และผลกระทบจากควบรวม
วันนี้การออกมาประกาศถึงทิศทางในการดำเนินธุรกิจของ “ทรู คอร์ปอเรชั่น” ที่ได้ควบรวมเสร็จสิ้นไม่เมื่อวานนี้ แอดมินพบว่ายังมีอีกหลายจุดที่อาจสร้างผลกระทบ และยังคงขาดความชัดเจนในการสื่อสารให้ผู้ใช้บริการนั้นเข้าใจ ทั้งในส่วนของอัตตราค่าบริการ การโรมมิ่งโครงข่ายระหว่างกัน
เเม้ดูผิวเผินอาจจะเห็นว่าการควบรวมของ ทรู และดีแทค จะส่งผลที่ดีเพราะผู้ใช้บริการจะได้ใช้โครงข่าย 5G และ 4G บนคลื่น 2600MHz และ 700MHz จากทั้ง 2 บริษัท อีกทั้งในส่วนของลูกค้าของ ดีแทค จะได้บริการที่หลากหลายเพิ่มขึ้นจากทรู ไม่ว่าจะเป็น บริการเน็ตบ้าน หรืออินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (ดีแทคไม่มีบริการนี้ ปัจจุบันมีเพียง เอไอเอส และทรู ที่ให้บริการ) หรือสินค้าจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.Group)
แม้ทาง “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จะยืนยันว่าลูกค้าของเดิมดีแทค จะยังคงได้รับบริการเหมือนเช่นเดิม การควบรวมกันเป็นเพียงการขยายขีดความสามารถให้มากขึ้นโดยใช้ความเชี่ยวชาญ และโครงข่ายจากทั้ง 2 บริษัท เท่านั้น ดีแทค และทรู จะยังทำตลาดของตัวเองอยู่ เพียงแต่ชื่อเท่านั้นที่เปลี่ยน
ซึ่งการร่วมกันจะยิ่งช่วยให้เกิดการให้บริการระหว่างกันให้แก่ผู้ใช้ของ ทรู และดีแทค ทั้งสิทธิพิเศษ และแพ็กเกจที่จะเสนอให้ผู้ใช้ได้มากขึ้น อีกทั้ง การควบร่วมในครั้งนี้จะไม่ได้เป็นการร่วมคลื่นสัญญาณกัน แต่จะเป็นการโรมมิ่งสัญญาณระหว่างกันเพื่อให้สามารถช่วงคลื่นสัญญาณจากที่ทั้ง 2 ค่าย ได้ดีมากขึ้น
ซึ่งในตรงจุดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าการ “โรมมิ่ง“ นั้นจะเกิดปัญหา หรือไม่ เนื่องจากการจะเปิดใช้ “โรมมิ่ง” นั้นผู้ใช้บริการจำเป็นต้องเปิดระบบในเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตนเอง เพื่อให้สามารถใช้งานสัญญาณข้ามโครงข่ายของ ทรู และดีแทค ได้ ซึ่งการเปิด “โรมมิ่ง” สัญญาณข้ามโครงข่ายนี้
อาจจะทำให้เกิดกรณีที่ผู้ใช้บริการอยู่ใกล้พื้นที่การให้บริการเครื่อข่ายในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดค่าบริการที่แพงโดยที่ไม่รู้ตัวได้ ซึ่งตรงจุดนี้ “ทรู คอร์ปอเรชั่น“ ยังไม่มีการอธิบายถึงรูปแบบ และวิธีการที่ชัดเจนมากเพียงว่าผู้ใช้บริการจะต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าว

และการที่ทาง “ทรู คอร์ปอเรชั่น” ออกมาบอกว่าจะไม่ใช่เรื่องของการร่วมคลื่นสัญญาณกันนั้น ก็มีเหตุผลที่มา เพราะเนื่องจากทาง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้เคยมีมติเอาไว้ว่า การควบรวมความถี่ เป็นหนึ่งในข้อห้ามของมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค
ดังนั้นรูปแบบของบริการของ “ทรู คอร์ปอเรชั่น“ จึงออกมาในรูปของการ “โรมมิ่ง” สัญญาณข้ามโครงข่ายแทนนั่นเอง และเพื่อคลายข้อกังวลเรื่องอัตราค่าบริการ และสัญญาการให้บริการ กสทช. จึงกำหนดเงื่อนไข หรือมาตรการเฉพาะออกมา คร่าว ๆ ดังต่อไปนี้
การกำหนดเพดานราคาของอัตราค่าบริการเฉลี่ย : อัตราค่าบริการเฉลี่ยลดลงร้อยละ 12 โดยใช้วิธีการเฉลี่ยราคาใหม่ ด้วยการถ่วงน้ำหนักตามจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละรายการส่งเสริมการขาย (Weighted Average) ภายใน 90 วันหลังจากมีการควบรวม)
