เอบีม (ABeam) แนะองค์กรไทยเร่งมือทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานวิถีใหม่แบบ Remote working พาธุรกิจพ้นวิกฤตหลังเผชิญวิฤตโควิค-19…
ABeam แนะองค์กรไทยเร่งมือทรานส์ฟอร์มพาธุรกิจพ้นวิกฤต
อิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิค-19 ได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ มากมายในด้านประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน จากรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป มีการทำงานในรูปแบบ Remote working มากขึ้น มีวิธีใหม่ในการสื่อสารและมีเครื่องมือการทำงานที่ช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงาน
ทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน (Workstyle Transformation) เน้นปรับกระบวนการและวิธีการทำงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายองค์กร การให้บริการลูกค้า และความพึงพอใจของพนักงาน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น หลายองค์กรประสบปัญหาเนื่องจากนโยบายและแนวทางปฏิบัติ
ที่ไม่ชัดเจน พนักงานขาดทักษะความรู้ความเข้าใจ และกระบวนการทำงานที่ไม่มีความพร้อมสอดรับกับยุควิถีใหม่ ทั้งนี้ เอบีม พบว่ามีองค์กรส่วนมากทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานเพียงระดับแรกด้วยการทำระบบ IT และ Applications ที่สนับสนุนการทำงานในรูปแบบใหม่ดังกล่าว
และยังคงประสบปัญหาในการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากนโยบายและแนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจน พนักงานขาดทักษะความรู้และความเข้าใจ รวมทั้งกระบวนการทำงานที่ไม่มีความพร้อมในยุควิถีใหม่

จากประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับองค์กรในการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน เอบีม แบ่งระดับการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานเป็น 4 ระดับ คือ ระดับที่ 1 เป็นการติดตั้ง IT และแอปพลิเคชัน เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานในรูปแบบใหม่ได้ แต่พนักงานยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบดังกล่าว
ระดับที่ 2 คือพนักงานสามารถใช้เครื่องมือ IT ที่องค์กรติดตั้งให้ได้ แต่ยังคงทำงานไม่ได้ประสิทธิผลในระดับที่ตั้งไว้ ระดับที่ 3 เป็นระดับที่องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยประสิทธิผลที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการใช้กระบวนการดิจิทัล
และการปรับเปลี่ยนการทำงานด้วยการลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น (Lean and Digitalized process) และระดับที่ 4 ซึ่งเป็นระดับการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานที่ดีที่สุด คือการที่องค์กรมีการปรับรูปแบบธุรกิจ (Business model reform) เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ด้วยการเชื่อมต่อทั้งลูกค้า และพันธมิตรเข้าด้วยกัน

“เอบีม แนะนำให้ธุรกิจเร่งทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานในยุควิถีใหม่ที่มีการทำงานแบบ Remote working มากขึ้น โดยอย่างน้อยคือให้ได้ระดับที่ 3 เพื่อการทรานส์ฟอร์มที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว อันจะนำมาซึ่งประสิทธิผลในการทำงานที่เท่า หรือมากกว่าระดับเดิมก่อนการทรานส์ฟอร์ม
โดยระเบียบวิธี (Methodology) ของ เอบีม ในการนำไปสู่การทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพจะประกอบด้วย 4 เสาหลัก และ 6 ขั้นตอน จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เอบีม สามารถช่วยบริษัทต่าง ๆ ให้บรรลุระดับ 3 ของการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานได้ภายเวลาไม่กี่เดือน” ฮาระ กล่าว
4 เสาหลัก ในกระบวนการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน ประกอบด้วย การกำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ (Policy & Guideline) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) การเตรียมความพร้อมพนักงาน (People) และกระบวนการ (Process) โดย 6 ขั้นตอนในการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน ได้แก่
- การกำหนดนโยบายและกฎระเบียบของการทำงานแบบ Remote Working
- การเลือกเครื่องมือ และแอปพลิเคชัน ด้านที่สนับสนุนการทำงานรูปแบบดังกล่าว
- การมีโครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัยด้าน IT สำหรับการทำงานแบบ Remote working
- การบริหารจัดการแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมของพนักงาน
- กระบวนการบริหารจัดการการทำงานในรูปแบบใหม่
- กระบวนการทำงานในรูปแบบดิจิทัลต่าง ๆ

“การทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานในระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในสภาพการทำงานที่มีการทำงานแบบ Remote working มากขึ้นนั้น จะต้องตอบโจทย์ธุรกิจทั้งด้านการบริการลูกค้า (Client service) ความสำเร็จขององค์กร (Firm’ s success)
และความพึงพอใจส่วนบุคคลของพนักงาน (Personal satisfaction) ถึงแม้ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยนับว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้
แต่เราแนะนำให้องค์กรเร่งทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน เพื่อให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการเตรียมการณ์ภายใต้แผนการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Plan” ฮาระ กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























