ซิสโก้ ( Cisco) เผย 5 เหตุผลที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไทยในปี 2567 และเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า แต่!!…มีเพียง 20% ขององค์กรไทยที่มีความพร้อม…
Cisco เผย 5 เหตุผลที่ทำให้ AI กลายเป็นนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไทยในปี 2567 แต่!!…มีเพียง 20 % ขององค์กรไทยที่มีความพร้อม
วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และเมียนมาร์
วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และเมียนมาร์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ. 2567 คาดว่าจะฟื้นตัวจากแรงขับเคลื่อนของภาคท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังจะเป็นปีที่เทคโนโลยีปัญญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ ๆ
จะเปิดประตูให้กับธุรกิจไทยได้เติบโตโดยในทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้งาน AI อย่างหลากหลายและเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม Generative AI ก็ได้ทำให้ AI รุ่นใหม่ ๆ เป็นที่น่าจับตามอง บทความนี้จะสรุปเทรนด์ธุรกิจ และเทคโนโลยีสำคัญ 5 เหตุผล ที่ AI จะช่วยเปิดบทใหม่ให้กับธุรกิจไทย ควบคู่ไปกับแนวทางการนำเทรนด์มาใช้
AI กลายเป็นเทคโนโลยี “ที่ต้องมี “… แต่หลายองค์กรยังไม่สามารถใช้ งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
มีการคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรม AI คาดว่าจะเติบโตจาก 95 ,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1 .8 ล้านล้าน ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะเป็นหนึ่งใน ตัวขับเคลื่ อนหลักของเศรษฐกิ จโลกในทศวรรษหน้า แต่อย่างไรก็ดีวันนี้หลาย ๆ บริษัท ยังไม่พร้อมที่จะใช้ประโยชน์ จากโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่
โดยผลสำรวจ AI Readiness Index จัดทำโดย ซิสโก้ พบว่ามีเพียง 1 ใน 5 (20%) องค์กรในประเทศไทยเตรียมพร้ อมอย่างเต็มที่ในการปรับใช้ และใช้ประโยชน์จาก AI โดย 74 % ยอมรับถึงความกังวลอย่างรุ นแรงเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิ จหากไม่ปรับตัวในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ข่าวดีก็คือ ธุรกิจในไทยมองเห็นความเร่งด่ วนในการคว้าโอกาสจาก AI กันมากขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ผ่านมา เกือบทั้งหมด ( 99%) ยอมรับว่าองค์กรมีความตื่นตัวต่ อการใช้เทคโนโลยี AI และองค์กรมากถึง 97 % มีกลยุทธ์ AI ที่แข็งแกร่งอยู่แล้วหรืออยู่ ในกระบวนการพัฒนา อย่างไรก็ดี ยังพบช่องว่างสำคัญในเสาหลักต่ าง ๆ
ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล การกำกับดูแล บุคลากร และวัฒนธรรมองค์กร เช่น การทำให้แน่ใจว่าข้อมู ลของพวกเขาพร้อมสำหรับ AI รวมถึงการสร้างบุคลากรด้าน AI ที่มีคุณภาพ , แผนการจัดการการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ
ในปี พ.ศ. 2567 บริษัทไทยจะต้องต่อสู้กับวิธีจั ดการกับ AI ภายในองค์กร รวมถึงบุคลากรที่พร้อมใช้ งานเทคโนโลยีนั้นด้วย
AI ที่มีความรับผิดชอบจะเริ่มด้ วยการทำงานอย่างมีจริยธรรม สนับสนุนด้วยความไว้ใจ และความโปร่งใส
แม้ว่า AI จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ยังคงเป็นดาบสองคมที่มาพร้ อมความเสี่ยง องค์กรจำเป็นต้องมี นโยบาย และโปรโตคอลที่รัดกุม เพื่อการจัดการข้อมูลและระบบ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่องค์กรไทยตระหนักถึ งความสำคัญของการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม
แต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้ องปรับปรุง เช่น เรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมู ลโดยผลสำรวจเผยว่า น้อยกว่าครึ่ง ( 43%) มีนโยบาย และโปรโตคอล AI ที่ครอบคลุม และ 17 % ขององค์กรยังมี bias โดยไม่มีกลไกอย่างเป็ นระบบในการตรวจจับ data bias โดยเมื่อผลกระทบของ AI แพร่หลายมากขึ้น
การกำกับดูแลยิ่งต้องพัฒนาต่อไป ทำให้บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องพัฒนากฎระเบียบ ปรับใช้นโยบายภายในที่แก้ไขเรื่ องความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี AI รวมถึงการรักษาความปลอดภั ยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ งโดยสามารถจัดการช่องโหว่ที่ อาจเกิดขึ้น จากระบบ AI รวมถึงการฝึกอบรม
