รมต. “ไชยชนก” แถลงนโยบายขับเคลื่อน ดีอี (DE) ร่วมบูรณาการแก้ไขภัย 4 ด้าน เร่งรัดช่วยเหลือประชาชน ย้ำใช้แนวทางโปร่งใส ตรวจสอบได้…
“ไชยชนกฯ” วางเป้า “4 Quick Win” ดัน DE มุ่ง “สานต่อ–ติดตาม–ยกระดับ” ผ่านแนวทางความร่วมมือ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม โดยมี พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัล ร่วมแถลงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) พร้อมตั้งเป้าแก้ไข 4 ปัญหาเร่งด่วนสำคัญ “ภัยธรรมชาติ, ภัยความมั่นคง, ภัยเศรษฐกิจ และภัยสังคม”

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมานั้น กระทรวงดีอี ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบายรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน
ได้แก่ ภัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, ภัยความมั่นคง, ภัยเศรษฐกิจ, ภัยสังคม และ การบริหารภาครัฐ ตามแนวทาง “Quick Win” โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้
ซึ่ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชน ได้แก่
ภัยธรรมชาติ : ขอให้หน่วยงานร่วมบูรณาการการใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ
ให้มีความแม่นยำ และสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา และดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น
พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที
ภัยความมั่นคง : เร่งรัดให้มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ
ด้วยการนำเทคโนโลยี และข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ขอให้หน่วยงานได้ จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินของทหารและประชาชน
และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator) เกี่ยวกับสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมดตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ

ภัยเศรษฐกิจ : จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทยในสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ และประเมินได้ ดังนั้นกระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล
เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม
พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย
ภัยทางสังคม : สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ข้อมูลและบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI ที่เป็นเทคโนโลยีสำคัญพื้นฐานในปัจจุบัน สร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy)
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความเข้าใจ และสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับกรณีของภัยทางสังคมนั้น หลังจากมีแผนรับมือกับภัยทางธรรมชาติ และภัยความมั่นคงแล้ว สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขภัยทางสังคมได้ในแนวทางเดียวกัน
พร้อมทั้งการส่งเสริม และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้านการยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
กำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามเชิงรุกกับอาชาญกรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดความเสียหายต่อทั้งบุคคล และระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“สานต่อ–ติดตาม–ยกระดับ” งานกระทรวงฯ ต่อเนื่อง
“เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะของภัย 4 ด้าน และรัฐบาลมีระยะเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ดังนั้นการมอบหมายนโยบายจึงจะต้องมีจุดเริ่มต้นที่ทุกหน่วยงานมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตรงกัน และพร้อมที่จะแก้ไขและสานต่อโครงการต่าง ๆ ที่ทางกระทรวง และหน่วยงานภยาใต้สังกัดได้ดำเนินเอาไว้ เพื่อปัญหาร่วมกัน
สำหรับกระทรวงดีอี ในสถานการณ์ปกติถือเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางของประเทศ ด้วยการวางฐานเทคโนโลยีที่มั่นคง และยั่งยืน แต่ในสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ตนจึงขอให้มีการดำเนินการติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงเพิ่มแผนงานภารกิจในการแก้ไขปัญหา และลดความเสียหายจากภัยทั้ง 4 ด้าน
ที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ด้วยหลักการของการบูรณาการ การส่งเสริมผลักดัน การสนับสนุน และประคับประคองประชาชน ผู้ประกอบการ เพื่อให้ก้าวผ่านสถานการณ์ในปัจจุบันไปได้ โดยจากการเข้ามาูงานในส่วนต่าง ๆ ยังเห็นว่ายัมีอีกหลากหลายเรื่อง

ที่ยังสามารถยกระดับทำให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น อาทิ การเพิ่มความสามารถของ “ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือ” (Cell Broadcast Service : CBS) ในการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ ให้มากกว่าการเน้นในเรื่องของภาวะน้ำล้น หรือน้ำท่วมเฉียบพลัน
แต่ควรมีการแจ้งเตือนในส่วนของภัยธรรมชาติในด้านอื่น ๆ เข้าไปด้วย และอาจร่วมถึงเเจ้งเตือนในส่วนภัยด้านความมั่นคงในเขตพื้นที่ข้อพิพากระหว่าง ไทย-กัมพูชา ด้วย ในขณะเดียวกัน ในแง่ของระบบการสื่อสารก็จำเป็นต้องพัฒนาให้สามารถครอบคลุมกรแจ้งเตือนยังช่องทางอื่น ๆ
เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนที่ไม่มีอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนเอาไว้รับข่าวสารด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มิจฉาชีพใช้สัญญาณโทรคมนาคมในประเทศ เพื่อทำธุรกรรมผิดกฎหมายบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางกระทรวงดีอีฯ พร้อมที่จะดำเนินมาตรการเร่งด่วน เพื่อ “ตัดลดสัญญาณออกไปให้ไปไม่ถึงตรงชายแดน” ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบจากการใช้งานสัญญาณผิดกฎหมายของมิจฉาชีพลงได้ไม่มากก็น้อยอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่ ย้อนแย้ง ในเรื่องของการขยาย และลดสัญญาณ
เนื่องจากในทางกลับกัน พื้นที่ปฏิบัติการของ ทหาร และฝ่ายความมั่นคง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการขยายสัญญาณ เพื่อให้เกิดความทั่วถึงในการใช้งาน ดังนั้น กระทรวงดีอีฯ จึงกำลังหารือกับผู้ให้บริการโครงข่ายในประเทศ เพื่อหาแนวทางร่วมกัน โดยหนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณาคือ การใช้ “สัญญาณดาวเทียม”
เพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะ โดยวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ จะมีการเข้าไปพูดคุยกับ ประธานของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการเหล่านี้อย่างเป็นทางการต่อไป” รมว.ดีอี กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