อีกทั้งต้องมีทางเลือกของราคาที่แยกรายบริการเพื่อให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค และต้องนำส่งข้อมูลต้นทุน และข้อมูลที่จำเป็นโดยให้มีหน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงต้องประกาศให้ผู้ใช้บริการรับทราบ เพื่อมีการตรวจสอบ และมีบทลงโทษกรณีทำไม่ได้ เช่น ปรับเป็นจำนวนร้อยละของรายได้ หรือปรับเป็นขั้นบันได และเพิกถอนใบอนุญาต
การกำหนดราคาค่าบริการ โดยใช้ราคาเฉลี่ยทางเศรษฐศาสตร์ (Average Cost Pricing) : ต้องนำส่งข้อมูลตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564 ให้ครบถ้วน โดยให้แยกรายละเอียดเป็นรายเดือน
เพื่อใช้ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนรวมเฉลี่ย ซึ่งเป็นราคาในตลาดที่มีการแข่งขัน (Average Cost Pricing) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่เป็นปัจจุบัน และถูกต้อง มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการสอบทาน (Verify) ข้อมูลโครงสร้างต้นทุน อัตราค่าบริการ
หรือข้อมูลด้านอัตราต่างๆ ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในต่างประเทศมาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ
เพื่อสอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความเมื่อมีการรวมธุรกิจให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยต้องรายงาน ปีละ 4 ครั้ง (รายไตรมาส)
มีที่ปรึกษาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือตลอดระยะเวลาอายุใบอนุญาตสิ้นสุดลงในกรณีที่อายุใบอนุญาตน้อยกว่า 10 ปี และจะต้องมีการกำหนด และแสดงอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แยกตามรายบริการ (Unbundle) เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น
หรือการส่งเสริม การขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) เพื่อให้ผู้ใช้บริการปลายทางได้รับทราบก่อน โดยให้กำหนดอัตราค่าบริการตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (Average Cost Pricing) โดยคิดราคาตามที่มีการใช้งานจริง โดยจะต้องไม่มีการกำหนดการซื้อบริการขั้นต่ำไว้
อีกทั้งต้องจัดช่องทางการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย ครอบคลุม และง่ายต่อการเลือกซื้อ เปลี่ยนแปลง (เพิ่ม ลด) การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้บริการ
ซึ่ง ในส่วนขอกำหนดนี้ ทาง “ทรู คอร์ปอเรชั่น” ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเพียงแต่กล่าวว่า การกำหนดราคาค่าบริการก็ต้องว่าไปตามกลไกการแข่งขันในตลาด ไม่สามารถไประบุได้ว่าจะถูก หรือว่าจะแพง แต่ปัจจุบนก็มีเเพ็กเกจทีัหลากหลายอยู่แล้ว โดยเราตั้งใจว่าจะไม่ทำให้ผู้บริโภคเดิอดร้อน
ในส่วนเรื่องของสาขาในการให้บริการเราก่คงพิจารณาตามเหมาะสม ตามความต้องการใช้บริการของแต่ล่ะพื้นที่ อย่างไรก็ดีทุกวันนี้บริการที่มีลูกค้าของทั้ง 2 บริษัท สามารถใช้ผ่านบนมือถือได้อยู่แล้ว โดยหลังจากนี้อาจจะต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จะมีแสดงความชัดเจนได้ หรือไม่?
ข่าวอื่น ๆ ของการควบรวม ทรู-ดีแทค
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