และยกระดับทั กษะบุคลากร อย่างต่อเนื่องเพื่ อให้แน่ใจว่าพนักงานยังคงมี ความสามารถในการรับมือกั บความเสี่ยง บริษัทที่สร้างแอปพลิเคชัน AI จะต้องคำนึงถึงการรั กษาความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และสร้างความไว้ วางใจโดยกระบวนการออกแบบนวั ตกรรมที่ครบวงจรในผลิตภัณฑ์ บริการ และการดำเนินงานขององค์กร
ยุคใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานเครื อข่ายที่ใช้งานง่าย จะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความปลอดภัย และความอั จฉริยะให้กับธุรกิจ
ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ หันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยิ่งมี ความสำคัญอย่างคาดไม่ถึง การสร้างเครือข่ายอัจฉริยะที่ทั นสมัยกลายเป็นหัวใจสำคั ญในการเติบโตของบริษัท ความยืดหยุ่นและการบูรณาการเครื อข่ายกับ AI หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ กำหนดความสำเร็จ
นอกจากนี้บริษัทต่าง ๆ จะตระหนักถึงความจำเป็ นของแพลตฟอร์มความปลอดภั ยแบบครบวงจรที่สามารถมองเห็นแบบ E nd –to –End โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความท้ าทายด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (Cyber Security) มี ความซับซ้อนขึ้นในยุคของแอปพลิ เคชัน และมัลติคลาวด์ และพนักงานทำงานจากสถานที่ต่าง ๆ ได้โดยใช้การเชื่อมต่อ
หลายรู ปแบบเพื่อ เข้าถึงข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม เครือข่ายจะมีบทบาทสำคั ญในการให้ visibility ของผู้ใช้ อุปกรณ์ และเอนทิตีในระบบทั้งหมด ส่งผลให้สามารถเป็นจุดควบคุมเพี ยงจุดเดียวในการตรวจจับ ป้องกัน และแก้ไขภัยคุกคาม รวมถึงบังคับใช้กฎความปลอดภั ยเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของภั ยคุกคามในเครือข่ าย และลดเวลาการแยกภัยคุกคาม
ปี 2567 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้กับ วิกฤตการณ์โลกร้อน และ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
เนื่องจากปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้ องจำกัดอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้ นไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ทางสภาพภูมิอากาศ เมื่อใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ บทบาทของความร่วมมือระหว่ างภาครัฐ และเอกชนจะยิ่งชั ดเจนในการสร้างระบบวัดผลความก้ าวหน้าที่แม่นยำ และสม่ำเสมอ
ทั้งภายในประเทศ ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม และระดับโลก แรงกดดันต่อการเปิดเผยข้อมูลอย่ างเป็นทางการจะยิ่งทวีความสำคัญ โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะเข้ามามี บทบาทในการขับเคลื่อนแผนสู่ผลลั พธ์ที่เป็นรูปธรรม บริษัทต่าง ๆ จะเผชิญแรงกดดันในการพั ฒนาความยั่งยืน โดยเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคั ญในการจัดหาข้อมูลเชิงลึกให้กั บองค์กร
เพื่อให้มีการวั ดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ได้ อย่างแม่นยำ รวมถึงการวางแผนสร้างอาคาร และพื้ นที่ทำงานอัจฉริยะ ผู้ให้บริการ ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อเป้ าหมายความยั่งยืนจะเร่งพั ฒนาความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้ นฐานเพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่ เพิ่มขึ้น ในขณะที่ลดการใช้พลังงานไปพร้ อมกัน
บุคลากร และการเปิดกว้างต่ อการเปลี่ยนแปลงจะเป็นหัวใจสำคั ญ ของความสำเร็จด้านดิจิทั ลทรานส์ฟอร์เมชั่น
บริษัทไทยที่กำลังมุ่งสู่ยุคดิ จิทัล จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้ทันกั บการเติบโต แม้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในไทยจะเฟื่องฟู แต่ยังคงขาดแคลนบุ คลากรเทคโนโลยี ทักษะเฉพาะทางในด้านต่าง ๆ เช่น ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ data science และเครือข่าย เป็นที่ต้องการอย่างมาก ซึ่งนับเป็นโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ ผลักดันการพัฒนาบุ คลากร
เทคโนโลยีให้พร้อมก้าวสู่ โลกอนาคต บริษัทต่าง ๆ ยังต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ ยึดมั่นในจุดมุ่งหมาย โดยส่งผลต่อความสามัคคีของที มงาน และความเชื่อมั่นต่อบริษัท โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกั บความท้าทายทางเศรษฐกิจ สิ่งนี้ยังช่วยให้พร้อมรับมือกั บการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่บริษัทเองก็ต้องปรับตั วเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา
ส่วนขยาย
* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว)
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th